หลังจากเกริ่นไปในตอนที่แล้วว่า Toxic people ที่เราเจอในชีวิตมีคร่าวๆ กี่ประเภท และแต่ละประเภทเป็นยังไง คราวนี้เรากลับมาตามสัญญาแล้วกับตอนที่สอง ว่าด้วยการจัดการกับคนเหล่านี้ หรือพวก ‘ซอมบี้’ ที่คอยดูดพลังงานดีๆ ไปจากเรา

เราจะไม่แยกตามประเภทเพราะมันจะยุ่บยั่บเกินไป แต่เราจะแยกเคล็ดลับออกมาเป็นสามข้อหลักๆ ซึ่งบอกก่อนเลยว่าเราไม่ได้คิดเอง! (คิดเองก็แย่ละ ทุกวันนี้ยังวิ่งหนีหัวหกก้นขวิดแบบใน The Walking Dead อยู่เลย) แต่เอามาจาก Podcast ที่เราชอบมากๆ นั่นคือ Real Simple นิตยสารไลฟ์สไตล์ดีไซน์สวยจากนิวยอร์ค ว่าด้วยการออกแบบและจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ในชีวิตตั้งแต่การจัดลิ้นชักครัว การเลือกแปรงหวีผม จนถึงการจัดการกับคนรอบตัว อย่างเช่น Podcast ซีรีส์นี้ที่ชื่อ I Want to Like You

I Want to Like You มีความยาว Episode ละ 20-25 นาที ดำเนินรายการโดย บก. Real Simple และมีแขกรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ตอนละสองคน (โดยส่วนมากจะเป็นนักวิชาการด้านจิตวิทยา และนักเขียนวงการ How-To) เพื่อมาพูดถึงคนรอบตัวเราที่มักจะทำตัว “น่าหงุดหงิด” และ “น่ารำคาญ” ไล่เรียงกันไป Episode ละประเภท ตั้งแต่คนเสียงดัง คนตัวเหม็น คนขี้บ่น คนมองโลกในแง่ร้าย คนอวดลูก คนตีนผี คนชอบมาสาย คนชอบพูดแทรก คนไม่ยอมขอโทษ คนไม่ยอมขอบคุณ ฯลฯ บอกเลยว่าฟังแล้วเมามันมากๆ แต่ฟังติดกันไปเรื่อยๆ ก็คงจะไม่ไหว วันนี้เราเลยจัดการย่อยจากที่ฟังมาให้อ่านกันแบบสบายๆ (แต่ทำตามได้ยากมาก…) ใครมีเคล็ดลับอะไรที่ไม่เหมือนในนี้ก็แวะมาแชร์กันในเพจเฟซบุคเนอะ

 

1. เข้าใจไว้ไม่เสียหลาย (Understanding the motives)

 

เราว่าความต้องการหลักของรายการนี้คือวิเคราะห์ว่า ทำไมคนประเภทดังกล่าวถึงมีความคิด ทัศนคติ และการแสดงออกแบบนี้ อารมณ์ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” แต่ก่อนที่จะไปถึงวิธีการจัดการกับคนเหล่านี้ เขาจะเริ่มจากการหาคำนิยามของคนประเภทนั้นๆ และพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น

อย่างเช่นตอนที่ว่าด้วย Control Freaks เขาก็วิเคราะห์ว่ามาจากการที่คนคนนั้นมักจะมีอาการหลักๆ คือ Anxiety อาการขี้กังวลเกินกว่าเหตุ และ Insecure ความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือรู้สึกว่าไม่มีคนคอยสนับสนุน คนที่ Arrogant เกิดจากเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่สำคัญมากพอ หรือเคยโดนดูถูก (Humiliate) ส่วนตอนที่ว่าด้วยคนที่ไม่ยอมขอโทษ เขาก็บอกว่าการที่คนคนนึงจะยอมขอโทษจะต้องประกอบด้วยสองสิ่ง นั่นคือ Responsibility และ Regret ถ้ามีแค่อย่างเดียวก็จะทำให้เกิดคำขอโทษที่ไม่สมบูรณ์ อย่างเช่น “เราขอโทษจริงๆ แต่…” ซึ่งจะทำให้คนฟังหงุดหงิดเสียเปล่าๆ หรือการวิเคราะห์ว่าที่คนไม่อยากขอโทษ เพราะไม่อยากสละตำแหน่ง “เหยื่อ” ไปเป็น “ตัวร้าย” ส่วนคนที่อยากได้ยินคำขอโทษก็เป็นเพราะว่า เขาอยากได้คำยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีก และอยากรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคนนั้น หรือเสริมสร้างสัมพันธ์ทางสังคม

เรามองว่าข้อดีของการทำความเข้าใจคนเหล่านี้คือมันทำให้เรามองเห็นว่า ภายใต้การแสดงออกแย่ๆ นั้นมีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่มีเหตุผลซ่อนอยู่ทั้งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นธารมาจาก “ความรู้สึกแง่ลบ” ภายในใจของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นความน้อยใจ ความไม่มั่นใจ ความไม่ให้เกียรติตัวเอง ฯลฯ พอเรามองเห็นความอ่อนแอของพวกเขา (หรือของตัวเอง) เราก็จะ “ใจดี” กับพวกเขา (และตัวเอง) มากขึ้น และเมื่อเราใจดี เราก็จะมีความแข็งแกร่งพอที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไป

 

2. ล่อหลอกให้หลงกล (Redirecting attention)

 

ข้อนี้เราออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเราจะไม่ทำ เพราะมันขัดกับบุคลิกและความเชื่อของเราเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้ามันเหมาะกับใคร บอกเลยว่ามันอาจจะเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุด! ข้อนี้ต่อมาจากข้อแรกเลย คือเมื่อเราปรับใจให้เข้าใจคนคนนั้นได้แล้ว เราก็เอาความใจดีนั้นมาเป็นสะพานข้ามไปหาเขาเพื่อเสริมสร้างความไว้ใจ และพยายามแสดงออกให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหาอยู่คนเดียว

เราขอยกตัวอย่างจากตอน Negative Nancy หรือคนที่พูดแต่เรื่องแง่ลบจนทำให้เรานอยตามอยู่บ่อยๆ เขาวิเคราะห์ว่าที่คนนั้นพูดแต่เรื่องแย่ๆ ไม่ใช่เพราะเขามองว่ามันแย่ แต่เพราะเขา “รู้สึกแย่” อยู่ข้างในลึกๆ เช่น การที่เขาบอกว่าวันนี้อากาศแย่มาก อาจจะไม่ได้เป็นเพราะฝนตกทั้งวัน แต่เป็นเพราะเขากำลังรู้สึกแย่กับชีวิตอยู่พอดี เลยโยนความผิดให้สภาพอากาศ สิ่งที่เราทำได้คือทำให้เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” ซึ่งเราเข้าใจ มากกว่าจะเป็นเรื่อง “การมองโลก” อย่างที่เขาโดนด่าบ่อยๆ เราพนันเลยว่าเขาต้องโดนด่าว่ามองโลกในแง่ร้ายมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งพันครั้ง เพราะฉะนั้นการที่เราทำแบบเดิมกับเขามันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่การลองเข้าถึงความอ่อนโยนในใจเขาดูบ้างอาจจะเห็นผล เช่น ลองถามเขากลับว่า “วันนี้เธอ ‘รู้สึก’ ไม่ดีใช่มั้ย มีอะไรให้เราช่วยรึเปล่า” หรือ “เราเข้าใจนะว่าเธอ ‘รู้สึกเศร้า’ เราไปหาอะไรสนุกๆ ทำกันเถอะ”

อีกตัวอย่างนึงคือการรับมือกับพวก Control Freaks ด้วยความนุ่มนวล ซึ่งก็ใช้ตรรกะเดียวกับข้อที่แล้ว นั่นคือมองทะลุเข้าไปในใจเขา ลองพูดประมาณว่า “คุณกำลังรู้สึก ‘เหนื่อย’ ใช่ไหม” เพื่อที่เขาจะได้รับรู้ว่าโลกไม่ได้จะแตกแต่เขาแค่เหนื่อย หรือ “อย่าเพิ่ง ‘กังวล’ ไป เดี๋ยวฉันจะรีบจัดการให้เสร็จ แล้วจะเอามาให้คุณพรูฟภายใน 15 นาทีนะ” เพื่อที่เขาจะได้รับรู้ว่า เขาจะกังวลไปอีกแค่ 15 นาที ไม่ใช่ตลอดชีวิต เหล่านี้คือการใช้ปรัชญาภาษาศาสตร์อย่างเป็นประโยชน์ คือเอาคำที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกมาใช้ในบทสนทนา เพื่อสะท้อนให้พวกเขามองเห็นความรู้สึกของตัวเอง

 

3. อยากร้ายต้องร้ายให้เป็น (Playing the evil)

 

ในฐานะที่เป็นคนตอแหลโดยสันดาน บอกเลยว่าข้อนี้ทางเรามากๆ แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้ด้วย เพราะมันอาจนำไปสู่การกระทบทระทั่งหรือเลิกคบกัน อะไรเบอร์นั้นเลย Podcast ซีรีส์นี้ไม่แนะนำวิธีนี้เท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็น ตามที่เขาบอกไว้ในสโลแกนรายการว่า “How to deal with irritating people in your life with goodwill and grace” แต่เราก็แอบเห็นว่า บางทีแขกรับเชิญก็อยากเล่นบทตัวร้ายเหมือนกัน แต่จะเล่นยังไงให้ได้เรื่องก็เป็นอีกคำถามที่ต้องตอบ

การเล่นเป็นตัวร้ายวิธีแรกคือตอแหลเข้าไว้ แต่ไม่ใช่แบบนางอิจฉาช่องเจ็ดที่อยากให้เกิดความพินาศนะ เราแค่พูดแบบอ้อมๆ หรือไม่ก็โกหกสีขาวบ้าง สมมติว่ามีคนบังคับให้เรากินอะไรสักอย่างที่เราไม่อยากกิน บอกไปเลยว่าเราแพ้อาหารชนิดนั้น แถมคนรอบตัวเราก็แพ้ตั้งหลายคน อย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นนะเธอ (แต่ความจริงไม่มีใครแพ้ทั้งนั้น มึงนั่นแหละที่ต้องแพ้) อย่างน้อยผลที่จะเกิดก็คือ ถ้าเขามีสติสัมปชัญญะมากพอ เขาจะเริ่มรู้สึกว่ามีคนขัดเขา มีคนไม่เห็นด้วยกับเขา หรือมีคนมองเห็นสิ่งที่เขาซ่อนไว้ในใจ แต่ถ้าเขาไม่มีสติ วิธีนี้อาจจะทำให้เราสบายใจ และหลบลี้หนีหน้าเขาได้สักช่วงเวลานึงก็จริง แต่มันก็อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีกได้เหมือนกัน

วิธีที่สองคือกวนตีนกลับไปให้สะดุ้งโดยการทำตัวเป็นกระจกสะท้อนพฤติกรรมของเขาเอง (ข้อนี้เราเพิ่มเอง ไม่ได้มาจาก Real Simple) อย่างเช่น ถ้าเราเจอตัวอิจฉาแบบที่แพ้ไม่ได้ เรามีอะไรเขาก็มี เราทำอะไรเขาก็เคยทำ ถ้าเขาพูดอีกครั้ง ลองพูดอะไรกวนตีนๆ กลับไปสักหน่อย สมมติเขาบอกว่า “อุ้ย โตเกียวฉันก็เคยไป” ลองถามกลับว่า “แล้วเอเวอเรสต์ล่ะเคยไปยัง” หรืออะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้ได้ไปซะทุกอย่าง หรือสมมติเขาพลาดเปิดประเด็นว่า “ฉันเพิ่งซื้อกระเป๋ามาใหม่” ลองตอบไปแบบหน้านิ่งว่า “หรอ” ดูสิ บอกเลย ถ้าเราไม่โดนตบซะก่อน เขาก็ต้องสะดุ้งกันบ้างแหละ

วิธีที่สุดท้ายคือพูดมันออกไปตรงๆ แต่จะพูดให้ดูสวยสง่าราคาแพง เราต้องขอยืมจิตวิญญาณแบบ Claire Underwood มาใช้ เพราะคงไม่มีใครเป็นแบบนี้ได้ตั้งแต่เกิด (ใครยังไม่ได้ดู House of Cards จงไปหามาดูด้วย) สรุปก็คือเราต้องมั่นหน้าเข้าไว้ และเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดมีเหตุผลรองรับมากพอ ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องผ่านการคิดให้รอบคอบก่อน ไม่งั้นนอกจากจะไม่ปังแล้ว ยังอาจจะโดนเถียงกลับ หรือไม่ก็โดนเลิกคบไปเลยก็ได้ ถ้าอยากร้ายเบอร์นี้ ลองวิจารณ์พฤติกรรมและความในใจของเขาตรงๆ แบบมีเหตุผล แล้วรอดูรีแอคชั่นได้เลย บอกไว้ตรงนี้ว่าสนุกแน่จ้า

 

4. ถ้าไม่ไหวก็ไปเถอะ (Staying out of the red zone)

 

เราไม่ชอบข้อนี้เท่าไหร่เพราะมันดูมักง่าย แต่มันกลับเป็นข้อที่ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับมนุษย์ทั่วไปที่ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ได้มีจิตวิญญาณนักปฏิวัติ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นั้นๆ หรือไม่ต้องการให้เกิดการปะทะ เช่น คนคนนั้นอาจจะเป็นเจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือกระทั่งคนในครอบครัวเอง อารมณ์แบบว่ามึงจะทำตัวน่ารำคาญก็ทำไป จะไปทำกับใครกูก็ไม่สน แต่ถ้ามีรังสีอันตรายมากูหนีลูกเดียวจ้า

จริงๆ วิธีนี้ปรากฏในแทบทุกคลิปของซีรีส์นี้เลย เพราะสุดท้ายถ้าเราทำอะไรไม่ได้ เปลี่ยนอะไรไม่ได้ เราก็ต้องกลับมารักตัวเอง ให้ความสำคัญกับตัวเอง และออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานดีๆ มาเติมเต็มตัวเองต่อไป ไม่ปล่อยให้ซอมบี้มากินหัวเราอีก และที่สำคัญก็ต้องคอยตรวจสอบตัวเองอยู่เรื่อยๆ นะว่าเผลอแปลงร่างเป็นซอมบี้ไปกัดหัวใครบ้างรึเปล่า ไม่งั้นขายหน้าแย่!

 

ILLUSTRATION BY SETAPA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

2 Comments

  • piyapa - suffering from Narcolepsy since 2005 but being diagnosed fews year ago. She also experienced the state of bipolar disorder and depression due to Narcoleptic treatment. She is now on Venlafaxine, Ritalin and Modafinil.
    Posted 13/06/2016 at 1:43 am 0Likes

    it feels like talking to you through your words
    long time no see, long time no talk
    nice to hear from you again 🙂

  • PPW
    Posted 04/07/2016 at 10:13 pm 0Likes

    ทำไมพอเราอ่านอันนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจขึ้นเหมือนบทความก่อนๆ เรื่องเข้าใจซอมบี้เราชอบ แต่ถ้าเราไม่กล้าตอแหลหรือกวนตีนใส่ใคร ถ้าเราไม่กล้าร้ายกับใคร ถ้าเราไม่อยากเอาคืนเค้า เพราะเราไม่อยากกลายเป็นหนึ่งในคนใจร้ายแบบเค้า มันจะมีทางอื่นที่compromiseกว่านี้อีกมั้ย แต่ทุกคนคงมีเวที่แตกต่างกันในการที่จะอยู่ในโลกยากๆใบนี้ได้แหละ เนอะ ขอบคุณบทความขอบเวบไซต์นี้อยู่ดีค่ะ

Leave a comment