เราพูดเสมอว่า เราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง และเคารพตัวเองสูง แต่การมองเห็นคุณค่าของตัวเองมันคนละเรื่อง โอเคล่ะ มันอาจจะคล้ายกับการเคารพตัวเองในทางหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เราว่าการเห็นคุณค่าของตัวเองมันลึกไปอีกระดับ มันไปถึงระดับตัวตน ไม่ใช่แค่ว่าเราเก่งแค่ไหน สวยแค่ไหน เป็นที่ยอมรับมากเท่าไหร่ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่แค่ไหนต่างหาก

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมาอาการซึมเศร้าเราโหมกระหน่ำมาก มองแบบวิทยาศาสตร์ มันน่าจะถูกกระตุ้นโดยประจำเดือน แล้วก็ส่งผลกระทบเรื่อยมา มองผ่านสายตาจิตแพทย์ หมอบอกว่าเป็นเพราะยาตัวที่กินอยู่เป็นโดสที่น้อยเกินไป เพราะก่อนหน้านี้หมอตั้งใจจะให้เราถอนยาเลยพยายามปรับโดสให้น้อยลง แต่กลายเป็นว่าเรายังไม่พร้อม แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด เราก็ยังซึมเศร้าสุดๆ เหมือนเดิม

 

ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยพูดถึงโรคซึมเศร้าแบบแยกออกมาเดี่ยวๆ เพราะเราเองก็ไม่ได้ต่อสู้กับซึมเศร้าอย่างเดียว แต่เราต่อสู้กับอาการสวิงด้วย ครั้งนี้เราอยากเน้นที่อาการซึมเศร้า -หรือโรคซึมเศร้า- อย่างจริงจังดูบ้าง อธิบายอย่างง่าย เราว่ามันสามารถเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพได้กับ “หลุมดำ” ที่เราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นยังไง เราแค่รู้ว่ามันดูดกลืนชีวิตและตัวตนเราอย่างไร

 

WHAT DEPRESSION HAS DONE TO ME

 

อาการหรือโรคซึมเศร้ามันไม่ได้สังเกตง่ายๆ อย่างที่เราเห็นในอินโฟกราฟิกที่โพสต์กันเกลื่อน เราไม่ได้แค่กินไม่ลง เราไม่ได้นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เราไม่ได้แค่ไม่อยากพบใคร แต่มันซับซ้อนกว่านั้น ระหว่างที่เราซึมเศร้า เรายังพอจะออกไปเจอผู้คนได้ เรายังยิ้มได้ถึงแม้จะเป็นการใส่หน้ากาก และเรายังพอจะกินได้บ้าง แต่ระหว่างนั้น -ตลอดระยะเวลาที่ว่านั้น- เรากลับรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือประมาณ จนเราเคยหลุดพูดไปว่า “สำหรับมนุษย์ซึมเศร้า เราไม่เคยอยู่กับใคร ต่อให้มีคนรอบตัวเรามากแค่ไหน เราก็ยังรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวตลอดเวลา”

 

เราไม่รู้ว่าคนฟังรู้สึกหรือเข้าใจมันมากแค่ไหน เพราะเราไม่ใช่คนที่แสดงออกผ่านการพูดได้ดีนัก แต่อย่างน้อยเราก็ยังเชื่อว่าการเขียนยังเป็นสื่อที่เราจับถนัดมือมากกว่า ดังนั้นเราจึงเขียน เราอยากเขียนให้คนเห็นภาพว่า ในหลุมดำที่มองเข้าไปไม่เห็น มันมีอะไรซ่อนอยู่ เพราะเราเคยเข้าไปอยู่ในนั้นมาแล้ว เมื่ออยู่ในหลุมดำ ม่านตาของเราจะไม่ทำงานเหมือนกับคนอื่น เราไม่ได้ใส่แว่นดำที่สามารถถอดได้ง่ายๆ แต่เราถูกเมฆหมอกบังตาตลอดเวลา ทุกอย่างบนโลกที่คนทั่วไปมองเห็นเป็นอย่างหนึ่ง เราจะมองเห็นเป็นอีกอย่างเสมอ คนทั่วไปอาจมองว่า การนอนเป็นการพักผ่อนเพื่อให้ตื่นมามีพลัง แต่เราจะมองว่า การนอนคือการหยุดความทรมานไว้ชั่วขณะ เพื่อให้ตื่นมาทรมานน้อยลงเพียงนิดก็ยังดี คนทั่วไปอาจมองว่า การออกไปเจอผู้คนคือการเพิ่มแรงบันดาลใจ แต่เราจะมองว่ามันเป็นกิจกรรมดูดกลืนตัวตนของเราไป จนเราไม่สามารถหายใจได้อีก

 

หลายคนคิดว่าเราไม่ชอบเข้าสังคมในช่วงที่กำลังซึมเศร้าเพราะเราไม่อยากเห็นคนอื่นมีความสุข เราไม่อยากเห็นคนอื่นหัวเราะ เพราะเราหัวเราะไม่ได้ นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น หลายครั้งหลายหนเราอยากออกไปเห็นผู้คนมีความสุข โดยเฉพาะคนที่เรารัก เพราะมันช่วยให้เรารู้สึกว่าเรายังมีหัวใจ เรายังมีความรู้สึก แต่ในทางกลับกันการออกไปก็ทรมาน เพราะเราแสดงออกซึ่งความรู้สึกดีนั้นไม่ได้ เราหัวเราะไม่ได้ เรายิ้มไม่ออก มันเป็นความขัดแย้งในใจที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นไปอีก

 

การหลุดเข้าไปในหลุมดำในแต่ละครั้ง -และของแต่ละคน- ไม่ได้เหมือนกันสักทีเดียว บางครั้งเราแค่อยากร้องไห้ บางครั้งเราร้องจริงๆ บางครั้งเราแค่เห็นภาพตัวเองตายทั้งที่ไม่ได้อยาก บางครั้งเราอยากตายจริงๆ บางครั้งเราอยากทำร้ายตัวเอง และบางครั้ง…เราก็เกือบทำจริงๆ

 

THE MATTER OF SELF-HARM

 

คนมักจะเข้าใจผิดว่าคนที่ทำร้ายตัวเองเป็นเพราะอยากตาย แต่มันไม่ได้เป็นกับทุกคน บางคนทำเพราะอยากทดสอบว่าตัวเองยังมีความรู้สึกอยู่ไหม บางคนทำเพราะอยากรู้สึกถึงความเจ็บปวด เราเองเป็นแบบหลัง ถามว่าทำไมถึงอยากเจ็บ มันคงเป็นเพราะเรารู้สึกว่าเราไม่สมควรได้รับความสุขละมั้ง ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เกิดกับคนเป็นโรคซึมเศร้าเสมอ หากจะให้ขยายความ ความรู้สึกแบบนี้มันคงมาจากการที่เรามองว่าตัวเองเป็นคนอมทุกข์ เป็นคนหดหู่ เป็นคนที่ให้ความสุขกับใครไม่ได้ เป็นคนที่ไร้ค่าเกินกว่าจะอยู่บนโลกใบนี้ ในวินาทีแบบนั้น เราไม่คิดถึงคนที่รักหรือเป็นห่วงเราหรอก มันจะมีม่านหมอกคอยหลอกหลอนและบอกเราว่า ต่อให้เขารักเรา เขาก็อยู่ได้โดยไม่มีเรา เพราะเขาเข้มแข็งกว่า เพราะฉะนั้นให้เราได้หยุดความทรมานของเราไว้ตรงนี้เถอะ

 

การหยุดความทรมานของคนเป็นโรคซึมเศร้าคงมีหลายวิธี ตั้งแต่การนอนหลับไปซะ เพื่อจะไม่ต้องคิดถึงมันชั่วคราว หรือตายไปซะ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้ความทรมานนี้อีก หรืออีกวิธีที่เราเพิ่งมีประสบการณ์ คือจงเจ็บปวดซะ เพื่อจะได้ทรมานให้ถึงที่สุด เพราะคนอย่างเรามันไม่ควรค่าที่จะหยุดทรมาน เราไม่ควรค่าที่จะมีความสุข

 

พอเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา การทำร้ายตัวเองสำหรับเราก็กลายเป็นอะไรที่น่ากลัวกว่าการฆ่าตัวตายทันที เพราะในแง่ของความคิด มันมีความทำลายล้างสูงกว่า คือการฆ่าตัวตายยังเป็นไปเพื่ออยากให้ไม่ทรมาน แต่การทำร้ายตัวเองนั้นเป็นไปเพื่อที่จะทรมานยิ่งกว่าเดิม ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้การทำร้ายตัวเองน่ากลัวกว่ามากสำหรับเรา คือมันทำได้ง่ายกว่า ทำได้จริงกว่า ทำได้โดยไม่ต้องตาย และทำได้แทบจะทันทีโดยไม่ต้องกลั่นกรองความคิดมากเท่าการฆ่าตัวตาย (ที่ลึกๆ แล้วเราไม่ได้อยาก)

 

ยังโชคดีที่เรายังไม่ได้ทำจริงๆ ถึงแม้คืนวันก่อนเราจะมี urge ที่จะเดินไปหยิบคัตเตอร์ตลอดเวลา อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราคิดอยากทำ แต่เป็นครั้งแรกที่เราเกือบทำ แต่สิ่งที่หยุดเราไว้ในทุกครั้งคือเราไม่อยากมีรอยแผลเป็น เราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราทำอะไรลงไป เราไม่อยากให้คนที่รักเราต้องเสียใจที่เราทำแบบนี้ ทางออกในครั้งก่อนๆ ของเราคือคิดอยากจะไปสัก ไม่ใช่เพราะอยากได้รอยสัก แต่เพราะเราอยากรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดตอนสัก อีกทางออกหนึ่งคือการไปเลเซอร์แผลเป็นเก่าๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการทำร้ายตัวเอง เพราะเคยทำแล้วมันเจ็บดี สนองความต้องการในแง่นี้ได้ชะงัดนัก แต่ในครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะเราต้องการมันในทันที

 

เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราผ่านวินาทีนั้นมาได้ยังไง แต่รู้ตัวอีกทีเราก็อยู่มาโดยไม่มีรอยแผลบนร่างกายได้จนถึงวันนี้ มันไม่ได้หมายความว่าเราหายทรมานจากการที่ไม่ได้ทรมานตัวเอง เราแค่ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกนั้นอยู่บนร่างกาย เราแค่ไม่ได้เปิดเผยร่องรอยนั้นให้คนอื่นเห็น แต่ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่เสมอไม่ได้จากไปไหน พอผ่านอะไรแบบนี้มาได้หลายครั้งเข้า เราก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้คือ “ศิลปะแห่งความอดทน”

 

นั่นคือเราแค่ต้องอดทนจนวินาทีนั้นผ่านพ้นไป เราแค่ต้องอดทนจนกว่าเราจะปลอดภัยจากความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

 

ILLUSTRATION: PANYAVEE
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

4 Comments

  • Chip
    Posted 26/02/2016 at 1:09 pm 0Likes

    คนที่เป็นแบบนี้มีทางรักษาไหมครับ หรือแค่หยุดการกระทำไม่ให้ทำร้ายตัวเอง

    • บุคคลเป็นซึมเศร้า
      Posted 25/03/2016 at 9:39 pm 0Likes

      มีนะคะ แบบหนูไม่มีอาการแบบนั้น แต่เป็นซึมเศร้า อย่างแรกที่พยายามหลังจากพบจิตแพทย์ คือ เบี่ยงเบนความสนใจนั้นค่ะ ไม่รู้ได้ผลหรือเปล่าแต่ลองทำดูนะค่ะ

  • snowtears
    Posted 01/05/2016 at 11:39 am 0Likes

    ตามอ่านมาหลายบทความแล้วค่ะแต่เพิ่งเห็นว่ามีส่วนให้คอมเมนท์ด้วย ถถถถถถถถถถถ อยากแวะมาให้กำลังใจค่ะ เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเจ็บปวดเพราะสภาวะซึมเศร้า แต่คิดว่าของเราตอนนี้ยังไม่ได้เป็น MDD สำหรับตอนนี้นะคะ แต่ถ้าเมื่อก่อนนี่ใช่เลยยยยยยย โชคดีที่ตอนเราไปพบคุณหมอเราพบวิธีที่สามารถช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาวะซึมเศร้าได้แล้ว และโชคดีที่ไม่น่าจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง (ถึงคุณหมอจะยังไม่ได้เช็ค แต่ก็บอกว่าอาการของเราไม่น่าเป็นห่วงค่ะ อาจเป็นเพราะเราไปหาคุณหมอตอนที่อาการทุเลาแล้วด้วยมั้ง)

    ทุกครั้งที่อ่านบทความที่คุณสองคนเขียนเราจะรู้สึกว่ามันกระทบใจเรามากกกกกกก มากจนบางทีถึงกับขนาดน้ำตาซึม เพราะมันช่างตรงกับสิ่งที่เราเคยเป็น (และปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ แต่จัดว่าดีขึ้นกว่าเดิมมาก) เหลือเกิน อย่างสภาวะที่อยู่ดีๆก็มีความคิดเรื่องความตายเข้ามานี่ เราอ่านที่คุณเขียนแล้วแบบ เฮ้ย เราไม่ได้เป็นคนเดียวว่ะ ยังมีคนอื่นที่เป็นเหมือนเรา รับรู้ และเข้าใจว่าสภาวะแบบนั้นมันเป็นยังไง เราจำเหตุการณ์ช่วงนั้นได้ อยู่ดีๆภาพของความตายมันก็วิ่งเข้ามาในหัว (ของเราส่วนมากเป็นกระโดดตึก เพราะมันเป็นวิธีตายที่ชัวร์ที่สุด) นึกภาพตัวเองกระโดดตึกซ้ำๆจนเรากลัวว่าวันหนึ่งเราจะทำขึ้นมาจริงๆ เราไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร อยากนอนอยู่เฉยๆ รู้สึกหน่วงๆซึมๆ ช่วงที่มีเหตุการณ์พีคๆมากระทบจะร้องไห้หนักและบ่อยมาก ความรู้สึกที่ว่าไม่ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็คงไม่มีใครเสียใจนี่มันแบบ…ขมขื่นเกินจะบรรยาย (นึกถึงหน้าพ่อแม่ก็ไม่ช่วยค่ะ เราจะคิดแต่ว่าไม่เห็นเป็นไร ถ้าเราหายไปเขาก็จะได้หมดภาระ ไม่ต้องมาแบกรับสิ่งมีชีวิตป่วยๆแบบเรา) ช่วงนั้นไม่รู้จริงๆว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม หันหน้าไปหาใครก็มีแต่ยิ่งเจ็บปวด คือคนรอบๆตัวเขาเป็นคนปกติ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องดราม่า ทำไมต้องจมอยู่กับความทุกข์ขนาดนั้น เราเคยโดนคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตบอกว่า ‘อย่าทำตัว self-pitying ได้มั้ย’ โอ้โห ตอนนั้นแบบ ทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดไม่ออก แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักโรคซึมเศร้า ก็เลยคิดว่าเป็นเรานี่แหละที่แย่ โทษตัวเองเข้าไปใหญ่ว่าที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้มันเป็นเพราะตัวเรา ชอบทำเหมือนตัวเองน่าสงสาร จมอยู่กับความคิดดำๆมืดๆอยู่ได้ ตัวเองยังรักไม่ได้แล้วใครจะมารัก ดราม่าไม่เลิกแบบนี้ก็สมแล้วที่คนอื่นจะไม่อยากอยู่ด้วย

    โชคดีที่ตอนปี 3 เทอม 2เราย้ายวิชาโทมาเป็นจิตวิทยา (ตอนนี้เราอยู่ปี 4 ค่ะ) ทำให้เราเริ่มรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าเจ้าอาการพวกนี้มันมีที่มานะ มันเกิดจากประสบการณ์ในชีวิตที่หล่อหลอมเราจนกลายเป็นคนแบบนี้ เราไม่ได้มีช่วงชีวิตวัยเด็กที่สวยงาม เราโดน bully สารพัด และไม่ได้มีครอบครัวเป็นที่พักใจเหมือนคนโชคดีอีกหลายๆคน (เราเซ็งมากเวลาที่เพื่อนโลกสวย (ขอจิกหน่อยนะ อึดอัดใจเหลือเกิน 555555) ของเราบางคนบอกว่าทำไมไม่คุยกับพ่อแม่ล่ะ พ่อแม่รักเรานะ คืออยากจะบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่โชคดีเกิดมามีครอบครัวอบอุ่นเข้าอกเข้าใจ เธอโชคดีที่เกิดมากลางทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ของฉันมันเป็นป่าหนามโว้ย) เราถึงได้มี self-esteem ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ต้องพยายามสร้างเกราะแข็งๆขึ้นมาปิดบังตัวตนที่อ่อนปวกเปียก เกราะที่เราสร้างขึ้นทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถึงอย่างไร มันก็เป็นชีวิตที่อมทุกข์ เราเหนื่อยกับการต้องพยายามเข้มแข็ง พยายามรักษาเกราะที่ว่านั่นไว้ มันทำให้เรากลายเป็นคนแข็งกระด้างและเกลียดคนอื่น เราเกลียดที่เขาไม่เข้าใจ เกลียดที่เขาคอยแต่จะตัดสิน และผลักไสเราออกไปในช่วงเวลาที่เราอ่อนแอที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น เราก็รู้ดีว่าเราโหยหาความรักความสนใจจากพวกเขาเพียงใด มันเป็นสิ่งที่คนแบบเราอยากได้ที่สุดแต่มัน -ไม่มี- อย่างน้อยก็ไม่มีเท่าที่เราอยากได้ มนุษย์ทุกคนต่างก็รักตัวเอง การอยู่กับมนุษย์ดราม่ามีแต่จะทำให้จิตตก ถ้าให้เลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากอยู่ และสำหรับเรา การต้องมาเห็นท่าทีปฏิเสธหรือหงุดหงิดของพวกเขามันทำให้เราเจ็บปวดเกินบรรยาย สุดท้ายเราจึงเลือกจะถอยกลับมาอยู่หลังเกราะที่จริงๆเปราะบางเสียยิ่งกว่าอะไร ทุกคนบนโลกเป็นคนแปลกหน้า เขารำคาญเรา สมเพชเรา ตอนเป็นหนักๆเรารู้สึกกระทั่งว่าตัวเองในกระจกกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จัก ช่วงเวลาแบบนั้นมันทรมานมากจริงๆ เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ประถมจนกระทั่งปีสี่ คือเป็นมนุษย์ดราม่าของแท้ที่ใครๆอยากจะเททิ้ง แต่คิดอีกแง่เราก็ควรจะนับถือตัวเองเนอะที่มีชีวิตอยู่มาได้จนป่านนี้

    โชคดีที่เมื่อเร็วๆนี้เราได้ค้นพบวิธีการที่ทำให้สภาวะซึมเศร้าเบาบางลง ชีวิตเราเหมือนก้าวขึ้นไปอีกขั้น คือไม่ใช่ว่าไม่มีอาการเศร้า จิตตก หรือ anxiety อะไรแบบนั้นแล้ว มันยังมีอยู่ แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้แบบทำร้ายตัวเองน้อยลง (อาจเป็นเพราะเรา (น่าจะ)ไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง เลยทำให้การจัดการตรงนี้ง่ายขึ้น) แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังจำได้ดีว่าสภาพตัวเองตอนนั้นเป็นอย่างไร ทรมานแค่ไหน เราขอบคุณคุณทั้งสองคนมากที่จัดตั้งเว็บไซต์ดีๆแบบนี้ขึ้นมา เราว่าสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการรู้สึกว่ามีใครสักคนที่เข้าใจและไม่โยนความผิดทั้งหมดไปทับไว้บนตัวเขาอีกแล้ว (“ก็ทำตัวเองมั้ยถึงได้เป็นแบบนี้” ประโยคของคนไม่เข้าใจที่เราเกลียดมาก) เราเองก็เป็นอีกคนที่อยากเขียนบทความดีๆเกี่ยวกับการถนอมหัวใจแต่ยังเขียนไม่ออก คุณสองคนเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากจะทำมันต่อไป ซักวันเราคงสามารถเขียนบทความดีๆที่สามารถเป็นกำลังใจให้กับคนจิตใจไม่แข็งแรงแบบนี้ได้ รวมทั้งสามารถทำให้คนในสังคมหันกลับมามองเห็นความสำคัญของการถนอมใจกันและกันด้วย ขอบคุณมากจริงๆนะคะ 🙂

  • P Koby
    Posted 16/05/2016 at 11:53 pm 0Likes

    วันนี้เป็นครั้งแรกที่เพิ่งไปหาหมอเพราะหลอกตัวเองมาตลอดว่าI’m okay.หลังจากที่เกิดมรสุมชีวิตรักและแบ้งค์ยึดบ้านในเวลาเดียวกัน เวลาไปทำงานก็ได้แต่ปั้นหน้าแต่เวลากลับถึงบ้านอันดับแรกต้องหยิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดับความทุกข์ มากไปกว่านั้นคือสูบน้ำแข็งเพื่อให้ตัวเองมีอารมณ์high แต่ช่วงเวลาdownคือนรกดีๆนี่เอง อยากแขวนคอตายบ้าง อยากทำอะไรที่เจ็บมากกว่าข้างในบ้าง เหวี่ยงคนรอบข้าง ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่นอนไม่กิน ออกไปทำงานโดนเจ้านายเรียกไปดุเรื่องการแต่งตัว จากที่พี่เคยชอบการแต่งตัวก้ไม่มีความสนใจในเรื่องนั้นอีกเลย แต่ก้บอกตัวเองตัวเองอีกว่าI’m okay..จนมาวันนี้พี่รู้สึกว่าไม่okayอีกต่อไปแล้ว จึงตัดสินใจไปหาหมอ พี่ได้รับยาEscitalopramมาเริ่ม อีกวีคหน้ากลับไปหาหมออีก หลังจากกินยาชมแรกรู้สึกคลื่นไส้ แขนและขาfeeling funny.หลังจาก2ชมผ่านไปอาการนั้นดีขึ้น สมองbrinkขึ้น และพี่พยามทริคสมองด้วยการนึกถึงเรื่องพาทเนอร์ที่ทิ้งพี่ไปแบบที่คิดบ่อยๆมันกลับคิดไม่ออกเลย แต่ปากแห้ง และพี่ชอบแอบกัดกรามตัวเอง แต่ก่อนหน้านี้ชอบดึงผมตัวเองจนแหว่งกลางหัว น่าเกลียดมาก
    และพอมาได้เจอเว็บของน้องสอง ทำให้พี่มีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ และสิ่งที่น้องเขียนตรงกับพี่แทบทุกอย่างเลย แม้กระทั่งcommentของคนรอบข้าง ต่างๆนานซึ่งพูดง่ายมากก
    ขอบคุณสำหรับบทความที่ดีมากแบบนี้นะคะ พี่ขอเปนกำลังใจซึ่งกันและกัน รอติดตามนะคะ
    P Koby @Melbourne Aus

Leave a comment