เมื่อการฆ่าตัวตายกลายเป็นสิ่งที่เราทำจนเคยชิน มันก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป …แต่มันเป็นทางออกที่แท้จริงแน่หรอ? เพราะประสบการณ์ในเรื่องนี้ของแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน คราวนี้เราเลยชวนน้องสาวของเราที่ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วอย่างโชกโชน มาเล่าเรื่องราวของเธอให้เราฟังแบบม้วนเดียวจบ น้องเขียนดีและสั่นสะเทือนมาก จนเราอ่านแล้วเจ็บตามเลยล่ะ

 

STORY BY PING EANG

 

ถ้าถามว่ามันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่และเกิดจากอะไร เราเองก็ไม่แน่ใจ แต่ความทรงจำที่เด็กที่สุดที่เราพอจะนึกย้อนกลับไป ก็คงเป็นตอนที่ตัวเองกำลังยืนเกาะขอบซิงค์ล้างจานที่บ้านเก่า เงยมองดูแม่กำลังล้างจาน ตอนนั้นเรายังเด็กมาก มีคำถามมากมายในหัว พยายามหาเหตุผล และนิยามทุกสิ่งรอบๆตัว และหนึ่งในคำถามที่เราครุ่นคิดถึงมัน และพยายามหาคำตอบคือ เราตายด้วยวิธีไหน ถึงจะสบายที่สุด หลังจากยืนลังเลอยู่นาน จึงเอ่ยปากถามแม่ออกไป “แม่ๆ ตายวิธีไหนสบายที่สุดอะ” แน่นอนว่าคงไม่มีแม่คนไหนตอบตรงคำถาม และเมื่อคำถามไม่ถูกตอบ ก็เหมือนสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกตอบสนอง

 

THE ART OF FANTASIZING

 

เรารู้สึกกระวนกระวายข้างในใจ และพยายามที่จะสรุปเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกว่ามันค้างคา จึงจำลองตัวเองเข้าไปในวิธีการตายแบบคลาสสิกต่างๆ ที่พอจะนึกออก จำได้ว่ารู้สึกโอเคอยู่สองวิธี อย่างแรกคือการกระโดด กระโดดอะไรก็ได้ ตึก สะพาน แม่น้ำ ได้หมด เพราะตอนนั้นรู้สึกว่า action การกระโดดนี่แม่งโคตรฟินเลยวะ รู้สึกได้ปลดปล่อยและอิสระ หลุดพ้นจากทุกอย่าง แต่ศพไม่สวยแน่ๆ จึงเป็นที่มาของคำตอบที่สองคือ การกินยา นี่แหละ ใช่เลย ตายสวย ไม่เจ็บ ไม่มีเลือด ไม่น่ากลัว ไม่สยดสยอง แต่ไม่ฟินเลยวะ แม้จะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เพราะหลังจากนั้นเราก็โตมาพร้อมกับความติดใจในความรู้สึกฟินระหว่างที่จินตนาการถึงการกระโดดในครั้งนั้นอยู่ และเรื่องนี้ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดตลอด และเมื่อไหร่ที่อยู่ในสภาวะที่อึดอัด ทุกข์ใจกับปัญหาที่แก้ไขอะไรไม่ได้ ภาพกระโดดก็จะฉายขึ้นมาในหัว ทุกครั้งที่มันมา เราจะรู้สึกดีใจ ประมาณว่า ‘ดีมาก มาได้จังหวะพอดีเลยนะ มาช่วยเราที’ คงเพราะเราเสพติดความรู้สึกฟินในจินตนาการ ซึ่งทำให้เราเหมือนได้หลุดพ้นจากสภาวะอันน่าอึดอัดตรงหน้า

 

หลังจากนั้นไม่นาน แม่เราก็แยกกับพ่อ และออกจากบ้านไป เราทำอะไรไม่ถูกเลยละ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ความรู้สึกมันด้านชาไปหมด เมื่อมีคนถามถึง เราก็ตอบแบบลังเลใจว่าโอเค เราแทบไม่รู้สึกอะไรเลย มันดูเข้มแข็งใช่มั้ยละ แต่เปล่าเลย เราไม่ใช่คนอย่างงั้น แต่ใช่ เราไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ เราไม่ได้เสียใจ แต่ก็ไม่ได้ดีใจ ทุกครั้งที่เราต้องตอบคำถามทั้งตัวเองและคนอื่น เราจึงกลับไม่เคยเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกเลย นั่นเป็นจุดเริ่มอีกครั้งที่ทำให้เราต้องขุด Skill การจินตนาการของเราขึ้นมา เพื่อให้พ้นจากความน่าอึดอัดภายใน แต่การกระโดดนั้นใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะเราไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร แต่เราเชื่อว่าเรารู้สึกอะไรสักอย่าง ที่เราไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ เราจึงเลือกการสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมา เพื่อพูดคุยกับตัวเอง จริงๆ เราไม่ได้เป็นคนเลือกหรอก มันเหมือนจิตใต้สำนึกมันสั่งการ Auto ว่าวิธีนี้สิๆ แรกๆ เราก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นของมัน เรายังแอบหัวเราะตัวเองในใจด้วยซ้ำว่าคิดบ้าอะไรขึ้นมาวะเนี่ย เพื่อนจริงๆ ก็มี จะไปสร้างในจินตนาการทำไม หน้าตาเป็นไงก็ไม่รู้ เสียงโต้ตอบกลับก็ไม่มี ปรึกษาก็ไม่ได้ จับต้องก็ไม่ได้ บ้าไปแล้วว แต่หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ต้องคืนคำ เพื่อนในจินตนาการช่วยเราได้มากจริงๆ แถมนานไปเรายิ่งรู้สึกสนิทกับคนในนั้นมากกว่าในความจริงเสียอีก

 

และตอนนั้นเองที่เราเริ่มแยกระหว่างความจริงกับสิ่งในจินตนาการไม่ออก เราเป็นภาวะแบบนั้นสักพัก แรกๆ คิดว่ามันดี เพราะเราทำหนัง มันทำให้เรามีพล็อตหนังโผล่ขึ้นในหัวตลอดเวลา และมันก็ทำให้ชีวิตเรามีสีสันมากขึ้น เพราะเราอยากจะจินตนาการอะไรก็ได้ ร่างกายมันเชื่อหมด เพราะเราทำมันบ่อย จนเชี่ยวชาญ แรกๆ มันก็เหมือนกับการหลอกตัวเอง มันจะหลอกทางความคิด แต่ไม่สามารถหลอกทางความรู้สึกได้ แต่เมื่อทำมันบ่อยๆ เราจะสามารถหลอกตัวเองทางความคิดได้อย่างแนบเนียน และส่งผลให้เกิดอารมณ์ตามกับการเรื่องราวนั้นๆ ได้ น่ากลัวใช่มั้ยล่ะ และวันนึงเราก็เริ่มตระหนักและบอกกับตัวเองว่า ‘เราคงจะอยู่แบบกึ่งจริงกึ่งฝันแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะแม้มันจะดีแค่ไหน แต่มันไม่จริงนะ เราควรจะยอมรับความจริงและอยู่กับมันให้ได้ ความสุขในโลกของความจริง มันน่าจะสุขกว่าในจินตนาการนะ ออกมาเถอะ’ เราพูดกับตัวเองอย่างงั้น แรกๆ มันก็ยากสักหน่อย เพราะต้องพยายามฝืนความเคยชินของตัวเอง เปลี่ยนการพึ่งพาตัวละครที่สร้างขึ้น มาพึ่งพาตัวเอง มาเป็นเพื่อนตัวเอง ปลอบใจตัวเอง และให้กำลังใจตัวเอง จนเราสามารถฆ่าเพื่อนคนนั้นทิ้งไปจากใจได้

 

WAVES AFTER WAVES

 

ต่อจากนั้น เราก็มาเจอกับคลื่นระลอกใหม่ แน่นอนว่าเมื่อเราผ่านคลื่นลูกนึงมาแล้ว คลื่นลูกถัดไปมักจะใหญ่และแรงกว่าลูกเก่าเสมอ ชีวิตของเด็กวัยราวๆ 20 นั้น คงไม่มีอะไรใหญ่ไปมากกว่าเรื่องแฟน เราก็เช่นกัน หลังจากวางโทรศัพท์สายสุดท้ายจากแฟน จำได้ว่าตอนนั้นทุกอย่างเหมือนพังลงมา กระวนกระวาย ควบคุมตัวเองไม่ได้ และร้องไห้ไม่หยุด โดยที่ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมต้องเสียใจขนาดนั้น สิ่งเดียวที่รับรู้ คือเจ็บและทรมานแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จนอยากจะหาทางหลุดพ้นจากความรู้สึกที่โคตรแย่นี้ให้ได้ แน่นอนว่าเมื่อเราเกิดสภาวะอันน่าอึดอัดแบบนี้ ภาพกระโดดก็ฉายขึ้นในหัวทันที แต่ที่น่าแปลกคือ ตอนนั้นความฟินในจินตนาการนั้นไม่เพียงพอสำหรับความรู้สึกแย่ในครั้งนี้อีกแล้ว

 

เมื่อตัวช่วยสุดท้ายในการระบายอารมณ์และความอึดอัดของเราได้หมดไป ตัวเลือกในใจที่เคย Spare ไว้ อย่างการกินยาก็วนเข้ามาในหัว คงเป็นปฏิกิริยาในการป้องกันตัวของมนุษย์ เราคิดว่ามันคงคล้ายกับการที่เรากระพริบตาถี่ๆ เวลาที่มีฝุ่นเข้าตา เพื่อที่จะ Detect สิ่งแปลกปลอมออกไปจากร่างกาย ส่วนร่างกายของเราคง set ค่านี้เอาไว้ ว่านี่อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะทำให้เรารอดพ้นจากสภาวะฉุกเฉินนี้ รู้สึกตัวอีกทีมือเราก็กำลังแกะห่อยาในบ้านแล้ว แต่ก็ไม่ได้กล้ากินทันทีหรอกนะ ทำใจอยู่นาน ระหว่างนั้นก็เดินไปเลือกเพลงเหมาะๆ เปิดคลอไปกับบรรยากาศ ตอนนั้นเหมือนกำลังทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ใจหนึ่งก็กำลังเสียใจ แต่อีกใจกลับรู้สึกมีความหวังและเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าสิ่งนี้จะทำให้เราหลุดพ้นออกไปจากอะไรแย่ๆ นี้ได้ จากนั้นเมื่อเพลงมาถึงท่อนฮุค ความรู้สึกของเราก็เหมือนถูกฮุคไปด้วย จึงค่อยๆ กินยาเข้าไปทีละเม็ด ทีละเม็ด หัวมันค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ จึงเดินไปที่โซฟา แต่กล้ามเนื้อกลับอ่อนแรง และล้มลง จึงต้องคลานไปที่โซฟาอย่างช้าๆ ทั้งๆ ที่ใกล้นิดเดียว แต่มันกลับนานและยากลำบาก

 

ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้คือ รู้สึกสมเพชตัวเองเอามากๆ และค่อยๆ หลับไปพร้อมกับความรู้สึกนั้น มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่อยู่ในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแล้ว จำได้ว่ามีหมอหรือพยาบาลเข้ามาหยิกที่แขน หรือสะกิดแรงๆ เพื่อให้ตอบว่าไปทานยาอะไรมา ทานไปเยอะมั้ย ทานไปนานรึยัง ซึ่งตอนนั้นจะมึนๆ ภาพเป็นห้วงๆ เหมือนในหนัง แต่ไม่ได้รู้สึกดีเหมือนในหนังนะ รู้สึกแบบโอ้ยย มึนเว้ยย จะถามอะไรหนักหนา แล้วมารักษาเนี่ย เสียเงินนะ ไม่ได้รักษาฟรี จะหยิกทำไม แค่ถามเฉยๆ ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดก็ได้แต่เพียงคิดในใจ เพราะไม่มีแรงแม้แต่จะพูด ตอนหลังมารู้เหตุผลว่า หมอและพยาบาลมักจะไม่ชอบ case ฆ่าตัวตายนัก ก็แน่ละ เค้าทำงานเพื่อรักษาชีวิตคน และพบเจอคนมากมายที่อยากจะมีชีวิตและพยายามรักษามันเอาไว้ให้นานที่สุด แต่เรากลับมาในสภาพที่อยากตายแทน มันคงเป็นในลักษณะขั้วตรงข้ามกันละมั้ง

 

หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการถัดไป ความมึนเมื่อกี้นั้นกระจอกไปเลย เมื่อเจอกับการสอดสายยางเข้าทางปากแล้วให้กลืนลงไป เพื่อล้างท้อง หากนึกภาพไม่ออก ให้ลองมองที่สายยางรดน้ำต้นไม้ที่บ้าน แล้วจินตนาการว่าต้องกลืนมันลงไป อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่ size มันจะเล็กกว่าประมาณหลอดน้ำ แค่นั้นยังไม่จบนะ เพราะเขาจะต้องดันสายยางนั้นลงไปให้ลึกถึงช่วงท้อง และปล่อยน้ำอะไรเย็นๆ สักอย่างเพื่อล้างท้อง สุดยอดแห่งประสบการณ์ความเจ็บและทรมานรูปแบบใหม่ ทดลองได้แล้ววันนี้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งใกล้บ้านคุณ

 

ANOTHER KIND OF ADDICTION

 

หลังจากห้องฉุกเฉิน เมื่อคุณดีขึ้น คุณจะถูกส่งไปยังแผนกจิตเวชทันที ในกรณีของเราหมอวินิจฉัยว่าเป็น Depression หรือโรคซึมเศร้า หมออธิบายให้เราเข้าใจมันอย่างเห็นภาพว่า ภายในร่างกายของเราจะมีระบบที่เปรียบเสมือนก๊อกน้ำ ส่วนความเศร้าของเราก็เปรียบเสมือนน้ำ ทุกครั้งที่เราเศร้า ก๊อกน้ำจะถูกเปิด เพื่อหลั่งสารแห่งความเศร้าออกมา และเมื่อเราดีขึ้นร่างกายของเราก็จะปิดก๊อกของความเศร้าลง แต่โรคซึมเศร้านั้น เปรียบเสมือนกับคนที่ก๊อกแตก ที่ไม่สามารถควบคุม หรือเปิดปิดน้ำได้ดั่งเช่นคนปกติ สารแห่งความเศร้าจึงไหลเอ่อท่วมอยู่ภายใน ยานั้นจึงเปรียบเสมือนสิ่งที่ถูกนำมาอุดก๊อกที่แตกไว้ เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกมา แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น และสิ่งที่มันไปอุดนั้น ไม่ได้อุดแค่ก๊อกที่แตก แต่มันเหมือนอุดต่อมความรู้สึกของเราไปเลย เราแทบไม่รู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ง่วงทั้งวัน และสิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงแค่อดทนกับมัน

 

แต่ใช่ว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง ความเจ็บทรมาน และรอยเข็มสายน้ำเกลือที่ข้อพับแขนขวาในครั้งนั้น จะทำให้เราขยาดและไม่อยากทำมันอีก เพราะมันกลับทำให้เรารู้สึกด้อยค่าลงไปอีกและกลายมาเป็น Loser อย่างแท้จริง และที่สำคัญ เมื่อมันไม่สำเร็จ การต้องกลับมาใช้ชีวิตจริงนั้นแย่ยิ่งกว่า อิสระในการทำอะไรและไปไหนนั้นหมดลง ต้องทนอยู่กับสายตาแปลกๆ ที่มองเข้ามา ทนกับความรู้สึกอึดอัดใจที่คนรอบตัวไม่เข้าใจ ทนกับความรู้สึกแย่ๆ ที่พยายามหนี แต่สุดท้ายก็ไม่พ้น ทนอยู่กับความคิดแย่ๆ ของตัวเองที่เข้ามาหลอกหลอนทุกวัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำซ้ำในครั้งที่ 2 3 และครั้งถัดๆ มา เพราะทนรับกับโลกของความจริงหลังการฆ่าตัวตายไม่ได้ มันเหมือนไม่เหลือพื้นที่ให้คนอย่างเรายืนเลย มันจึงเป็นที่มาของอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ภาพหลอน เสียงหลอน หรืออาการ panic ต่างๆ ที่ติดมาเหมือนกับเป็นของแถม หลังจากนั้นทุกอย่างที่ว่าแย่ ก็แย่ลงเรื่อยๆ เรากลัวการออกไปพบเจอผู้คน เพราะรู้สึกด้อยค่า และเกรงกลัวกับสายตาที่คนอื่นมองมา แค่มองผ่านมาเท่านั้นแหละ ตาคู่นั้นก็เหมือนปล่อยแสงออกมาแผดเผาเรา สุดท้ายห้างสรรพสินค้าที่เคยเป็นที่โปรดปราน ก็กลายเป็นเหมือนสมรภูมิย่อมๆ ที่มีห้องน้ำเป็นเหมือน shelter กำบังภัย

 

และหลังจากการทำหลายๆ ครั้งเข้า การฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อีกต่อไป มันกลายเป็นความรู้สึกคุ้นชินและคุ้นเคย เราไม่กลัวมันอีกต่อไป การล้างท้องหรอ เด็กๆ หลังๆ เรากลืนสายยางเข้าไปได้สบายมาก ชำนาญสุดๆ มันก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่ครั้งแรกอาจยากสักหน่อย แต่ครั้งต่อๆ ไปมันจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ มันจึงเหมือนกับการที่เรา set การฆ่าตัวตายเอาไว้เป็นคำตอบแรกๆ ของการแก้ปัญหาและความรู้สึกทุกข์ใจของเรา จึงเป็นสาเหตุของการทำซ้ำเรื่อยๆ ยิ่งทำมันก็เหมือนกับการถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ ที่เมื่อลงไปลึกเรื่อยๆ เราก็ยิ่งเหมือนจมดิ่งลงไป และแสงจากดาวดวงอื่นภายนอกก็หรี่ลงเรื่อยๆ แต่มีดาวดวงนึง ที่เหมือนแปรผกผันกับดาวดวงอื่น เพราะยิ่งเราลงไปลึกมากเท่าไหร่ ดาวดวงนั้นกลับยิ่งส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงมันสว่างจ้ามากพอที่จะทำให้เราหลุดพ้นออกจากหลุมดำแห่งนี้ หลุมดำภายในจิตใจของเราเอง ที่เราเป็นคนลงมือสร้างและขุดมันลงไป แสงนั้นมาจากแม่ของเราเอง

 

AT THE END OF THE TUNNEL

 

ตลอดระยะเวลา 1 ปีนั้น แม่คอยดูแลและอยู่กับเราตลอดเวลา แม่พยายามปรับตัว รับฟังและพยายามทำความเข้าใจความคิดของเรา ทั้งที่แม่เป็นสาว traditional ที่ยึดมั่นในความคิดตัวเอง และความเชื่ออย่างเรื่องศาสนาเอามากๆ มันจึงยากมากกับการที่ต้องพยายามอธิบายให้แม่เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมีเหตุผล และมีที่มาที่ไปของมัน รวมถึงการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเราด้วย สุดท้ายเขาก็เปิดใจ และยอมรับฟังความคิดที่ขัดแย้งและแตกต่างจากความรู้สึกของเขา

 

จริงๆ เราอยากจะบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ที่แม่ทำให้กับเราในช่วงเวลานั้นมากกว่านี้ แต่เรากลับทำไม่ได้ เพราะเราจำได้แต่เพียงคราวๆ เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากอาการของโรคซึมเศร้าที่ทำให้ความสนใจในสิ่งรอบตัวของเรานั้นหายไป เราจดจำได้เพียงแต่ตัวเองในสภาพของผักเหี่ยวๆ ที่นอนซมไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร บวกกับการทานยาเกินขนาดมาก จนทำให้ความทรงจำในช่วงเวลานั้นขาดๆ หายๆ บางช่วงเวลาก็หายไปเลย เหมือนกดปุ่ม skip แต่ถึงแม้ความทรงจำของเราจะเลือนลาง แต่ความรู้สึกที่เราสัมผัสได้นั้นชัดเจน และมันเป็นสิ่งที่นำพาเราออกมาจากหลุมดำที่ไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะออกมาได้ แม้กระทั่งตัวเราเอง จากนั้นมันก็ได้กลายมาเป็นกำลังใจก้อนใหญ่และเหตุผลของการมีชีวิตอยู่อย่างมีสติในทุกวัน เพื่อชดเชยความทรงจำในส่วนที่หายไป และเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้สึกและความทรงจำดีๆ ระหว่างเรากับแม่ให้มากที่สุด รวมทั้งความตั้งใจที่จะสลับหน้าที่กับแม่มาเป็นผู้สร้างและให้ความสุขกับแม่บ้าง นั่นทำให้เราก้าวข้ามผ่านสายตาทุกคู่ และคำพูดทุกคำที่ทำให้เรารู้สึกแย่ หรืออะไรก็ตามที่จะกลายเป็นความเสี่ยงในชีวิตที่จะทำให้เรากลับไปที่จุดนั้น เราจะพยายามหลีกเลี่ยงมันในทุกทาง จนวันนึงที่หมอพูดกับเราว่า เราดีขึ้นมาก และเกือบจะหายแล้ว วันนั้นเป็นวันที่เรารู้สึกดีและภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะสิ่งที่เราอดทนและทุ่มเทต่อสู้กับมันมาตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่านั้นกำลังจะสิ้นสุด สุดท้ายก่อนออกจากห้องตรวจหมอพูดกับเราและแม่ว่า “ที่น้องดีขึ้นมากขนาดนี้ คุณแม่เป็นคนรักษานะคะไม่ใช่หมอ” เราพยักหน้าและตอบรับในใจว่า ‘ใช่ค่ะหมอ แม่รักษาหนู’

 

ชีวิตของเราตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ใช่ว่าปัญหาในชีวิตของเรานั้นหมดไป หรือไม่มีเรื่องทุกข์ใจใดๆ ในชีวิต แต่ภายในของเราต่างหากที่เปลี่ยนไป ความเจ็บนั้นทำร้าย และทำลายเราอย่างหมดสิ้น หากเราผ่านมันมาได้ ความเจ็บนั้นจะสร้างเราคนใหม่ ซึ่งเป็นเราคนใหม่ในแบบที่ดีกว่าเดิม เราคนใหม่แบบที่เข้าใจและมองโลกอย่างที่มันเป็นมากขึ้น และเราคนใหม่นี้จะทำให้เรารู้สึกดี และรู้สึกว่าโลกภายนอกนั้นสวยงามสดใสกว่าครั้งไหนๆ

 

เราดีใจและคิดว่ามันคุ้มค่ามากที่เรารอดมาเจอความรู้สึกแบบนี้ นี่แหละชีวิตแบบที่เราฝันถึงมาตลอด 4 ปีกว่าของการป่วย ชีวิตปกติธรรมดาที่ไม่ได้สุขจนเกินไป และไม่ได้ทุกข์จนเกินไป ชีวิตที่ปกติเหมือนคนทั่วไป ซึ่งนอกจากเรื่องแม่ที่ drive ให้เรามาจนถึงจุดนี้แล้ว ยังมีความรู้สึกของเราเอง ที่อยากจะมีความสุขและไม่อยากจะทุกข์จนเกินไปเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกด้วย เราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง เราเคยจินตนาการถึงมันมาก่อน แต่มันไม่เคยรู้สึกจริงเลยสักครั้ง แต่วันนี้เราคิดว่าเรารู้สึกแบบนั้นนะ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะไม่คุ้นชินกับความสุขและชีวิตแบบปกติชนสักเท่าไหร่ ถ้าให้เศร้าอาจง่ายกว่า แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งของเรื่องแม่ เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าเรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ รวมถึงคนรอบข้างของเราก็เชื่อแบบนั้นด้วย

 

เมฆฝนและคลื่นลูกใหญ่อาจผ่านไปแล้ว ตอนนี้คงเป็นช่วงเวลาของรุ้งกินน้ำสดใสและทะเลอันแสนเงียบสงบ แต่เราเตือนตัวเองเสมอว่า ธรรมชาตินั้นเชื่อใจได้ที่ไหน ฝนจะตก ฟ้าจะผ่า คลื่นลมจะแปรปรวนเมื่อไหร่นั้น ใครจะรู้ ฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ ก็เพียงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ใส่เสื้อชูชีพดีๆ สักตัว และจับกระดานไว้ให้มั่น แล้วออกไปโต้คลื่นลูกใหม่ให้สนุกกันเถอะ

 

ILLUSTRATION: NAKROB/MOON/MARS/NUT
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

3 Comments

  • Donhatai
    Posted 19/01/2016 at 9:25 pm 0Likes

    เขียนได้ดีค่ะ เห็นภาพ ถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และไม่วกวน
    ขอบคุณที่ถ่ายทอดประสบการณ์ให้อ่านค่ะ ☺

  • Konayuki Hikky
    Posted 02/11/2016 at 3:23 am 0Likes

    เราเป็นเหมือนคุณเลย ทั้งเพื่ออากาศ เสพติดความคิดเรื่องฆ่าตัวตาย ผ่านการฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ เข้าๆ ออกๆ แผนกจิตเวช ยินดีด้วยที่คุณดีขึ้นนะ ^_^

Leave a comment