A: ถ้าจะฆ่าตัวตาย กูไม่โดดตึกแน่นอน ศพไม่สวย

B: กูว่ากูจะกินยาพิษ แล้วกินยานอนหลับกับดมยาสลบตาม น่าจะสบายสุด

A: มึงจะทำอะไรก็ทำเถอะ อย่าเอาทิชชู่อุดจมูกแบบลีน่าจังละกัน โง่ชิบหาย ปากยังหายใจได้ มึงคงตายหรอกมั้งน่ะ

 

หากให้คนสุขภาพจิตดีตีค่าบทสนทนานี้ เราว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่รู้สึกอะไร แถมอาจอยากร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนที่เคยเข้าใกล้หรือรอดตายจากประสบการณ์ดังกล่าว บทสนทนานี้คงเสียดแทงจิตใจอยู่บ้าง หรือบางทีอาจพูดได้ว่า แค่ได้ยินคำนั้นก็สะเทือนใจแล้ว

 

เราว่าในช่วงชีวิตของทุกคนก็คงจะเคยคิดถึงเรื่องนี้กันบ้าง โดยเฉพาะตอนที่ยังเป็นเจ้าหนูจำไมที่ชอบสงสัยและถกเถียงในเรื่องที่ไม่เคยผ่าน พอพูดถึงการฆ่าตัวตาย หลายคนอาจมองว่ามันเป็นแฟนตาซี หรือสิ่งที่ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ในบางครั้ง แฟนตาซีเหล่านี้อาจกลายเป็นการพยายามฆ่าตัวตาย (suicide attempt) ของจริงได้ เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต และทันทีที่แฟนตาซีไม่ได้เป็นแค่แฟนตาซี เราก็จะมีภูมิต้านทานต่อคำคำนี้น้อยลง

 

ความไม่เข้าใจ หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย และหลายครั้งทัศนะเหล่านั้นก็วกกลับมาทำร้ายคนที่เคยเข้าใกล้ปากเหวได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ในภาษาอังกฤษ ‘ความคิดฆ่าตัวตาย’ มีสองคำที่ใช้กันบ่อยๆ นั่นคือ suicidal thought และ suicidal ideation ซึ่งในความรู้สึกของเรา คำแรกมีบุคลิกที่สุขุมกว่า กล่าวคือคนคนหนึ่งจะมี ‘ความคิด’ อะไรสักอย่างนั้นจำต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (contemplation) เสียก่อน แต่คำที่สองให้ความหมายที่กว้างยิ่งกว่า นั่นคือกระบวนการได้มาซึ่ง ‘ไอเดีย’ นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพินิจคิดสะระตะถึงข้อดีข้อเสียของสิ่งที่กำลังจะทำ (เช่น วิธีที่จะฆ่าตัวตาย) แต่รวมไปถึงการได้ไอเดียนั้นมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แบบที่นักดนตรีที่แต่งเพลงได้ เพราะทำนองมันลอยขึ้นมาในหัว หรือนักเขียนที่นิยมชมชอบใน free-writing และนี่คือเหตุผลที่เรายืนกรานว่า suicidal ideation คือคำที่เหมาะสมที่สุดในการพูดถึงเรื่องนี้

 

อธิบายมายืดยาว เพราะเราต้องการจะบอกว่า suicidal ideation ไม่ใช่ ‘ความคิด’ แต่เป็นทั้ง ‘แรงกระตุ้น’ ทั้ง ‘สิ่งล่อใจ’ และในขณะเดียวกันมันก็เป็น ‘คำสาป’ ซึ่งทั้งหมดนี้คงไม่มีวิธีการใดอธิบายได้ดีเท่าการยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงเท่าที่มีอยู่ ถึงจะไม่มากมายอะไร แต่อย่างน้อยมันคงสร้างการรับรู้ใหม่ได้บ้างกระมัง

 

 

ไม่ได้มีแต่คนมองโลกในแง่ร้ายที่ฆ่าตัวตาย

 

“นี่มัน narrative ใหม่เลยนะฝน” รุ่นพี่ที่น่ารักคนหนึ่งของเรากล่าวขึ้น หลังจากที่เราเล่าเรื่องของเราให้นางฟัง นางแปลกใจมาก ไม่ใช่เพราะนึกภาพเราเป็นแบบที่เล่าไม่ออกอย่างเดียว แต่เพราะมันไม่เหมือนเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอื่นๆ ที่นางเคยได้ยินได้ฟังมา นางเข้าใจมาตลอดว่า คนที่คิดแบบนี้ได้จะต้องเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จิตใจหดหู่ ขี้น้อยใจ คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดี และคิดว่านี่จะเป็นหนทางแก้ปัญหา (ซึ่งนางก็เข้าใจถูกครึ่งหนึ่ง เพราะคนเป็นโรคซึมเศร้าก็มีแนวโน้มจะเลือกทางนี้จริงๆ) แต่ในกรณีของเรากลับตรงกันข้าม อย่างที่เคยเล่าไปคือเราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ใช่คนโลกสวย แต่ก็ไม่ถึงกับมองโลกในแง่ร้าย เราอยากทำนู่นทำนี่ต่อไปตราบเท่าที่เวลาชีวิตจะอำนวย และเราไม่เคยคิดว่าการหนีโลกจะเป็นการแก้ปัญหา แต่เราก็มี suicidal ideation ได้ เพราะจิตใต้สำนึกมันฟอร์มไอเดียขึ้นมา แล้วก็จัดแจงเปิดโปรเจคเตอร์ฉายภาพเราโดดตึกขึ้นมาในหัวเราแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตื่นมาก็ฉายซ้ำ กินข้าวอยู่ก็ฉายซ้ำ นั่งขี้ก็ฉายซ้ำ ทั้งที่ยังไม่ได้คิดพิจารณาห่าเหวอะไรเลย

 

นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า urge นั่นคือแรงผลักและแรงกระตุ้นที่เร่งเร้าให้เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยที่เราไม่มีแรงขัดขืน เหมือนกำลังเล่นงัดข้อกับยมบาล เหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นผลักให้ไปยืนอยู่ริมหน้าผา จนพร้อมจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ เราไม่มีแรงต้านทาน แต่ก็ไม่กล้าหาญพอที่จะหันหลังกลับ ในขณะเดียวกันก็มีเสียงปริศนาสะกดจิตให้เรารู้สึก ‘อยาก’ กระโดดลงไปจากหน้าผา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ‘ไม่อยาก’ เลยสักนิด อาจฟังดูเว่อร์ แต่ในตอนนั้นเรารู้สึกแบบนี้จริงๆ เราไม่เคยคิดว่ามันคือทางออก แต่เราก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่ามีคนจำนวนมากคิดแบบนี้จริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ผิด และเขาก็ไม่ได้ ‘คิดสั้น’ อย่างที่คนทั่วไปกล่าวหา

มันซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่านั้น

 

 

‘คิดสั้น’ มันคำพูดของคนนอก

 

“ความเจ็บปวดของคุณไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกส่งต่อให้คนอื่น”

“การลบแผลสดของคุณ อาจสร้างแผลเป็นให้คนอีกเป็นสิบเป็นร้อย”

​“การคิดสั้นไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันคือการหนีปัญหา”

ฯลฯ

 

นี่เป็นประโยคยอดฮิตที่เรามักได้ยินเวลามีคนตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่เราได้ยินเช่นนี้ เราอยากบอกเหลือเกินว่า “ยอมรับเถอะว่าสุดท้ายมนุษย์ก็รักตัวเองที่สุด” ลองคิดดูว่าจริงไหมที่คุณพูดแบบนี้เพราะคุณไม่อยากเจ็บ คุณไม่อยากให้เขาจากไปเพราะคุณจะเศร้าจนยืนอยู่ไม่ได้ จริงอยู่ว่าเขากรีดแผลในใจคุณไว้ลึกเชียวแหละ แต่คุณไม่โล่งใจบ้างหรอที่คนที่คุณรักไม่ต้องเจ็บปวดทรมานอีกต่อไป (แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราสนับสนุนให้คนฆ่าตัวตาย เราแค่พยายาม justify ให้กรณีที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น)

 

เราถามโน้ตว่าคิดยังไงกับคำว่า ‘คิดสั้น’ โน้ตตอบเราว่า “คำว่าคิดสั้นคือสิ่งที่คนอื่นมอง เค้าคิดว่าคนจะฆ่าตัวตายก็เพราะเจอเรื่องเยอะแย่ตรงหน้า แล้วตัดสินใจฆ่าตัวตายทันที เช่น อกหักปุ๊บ-อยากตาย เอนท์ไม่ติดปุ๊บ-อยากตาย เลยเรียกว่าคิดสั้น เพราะไม่เห็นแก่อนาคต แค่นั้น แต่กูว่าการฆ่าตัวตายมันเหมือนความรู้สึกหิว คือร่างกายเราผลิตสารบางอย่างเพื่อสร้าง ‘ความรู้สึก’ หิว ให้ร่างกายรู้สึกว่าต้องกิน เราเลยต้องหาอะไรกิน เหมือนกันกับคนที่มีระดับสารเซโรโทนินหรืออะไรก็ตามต่ำ มันจะสร้าง ‘ความรู้สึก’ หดหู่ ทำให้เรารู้สึกไร้ค่า ร่างกายเลยตอบสนองความไร้ค่าในรูปแบบของการไม่อยาก exist ซึ่งวิธีเดียวที่จะลบ existence ของเราได้อย่างแท้จริงคือการเลือกที่จะตาย แต่คนเราช่างตัดสินเกินกว่าจะยอมรับและทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้”

 

 

แฟนตาซีของคุณ = ความจริงของเรา

 

ไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกว่ากิจกรรมเสี่ยงตายมีแรงดึงดูด และมองว่าการฆ่าตัวตายเป็นแฟนตาซี เพื่อนเราคนหนึ่งที่สุขภาพจิตดีก็เคยมองลงไปในรางรถไฟฟ้า แล้วรู้สึกว่าอยากกระโดดลงไปอย่างไม่มีเหตุผล (แต่นางไม่ได้อยากตาย) พอถามรุ่นน้องเราคนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์นี้มาอย่างโชกโชนด้วยดีกรี suicide attempt 8 ครั้งถ้วน นางเลยเล่าว่า “เราเข้าใจคนที่คิดแบบนั้นนะ ตอนเด็กๆ เราก็เป็น เราเคยนั่งคิดเล่นๆ ว่า วิธีไหนจะเวิร์คสุดสำหรับเรา พอคิดได้เราก็ลืม ไม่คิดว่ามันจะฝังอยู่ในใจจนวันนึงมันกลับมาเล่นซ้ำในหัวเราได้ จุดนั้นแหละที่แฟนตาซีมันเริ่มกลายเป็นความจริง”

 

สิ่งที่ทำให้เราขนลุกมากๆ คือตอนที่นางเล่าว่าก่อนที่นางจะ attempt suicide ครั้งแรก นางก็มีภาพในหัววนลูปเหมือนเรานี่แหละ (แต่ของนางเป็นกินยาตาย) ที่ต่างคือตอนที่มันวนลูป นางกลับรู้สึกตื่นเต้นและฟินที่ถูกท้าทาย ภาพของความตายมันยั่วให้นางเข้าไปหา นางเลยเชื่อว่าถ้าทำได้จริงต้องฟินแบบที่ดูภาพในหัวเล่นซ้ำแน่ แต่พอทำจริงหลายครั้งเข้า มันก็ไม่ tempting อีกต่อไป

 

การมองการฆ่าตัวตายเป็นแฟนตาซีทำให้เกิดบทสนทนาแบบตอนแรกเริ่มบทความ มันคือการมองด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากคนที่เคย attempt suicide มาบังเอิญได้ยินเข้า มันคงไม่ตลก เราว่าคำนี้เป็นคำต้องห้ามพอสมควร เพราะสำหรับทุกคน เรื่องนี้เป็นบาดแผล เป็นแผลเป็นที่ลบไม่ออก และเป็นคำสาปที่ถอนไม่ได้ เราไม่ได้ภูมิใจที่เรารอดชีวิตจนถึงกับจะยิ้มได้เมื่อมีคนพูดถึงมัน การพูดถึงเรื่องนี้ให้คนที่เคยมีประสบการณ์ได้ยิน ก็คงเหมือนการทำพิธีมอบถ้วยรางวัลบรรจุเลือดสีแดงฉานแล้วบอกให้พวกเขาดื่มมัน ส่วนการสวมวิญญาณนักจิตวิเคราะห์แล้วถามเขาว่า ทำไมถึงอยากฆ่าตัวตายด้วยวิธีนั้นก็เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เพราะสำหรับคนที่เข้าใกล้ปากเหว ไม่มีใครเหลือพละกำลังเพียงพอที่จะเอามาคิดว่า วิธีไหนสบายหรือทรมานกว่ากัน วิธีไหนตายแน่หรือไม่แน่ และวิธีไหนศพสวยหรือไม่สวย

 

เพราะกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ได้ถูกใช้ไปกับการงัดข้อครั้งนั้นจนหมดแล้ว

 

DRAWING BY KITTIPHOL & MARBLE ART BY NUDEE
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment