นี่คือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวเราหลายครั้งหลายคราในช่วงที่สภาวะอารมณ์ของเราไม่มั่นคง หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความต้องการทางเพศบ้างหรือไม่มีบ้าง แต่ในฐานะคนที่ต้องกินยาทุกคืนและรู้อยู่แก่ใจว่ามีบางส่วนของอารมณ์เราที่ควบคุมได้ยาก พวกเราขอพูดว่าเรื่องเหล่านี้มันจะซับซ้อนขึ้นมาอีกหลายเท่า เทียบให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้หญิงที่เวลาเมนส์มาแล้วอารมณ์ไม่ดี บางทีเราก็ตั้งคำถามใช่มั้ยว่า เอ๊ะ นี่เราหงุดหงิดเพราะเมนส์หรือเพราะเราหงุดหงิดจริงๆ กันแน่

เรื่องนี้ก็คล้ายกัน เราตั้งคำถามอยู่บ้างเหมือนกันว่า อารมณ์ทางเพศเปลี่ยนแปลงเพราะเราเทคยา เพราะมันเป็นอาการของโรค เพราะเราหลุดไปจากนิยามความปกติที่สังคมเข้าใจ หรือเพราะทุกอย่างมันผสมปนเปไปหมดจนไม่รู้ที่มา เหมือนกับที่บางทีเราในฐานะที่เป็น mental illness ที่ไม่รู้ว่าวันนี้เรารู้สึกแย่เพราะอะไร ระหว่างความเครียดจากที่ทำงาน การกินยาดึกเกินไป การที่เราแอบกินเหล้า หรือเพราะเราเมนส์มา แต่ลึกๆ พวกเราก็รู้ดีว่า ทุกอย่างมันสัมพันธ์กันหมด

 

ASEXUALITY ไม่ใช่โรค ไม่ใช่ทางเลือก

 

หลายคนมักจะกำหนดนิยามของ ‘เพศ’ ไว้ไม่กี่อย่าง ด้วยเพียงไม่กี่ปัจจัย เช่น ‘ผู้ชาย’ ต้องเป็นผู้ที่เกิดมามีอวัยวะเพศชาย มีลักษณะท่าทางเป็นผู้ชาย และชอบมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง หรือ ‘ดี้’ ต้องเป็นคนมีอวัยวะเพศหญิง มีบุคลิกเป็นผู้หญิง แต่ชอบร่วมเพศกับคนที่มีอวัยวะเพศหญิงโดยกำเนิด แต่มีลักษณะคล้ายผู้ชาย พอเรามีปัจจัยเหล่านี้มาครอบความคิด เราก็จะเหลือตัวเลือกในการนิยามเรื่องเพศของมนุษย์แค่ ชาย หญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ เป็นต้น

ส่วนตัวแล้วพวกเราเองไม่ค่อยแปะป้ายเรื่องเพศกับคนอื่นเท่าไหร่ เรามองคนแต่ละคนเป็น ‘มนุษย์’ ก็แค่นั้น แต่ถ้าอยากจะจัดประเภทจริงๆ ก็มีอีกประเภทหนึ่งที่หากันได้ทั่วไป แต่เราเชื่อว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกันในวงกว้าง กลุ่มนี้คือมนุษย์ประเภทที่ถูกเรียกหรือบางทีก็นิยามตัวเองว่าเป็น asexual

“มันคืออะไรอ่ะ คนที่ไม่มีเพศหรอ ไม่เป็นทั้งหญิงและชายหรอ หรือว่าเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” นี่คือคำถามของคนที่งงและสับสนเวลาคำว่า asexual โผล่ขึ้นมาในวงสนทนา แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคนละเรื่องเลย เพราะ asexual เป็นคำจำกัดความของคนที่ไม่รู้สึกถึง sexual attraction ไม่ว่ากับใครหรือเพศอะไร ว่าอย่างง่ายคือเห็นหรืออยู่กับใครก็ไม่มีอารมณ์ทางเพศหรือความรู้สึกอยากมีเซ็กส์ขึ้นมา ซึ่งมันก็มีการแตกระดับแยกย่อยออกไปอีก เช่น บางคนอาจจะมีอารมณ์ทางเพศ แต่โอเคกับการช่วยตัวเองเพื่อเคลียร์อารมณ์ทางเพศ (ไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือความฟิน) มากกว่าจะไปมีเซ็กส์กับใครเพราะไม่มีใครหรืออะไรที่ attract เขาเลย หรือกับบางคนที่มีอารมณ์โรแมนติก ชอบแตะเนื้อต้องตัว ชอบการกอดจูบ ชอบการแสดงออกซึ่งความรักเหมือนคนส่วนมากในสังคม แต่ไม่ชอบมีเซ็กส์หรือมีกิจกรรมทางเพศ เพราะไม่มีอารมณ์ทางเพศ หรือทำไปเพียงเพื่อให้คู่รักรู้สึกดี—ทั้งหมดนี้ยังคลุมเครือ (กลุ่ม asexual เรียกผู้นิยามตัวเองแบบนี้ว่า grey-ace) ซึ่งเป็นแค่บางเหลี่ยมมุมของความเข้าใจเรื่อง asexuality เท่านั้นเอง

“Asexuality คือ Sexual orientation ไม่ใช่ความผิดปกติ” นี่คือ statement หลักข้อหนึ่งของกลุ่มคนที่สนับสนุนและเคลื่อนไหวเรื่อง asexuality ซึ่งหมายความว่า มันอยู่ในระดับเดียวกับการที่คนนี้ชอบมีเซ็กส์กับผู้ชาย คนนี้ชอบมีเซ็กส์กับผู้หญิง และคนนี้ไม่ชอบมีเซ็กส์ ซึ่งต้องแยกให้ออกว่าไม่ใช่เพราะเขาถือพรหมจรรย์ เพราะความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิอะไรก็ตาม—จะว่าเรียบง่ายก็เรียบง่าย แต่จะว่าไม่เรียบง่ายก็เข้าใจได้ เพราะสังคมปัจจุบันเรื่องเซ็กส์ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิตอย่างหนึ่งไปแล้ว (ไม่ใช่ของทุกคนหรอกเรารู้ แต่ก็สำหรับหลายคนเลยแหละ) เพราะฉะนั้นกระทั่งในสังคมตะวันตก คนที่เป็น asexual ก็ถูกกีดกันและมองว่าผิดปกติอยู่เหมือนกัน

ทีนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวกับ mental illness ยังไง เราขอตอบอย่างนี้แล้วกันเนอะว่า ถึงแม้ว่า asexuality จะไม่ได้รับผลจากความเชื่อ แต่มันก็ยังได้รับผลจากอย่างอื่นอยู่บ้าง เช่น บางคนอาจจะมี trauma จากการเคยถูก sexual harassment จนทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการไม่มีอารมณ์ (ถึงแม้จะพ้นจากอาการช็อคแล้ว แต่จิตใต้สำนึกก็ยังสลัดทิ้งไม่ได้ง่ายๆ) บางคนอาจจะมาจากอาการของโรคซึมเศร้าเอง เพราะเป็นซึมเศร้าหนักๆ นานๆ ก็สูญเสีย sex drive ได้ หรืออาจจะได้รับผลกระทบจากการเทคยาประเภท psychoactive (กลุ่มยาที่ใช้รักษา mental illness) บางตัว เช่น Lexapro เป็นเวลานาน ทำให้ความต้องการทางเพศลดลงไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดปกติและสบายใจกับมันไปโดยปริยาย

 

HYPERSEXUALITY อาการที่เราไม่ได้ร้องขอ

 

แน่นอนว่าขั้วตรงข้ามในทาง’พฤติกรรม’ของ asexual ก็คือ hypersexual แต่ต่างกันที่ว่า asexuality เป็น sexual orientation แต่ hypersexuality ถูกเรียกว่าเป็น disorder ชนิดหนึ่ง (บางทีคนก็ชอบเรียกกันว่า Nymphomaniac แต่มันไม่ใช่คำอธิบายทางการแพทย์หรือ clinical disorder) พูดอย่างง่ายก็คือคนที่มีความต้องการทางเพศหรือ sex drive ที่มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะมี sexual activities ที่เยอะและถี่กว่าคนอื่นด้วย แต่คำว่า ‘เยอะ’ หรือ ‘ถี่’ ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นส่วนตัวแล้วเรามองว่า มันจะเยอะเกินไปเมื่อเรารู้สึกว่ามันเริ่มเป็นปัญหาในทางใดทางหนึ่ง เช่น สร้างปัญหาหรือความรำคาญใจให้คนรอบข้าง เกิดความรู้สึกว่าเริ่มหมกมุ่นหรือเสพติดจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือสร้างความรู้สึกที่เข้าข่าย compulsive และ obsessive

การจัดการกับอาการนี้ในฐานะคนที่ไม่ได้ sexually active เท่าไหร่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในกรณีของเราต้องบอกก่อนว่าหนึ่งในที่มาของ hypersexuality นั้นก็คือโรคไบโพลาร์ในช่วงของ manic episode หรือบางทีแค่ hypomania ก็นำไปสู่สภาวะนี้ได้เหมือนกัน เพราะโรคไบโพลาร์และ mental illness อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องของฮอร์โมนในสมองที่ไม่สมดุล (hormonal imbalance) และเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา มันเลยเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า ทำไมบางช่วงก็ไม่มีอารมณ์เลยแม้แต่น้อย แค่มีคนมายุกยิกด้วยก็รำคาญตัวรำคาญใจแล้วแม้จะเป็นคนรัก บางช่วงก็มีอารมณ์ขึ้นมาแบบควบคุมไม่ได้ขนาดที่ว่าไม่ได้ชอบอะไรใครเลย แต่กลับรู้สึกมีความต้องการมากผิดปกติกระทั่งกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่ การที่ต้องตกอยู่ในสภาวะนี้เลยสร้างความสับสนให้กับคนที่เป็นโรคไม่น้อย และแน่นอนว่ามันก็ยากต่อการจัดการด้วย

เราเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าคนที่เป็น mental illness และต้องการจะหายหรือต้องการให้อาการคงที่ คงไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาวะนี้เท่าไหร่ เพราะมันคือตัวแทนของ ‘ความรู้สึกท่วมท้น’ (overwhelming) ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และมันคือสัญญาณที่ว่า manic episode กำลังจะเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของเรา

หลายครั้งที่เราอ่านใน Community ที่เป็น Support Group เราพบว่าหลายๆคนที่มาระบายเพราะความรู้สึกผิด (Guilt) หลังจากไปที่เซ็กส์กับคนที่ไม่ควร เช่น ไปมีเซ็กส์กับชู้ ไปมีเซ็กส์กับเพื่อน หรือกับคนแปลกหน้า สุดท้ายกลับมาระบายเพราะว่ารู้สึกผิด ถ้าคนไม่เคยอยู่ในอารมณ์นั้นก็คงคิดแต่ว่า “อยากเอง มั่วเอง ทำมาเป็นแอ๊บรู้สึกผิด ตอนทำไม่คิดล่ะ” หรือในอีกเคสนึงคือมีอารมณ์ที่ล้นเกินแล้วใช้คนรักเป็นตัวประกันโดยที่ไม่ถามว่าเขาอยากมีอะไรกับเรารึเปล่า เคสนี้ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดได้มากมายเหมือนกัน แต่ถ้าคนที่เคยอยู่ในโมเม้นต์ของตอนที่ hypersexuality มาบุกแล้วนั้น จะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าทำไมไม่ถึงเกิดความยับยั่งชั่งใจขึ้น ณ ห้วงเวลานั้น

พวกเราค่อนข้างพูดได้เต็มปากเพราะว่าเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ถามว่ารู้สึก shame มั้ย ตอนนั้นก็รู้สึกแย่มาก เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยและเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ควรมากจนเกินไป เกินกว่าระดับปกติของตัวเอง แต่ตอนนี้พวกเรามองมันด้วยความเข้าใจมากกว่า และเริ่มที่จะควบคุมมันได้ เพราะเรียนรู้จากแพทเทิร์นที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นแหละ

 

แล้วจะจัดการอย่างไรกับสภาวะนี้?

 

ถึงแม้ว่าสองสภาวะนี้จะต่างกันคนละขั้ว แต่มันก็เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางที่มาของมันก็คาบเกี่ยวกัน เช่น มาจากอาการของโรค หรือมาจากผลข้างเคียงของยา ซึ่งพวกเรามองว่า การทำความเข้าใจที่มาและคาแรคเตอร์ของมันจะช่วยทำให้เราเข้าใจสถานการณ์และรับมือกับมันได้ดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยมันก็ต้องดีกว่าเราไม่รู้ตัวเลยว่าเราเป็นอะไร และการกระทำของเราได้รับอิทธิพลจากอะไร

ปัญหาใหญ่ที่ทุกคนที่ประสบกับภาวะนี่อยากแก้ให้ตกก็คือ ความยากลำบากในการจัดการกับความสัมพันธ์ เรามองว่าหากเรารู้สึกว่าคนรักสำคัญกับเรามากและจะต้องเป็นคนนี้เท่านั้น (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่ยังอยู่ด้วยกันและความสัมพันธ์ยังดีอยู่) สิ่งที่ควรทำที่สุดก็คือการเปิดอกคุยกันเมื่อพร้อม เพราะเราเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายและควรพูดกันได้เสมอ ถึงจะทำได้ยากแต่มันก็อาจจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ความสัมพันธ์มันไปต่อได้นะ

ในกรณีที่เราเคยอ่านมาจาก support group ก็มีทั้งกรณีที่ฝ่ายหนึ่งต้องการ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งเป็น asexual แต่ฝ่ายหลังก็พร้อมที่จะมีเซ็กส์ด้วยเพราะอยากให้คนรักมีความสุข / กรณีที่คนเป็น hypersexual ต้องรู้ตัวว่ามีอาการนี้และคุยกับคนรักว่าจะพยายามช่วยตัวเองเพราะไม่อยากมีความสัมพันธ์กับคนอื่น / กรณีที่คนเป็น asexual บอกว่าจะไม่ว่าอะไรถ้าอีกฝ่ายจะไปมีเซ็กส์กับคนอื่นเพราะตัวเองให้ไม่ได้ ก็ใจกว้างกันไปเลยว่าถ้ารับได้ก็ตกลง ถ้ารับไม่ได้ก็ต้องปล่อยเขาไป ถือว่าบอกกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รู้ว่าไปต่อกันได้ไหมในระยะยาว นี่ก็เป็นการให้เกียรติกันในอีกทางหนึ่งนะ

แน่นอนว่าไม่ว่าจะแบบไหนก็คงเข้าใจได้ยาก แต่ก็อย่างที่พวกเราเคยพูดในโพสต์ก่อนหน้าว่า ความรักและความสัมพันธ์บนโลกนี้ไม่ได้มีรูปแบบเดียว และก็ไม่ได้หมายความว่ารูปแบบอื่นๆ นั้นไม่สวยงามหรือไม่มีค่า คนที่จะบอกได้ว่ามันดีหรือมีค่ามากแค่ไหนก็แค่คนสองคนเท่านั้นแหละ

 

ILLUSTRATION BY NAPICH
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment