ก่อนจะเริ่มเข้าตอนนี้ ขอย้ำกันอีกทีว่า Mental Disorder เป็น ความเจ็บป่วย เป็นโรคชนิดหนึ่ง ไม่ใช่อะไรที่แค่คิดไปเอง (เชื่อว่ายังมีหลายคนเข้าใจแบบนั้นอยู่) การรักษาโรคพวกนี้ ก็เหมือนการรักษาโรคอื่นๆ ทั่วไป ที่ต้องกินยา ฉีดยา หรือใช้ยาเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งก็คือการใช้ยารักษาตามอาการนั่นแหละ ปวดหัวก็กินพารา เป็นเบาหวานก็ต้องกินยาที่ปรับระดับน้ำตาล เป็นโรคความดันก็กินยาปรับความดัน เป็นโรค mental disorder ก็กินยาที่ปรับระดับสารเคมีในสมอง อันนี้เป็นตรรกะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

เชื่อว่าต้องมีหลายคนสงสัยแน่ๆ ว่า ยาที่ว่านี้ มันจะไปเปลี่ยนความคิดเราได้ยังไง เปลี่ยนความคิดที่อยากฆ่าตัวตายได้ เปลี่ยนความคิดที่เศร้าให้กลับมาโอเคขึ้น ซึ่งตอนแรกเราก็สงสัยเหมือนกัน ว่ายาพวกนี้มันทำงานยังไง แล้วเราก็ไปศึกษาหาข้อมูล ประกอบกับถามหมอๆ มา ซึ่งจะมาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ (ขอบอกเพื่อความชัดเจนตรงนี้ว่า ข้อมูลพวกนี้ เป็นข้อมูลที่พวกเราสรุปกันเอง จากการรีเสิชบนอินเตอร์เน็ต รวมถึงการปรึกษากับหมอที่เราหาอยู่ด้วย คิดว่าไม่ควรนำข้อมูลเราไปใช้อ้างอิงในทฤษฎีการแพทย์นะ)

ยาที่ใช้รักษาอาการ Mental Illness แบ่งเป็นหลายกลุ่มมาก เช่น antidepressants, anti-anxiety, anti-psychotic, mood stabilizer, stimulant medications และอื่นๆ ซึ่งเราจะขออธิบายเฉพาะยากลุ่มที่เราได้อยู่กับมันจริงๆ เป็นกลุ่มยาที่มักถูกใช้สำหรับคนที่มีอาการ ‘ไบโพลาร์’ นั่นก็คือ ‘Antidepressants’ (ยาต้านเศร้า) และ ‘Mood Stabilizer’ (ยาช่วยให้อารมณ์คงที่)

 

ANTIDEPRESSANT

 

Antidepressant (ยาต้านเศร้า) คอนเซปต์ของมันก็ตามชื่อเลย คือใช้เพื่อป้องกันความรู้สึกเศร้า ยาประเภทนี้จะแบ่งแยกย่อยได้หลายกลุ่ม ซึ่งมันจะเข้าไปทำงานโดยการปรับสมดุลในสมองด้วยวิธีแตกต่างกันไป แต่ที่แพร่หลายที่สุดคือ SSRIs ย่อมาจาก Selective Serotonin Reuptake Inhibitors ชื่อยา (ชื่อทางการค้า) ที่น่าจะคุ้นกันก็เช่น Lexapro, Prozac, Zoloft, Celexa, Wellbrutin

คืองี้ คนที่เป็นซึมเศร้าหรืออยู่ใน depressive episode ของไบโพลาร์เนี่ย มันมีผลมาจาก ระดับของ ‘Serotonin’ ในสมองมนุษย์เรามันน้อยกว่าที่ควรจะมี ซึ่ง Serotonin ถูกพิจารณาว่า เป็นฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข เพราะฤทธิ์ของมันสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ให้แก่มวลมนุษย์ชาติ นอกจากจะมีผลต่ออารมณ์ของมนุษย์แล้ว Serotonin ยังเป็นสารที่มีผลกับการทำงานหลายส่วนในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบขับถ่าย ในบางส่วนด้วย

แต่ๆๆ ยาพวกนี้ไม่ได้ไป ‘เพิ่ม’ ระดับฮอร์โมน Serotonin ในสมองเราโดยตรง คือว่าสมองเราเนี่ย มันจะผลิตสาร Serotonin ตามธรรมชาติอยู่แล้ว คือทุกคนก็ผลิตสารออกมาพอๆ กันหมดแหละ แต่ถึงแม้จะผลิตมาเยอะแค่ไหน ก็จะมีแค่บางส่วนที่ถูกนำไปใช้จริงๆ และอีกส่วนหนึ่งถูกดูดกลับเข้าไป จึงไม่ได้นำไปใช้ร่างกาย ซึ่งคนเป็นซึมเศร้าเนี่ย มันมีแนวคิดว่า สมองมันดูด Serotonin กลับไปเยอะเกินไป เลยเอาไปใช้ได้นิดเดียว ทำให้อารมณ์ค่อนข้างดาวน์

ยา SSRIs เนี่ย ก็จะทำหน้าที่ไป block การดูดกลับของ Serotonin ซึ่งพอสมองเราดูดสารนี้กลับน้อยลง ก็ส่งผลให้ร่างกายเรามีสาร Serotonin ที่ถูกนำไปใช้เยอะขึ้น พอระดับสาร Serotonin ในร่างกายมีมากขึ้น ก็จะส่งผลต่อระบบต่างๆ (ระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบกล้ามเนื้อ ฯลฯ) ทำให้มันต้อง ‘ปรับสมดุล’ ตัวเองให้เข้ากับระดับสาร Serotonin ใหม่ที่มากขึ้น ระหว่างการปรับสมดุล ร่างกายเราก็เลยมีการแสดงออกมาเป็นรูปแบบของ side effects ซึ่งมีมากมายมหาศาล อันจะกล่าวในเอนทรี่ต่อๆไป

 

MOOD STABILIZER

 

Mood Stabilizer (ยาช่วยให้อารมณ์คงที่) เราไม่แน่ใจว่าทางวิทยาศาสตร์มันทำงานยังไง แต่ผลที่มันมีต่ออารมณ์ของผู้ป่วยคือ มันทำให้กราฟอารมณ์เรา ‘แคบ’ ขึ้น ถ้าเป็นหนักเว่อร์ต้องตัวนี้เลย Lithium มักจะใช้กันในคนเป็น Bipolar Type 1 ส่วนตัวอื่นที่โด่งดังพอกันคือ Lamictal (หรือยากันชัก ใช้ในคนเป็นลมบ้าหมู หรือบางทีก็ใช้แบบ off-label เพื่อรักษาไมเกรน), Depakote, Seroquel และ Abilify เป็นต้น

ต้องลองคิดภาพในหัวว่า กราฟอารมณ์มนุษย์เรามีตั้งแต่ สูงสุด (คึกมาก) คือ +10 จนไปถึง -10 (เศร้ามาก) และ 0 คืออารมณ์เฉยๆ พวกคนที่เป็นไบโพลาร์เนี่ย มันก็จะมีอารมณ์แบบ ตอนคึกที่ก็ +8 +9 +10 เลย เวลาเศร้ามันก็ -8 -9 -10 เลย คือสุดโต่งมาก คนธรรมดาอาจจะแบบ +4 +5 เวลาเศร้า -4 -5 ไรงี้

ยาตัวนี้มันไปสร้างกำแพงเพื่อคุมกราฟอารมณ์เราไม่ให้ขึ้นไปถึง +10 และไม่ลงไปจนถึง -10 นั่นเอง อาจจะทำให้เราอยู่แค่ +4 ถึง -4 อะไรประมาณนี้ ทำให้อารมณ์เรานิ่งขึ้น สงบขึ้น มั่นคงขึ้น

 

IT’S NOT AS EASY AS IT SOUNDS

 

ไบโพลาร์เนี่ย มันมีผลต่อแต่ละคนแบบ subjective มากๆ จะเห็นได้ว่ามันมีหลาย episode มาก ตั้งแต่ mania, hypomania, depression รวมถึง mixed state ดังนั้นการจะรักษาโรคเนี่ย เราและหมอเลยต้องหาส่วนผสมที่ลงตัวให้เจอว่า จะต้องใช้ antidepressant ตัวไหน ขนาดเท่าไหร่, mood Stabilizer ตัวไหน ขนาดเท่าไหร่ หรือต้องใช้ร่วมกับยาตัวอื่นเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมและเห็นผลไหม

ตรงนี้คนที่กินอยู่ คงจะเข้าใจว่า กว่าจะหายาที่ ‘ใช่’ เจอเนี่ย ต้องลองผิดลองถูกกันเท่าไหร่ side effects แต่ละตัวก็ไม่ใช่เล่นๆ ตอนเริ่มกินก็ต้องทน side effects จนกว่ายาจะอยู่ตัว พอดูอาการแล้วยาไม่เวิร์คกับเราเท่าไหร่ แม่งก็ต้องถอน ไอ้ตอนถอนแม่งก็มี side effect อีก ทนแม่งเข้าไปจนกว่ายาแม่งจะหมดออกจากร่างกาย

หลายคนอ่านแล้วอาจจะมองว่า ยามันก็สารเคมีดีๆ นี่เอง จะไปกินทำไมทำลายตับไตไส้พุง (คนเรียนหมอน่าจะคุ้นเคยดีกับข้อหานี้ คือเอิ่ม ตับไตมีหน้าที่ขจัดสารพิษอยู่แล้วครับ ปล่อยมันทำหน้าที่ไป ไม่มีปัญหาหรอกเว้นแต่จะกินแบบ overdose) แต่สำหรับเรา เรามองว่าคนเรามีทางเลือกหลายทางจริงๆ แหละ แต่จะไปเลือกทางที่ไม่เหมาะกับตัวตน ความเชื่อ สภาพร่างกาย และสภาพจิตใจของเรา มันก็ไม่ใช่ อย่างเราเนี่ยเชื่อในทางวิทยาศาสตร์ เราก็รักษาตามอาการไปเท่าที่ทำได้ด้วยคำแนะนำของหมอ และการศึกษาเพิ่มเติม

ส่วนเวลาเริ่มกินยา หมอจะให้เราเริ่มที่โดสที่น้อยที่สุดก่อน พอเริ่มปรับตัวกับ side effect ได้ก็จะเพิ่มขึ้นจนกว่าร่างกายเราจะโอเคและจนกว่าโดสจะพอดีกับอาการของเรา ซึ่งขอบอกตรงนี้เลยว่า ถ้าเคมีเข้ากันจะเหมือนเจอเนื้อคู่เลย นี่ไม่ได้เว่อร์นะ ยาบางตัวนี่มนุษย์ไบโพลาร์ทั่วโลกเค้านับถือกันจริงๆ ว่าเป็น God-sent med แต่กว่าแต่ละคนจะเจอตัวที่ใช่ และโดสที่ใช่ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ ผ่านวิบากกรรม side effects กันมาอย่างหนักหน่วง แต่ยังไงก็ต้องทนกันไปก่อนเนอะ ถ้าลงตัวแล้วจะเป็นอะไรที่ดีใจจนน้ำตาไหลเลยล่ะ เชื่อเรา

เอนทรี่นี่เนิร์ดมาก บอกเลย เอนทรี่หน้าจะมาแชร์ประสบการณ์โดยตรงจากยาพวกนี้ จะได้เห็นภาพกันชัดขึ้นว่า มันรักษาเรายังไง มีผลยังไง แล้วมันเป็น God sent med ยังไง lol

 

ILLUSTRATION: KWANGWALIN
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment