เคยมั้ยเวลาไปเที่ยวมาอย่างฟินแล้วต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยดราม่าทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และเรื่องของชาวบ้าน ความรู้สึกตอนนั้นช่างเปรียบเสมือนเวลา ใส่บิกินี่นอนลอยคอใต้แสงอาทิตย์อาบผิวให้เป็นสีแทนอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ยังไม่เคยไปมั้ยมึง อันดามันก็พอ) แล้วอยู่ดีๆ ก็วาร์ปมายืนอยู่กลางถนนคอนกรีตแปดเลนที่มีรถสวนไปมาแล้วบีบแตรไม่เลิก พร้อมพ่นควันท่อไอเสียใส่จนหายใจไม่ออก ชวนให้กรีดร้องอยู่ในใจแบบไม่เป็นภาษา

 

นอกจาก Post-Vacation Syndrome ยังมี Post-Weekend, Post-Concert, Post-Graduation, Post-Relationship และโพสต์บ้าโพสต์บออีกมากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้ อย่างเราเคยหดหู่อย่างหนักหลังกลับจากไปแลกเปลี่ยนตอน ม.ปลาย, ตื่นมาแบบก๊งๆ หลังจากดูคอนเสิร์ตที่โคตรเหวี่ยงและโคตรพีค, เวลาปิดจ๊อบที่อินมากจะรู้สึกโหวงเหวง, หลังทำละครเวทีที่ซ้อมทุกวันมาเป็นเดือนก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยว หรือที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยก็คือ เวลาเลิกกับแฟนที่ตอนคบกันมีความสุขมาก หรือตอนคนที่เรารักจากไปแบบไม่มีวันกลับ… เหล่านี้คืออาการที่ไม่ว่าใครจะเก่งมาจากไหนก็ต้องเคยประสบ

 

เรารู้สึกมาตลอดว่า ความรู้สึกแบบนี้เป็นปัญหาของเราคนเดียว แต่หลังจากคุยกับหลายคน สรุปว่ามันไม่ใช่แฮะ แล้วพอมาเจอบทความนี้ในเว็บพี่สาวชาวไฮสคูลอย่าง ROOKIE นี่ยิ่งตอบโจทย์เลย เพราะมันไม่ได้เอาแต่เวิ่นเว้อวอแว แต่เสนอแนวทางบรรเทาอาการนี้ไว้ด้วย เราอ่านแล้วชอบมากเลยอยากเอามาเล่าให้ฟัง (ถึงจะยังทำไม่ค่อยได้ก็ตาม)

 

เอสเตลเขียนเล่าประสบการณ์หลังงานคอนเสิร์ตของศิลปินสุดโปรดที่เธอไปดูมากับแก๊งเพื่อนสาว เธอบอกว่างานฟินจนแทบบ้า แต่พอเดินออกมาเท่านั้นแหละ เธอแทบจะแหลกสลายลงไปกับพื้น หันไปมองข้างๆ เพื่อนแต่ละคนก็ดูดี๊ด๊ากับเพลงที่ได้ฟังและพร่ำเพ้อกันไปสามย่านเจ็ดย่าน แล้วดูเธอสิ ทำไมช่างหดหู่หงอยเหงาเยี่ยงนี้ นี่เธอต้องผิดปกติอะไรสักอย่างแน่ๆ แถมนี่ยังไม่ใช่ครั้งเดียว ตอนจะจบไฮสคูลเธอต้องทำการแสดงละครเวทีร่วมกับเพื่อน ซึ่งเธอก็ภูมิใจและแฮปปี้กับงานที่ออกมามากๆ แต่พอแสดงเสร็จเท่านั้นแหละ เธอก็เป็นแบบเดิม พอไม่โอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ เธอเลยลองคิดหาวิธีกำจัดความรู้สึกบ้าๆ นี่ออกไปซะ หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันไม่น่ารำคาญและเจ็บปวดมากนัก และต่อไปนี้คือสี่วิธีที่เธอแนะนำ

 

1. เกี่ยวก้อยกับความทรงจำ

 

อาทิตย์นึงหลังจากงานคอนเสิร์ตที่ว่า เอสเตลก็เริ่มมีสติพอที่จะเปิดคลิปโชว์ของงานวันนั้นดูบนโซฟาในบรรยากาศสบายๆ ตอนแรกเธอคิดว่าดูแล้วจะหมกมุ่นดูซ้ำไปซ้ำมาจนช้ำใจตาย แต่กลายเป็นว่าพอเธอได้ซึมซับกับโชว์อย่างมีสติและสมาธิ เธอก็พบว่างานวันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ เพราะมันเกิดขึ้นครั้งเดียว เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีทางวนกลับมาเกิดซ้ำอีกแล้ว แล้วก็ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสแบบเธอ กลายเป็นว่าพอปรับทัศนคติใหม่แล้วอะไรก็ดีขึ้นทันตา สุดท้ายเธอดูคลิปนั้นแค่รอบเดียว แล้วก็รู้สึกว่า “มันพอแล้ว” แต่ถ้ายังไม่พอก็ลองคุยกับเพื่อนที่เดินทางผ่านประสบการณ์ดีๆ เหล่านั้นด้วยกันมาก็ได้ อาจจะได้มุมมองดีๆ ว่าคนอื่นรับมือกับความรู้สึกท่วมท้นนี้ยังไงกันบ้าง เพราะบางทีคุยกับตัวเองโดยใช้แต่อารมณ์มากไปก็ฟุ้งซ่านได้ ลองใช้ตรรกะและเหตุผลบ้างก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่เตรียมใจไว้ก็ดีฮ่ะว่า มันอาจจะไม่ได้เวิร์คสำหรับทุกคน อย่างเราเคยทำแล้วบางทีก็เวิร์ค บางทีกลายเป็นพินาศซ้ำสองไปอีก เพราะฉะนั้นเราเลยซื้อวิธีต่อไปมากกว่า

 

2. เล่ามันออกมา

 

สำหรับเรา วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้หายขาดทุกครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจนะ อย่างน้อยก็เอาความรู้สึกแย่ๆ ออกไปจากอกได้บ้าง เป็นความรู้สึกเดียวกับการเขียนไดอารี่ตอนเด็กๆ หรือการคุยกับเพื่อนสนิทหรือคนที่เข้าใจนั่นแหละ อีกอย่างคือมันได้ทบทวนความคิดของเราแบบปราศจากความรู้สึก หรือมีอารมณ์น้อยลง สำหรับเราการเขียนออกมามันเหมือนเรากำลังพูดถึงอดีต ซึ่งมันจะให้ความรู้สึกชินชาเล็กๆ ตรงกันข้ามกับเวลาคิดซ้ำๆ ในหัวที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพอเราสะดุ้งตื่นรู้ตัวว่ามันไม่จริงก็จะชิบหายทันที ที่เราชอบมากๆ คือในกรณีนี้เอสเตลไม่ได้หมายถึงการเขียนเท่านั้น แต่หมายถึงการเก็บรายละเอียดความประทับใจที่มีในทุกประสาทสัมผัสทั้งภาพ รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วปลดปล่อยความรู้สึกออกไปผ่านงานศิลปะ เช่น เขียนบึนทึกประสบการณ์เกี่ยวกับคอนเสิร์ตที่ไปดู (อันนี้เราเพิ่งทำไปเลย ฮี่ๆ) เขียนบันทึกการเดินทางถึงทริปที่ไปมา (ช่วงหลังเราเห็นนักเดินทางชาวไทยทำเพจน่ารักๆ ออกมาเยอะแยะเลย) เขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคต (อันนี้ตอนยังเด็ก พวกพี่ค่ายกับครูแนะแนวที่โรงเรียนชอบให้ทำ) ทำเพลง ทำหนัง เขียนเรื่องสั้น (เพื่อนศิลปินรอบตัวเอาเรื่องส่วนตัวมาทำหนังอย่างเยอะ เราก็เคยทำแล้วช่วยได้มาก) หรือทำสมุดขยะคือเขียนความรู้สึกแย่ๆ ลงไปแล้วเก็บไว้อ่านในอนาคตตอนที่เราผ่านมันมาแล้ว หรือไม่ก็เผาไฟทิ้งซะ!

 

3. ร้องไห้ให้พอ

 

ใครๆ ก็คงจะรู้เนอะว่า การร้องไห้เป็นการระบายอารมณ์ได้ดีที่สุดวิธีนึงเลย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เศร้า เหงา หรือเครียด เพราะฉะนั้นถ้ารู้สึกว่าถึงจุดที่ต้องร้องห่มร้องไห้ก็ทุ่มตัวน้ำตาแตกไปเลย ไว้อาลัยให้ตัวเองด้วยน้ำตานี่แหละ เราว่าการร้องไห้กับตัวเองเป็นการแสดงความรู้สึกที่จริงใจที่สุดแล้ว แต่เอสเตลบอกว่า พอร้องแล้วก็อย่าเป็นบ้าก่นด่าตัวเองที่อ่อนแอจนต้องร้องไห้ (อันนี้ช่วงที่ซึมเศร้าหนักๆ เราเป็นบ่อยโคตร เพราะปกติเป็นคนร้องไห้ยากมาก) เธอบอกว่า “เราไม่ได้ร้องไห้เพราะอ่อนแอ แต่เรากล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความเศร้าต่างหาก” และอย่างที่หลายคนอาจเคยได้ยิน ทฤษฎีว่าด้วยความสูญเสีย 5 ระดับของคูเบลอร์-รอสส์ หรือ Five Stages of Grief ที่ประกอบไปด้วยการปฏิเสธความจริง การโกรธเคืองโชคชะตา การต่อรองกับความเศร้าด้วยความหวัง ต่อด้วยอาการหดหู่ขั้นสุด และอย่างที่เอสเตลบอก… อย่าลืมว่าต้องไปให้ถึงระดับสุดท้ายด้วย นั่นคือการยืดอกยอมรับมัน!

 

4. เริ่มโปรเจกต์ใหม่ซะ

 

ใจความสำคัญของวิธีนี้คือ การเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ แค่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้างก็พอ อย่างเอสเตลเธอเริ่มฝึกเขียนบทหนัง หรือหลายคนอาจนั่งแพลนทริปใหม่ที่จะไปตอนวันหยุด หรือไปค่าย ไปเวิร์คช็อป ไปฝึกงาน หางานทำ เอาตัวเองออกไปจากบรรยากาศเดิมๆ อันนี้เป็นอีกวิธีนึงที่เราคอนเฟิร์มว่าเวิร์คถ้าเราหากิจกรรมนั้นเจอ …ซึ่งก็ไม่ง่าย เราว่ามันต้องเป็นกิจกรรมที่เราจะมีอารมณ์ร่วมได้ประมาณนึงเลยแหละ อะไรที่เราจะเอาใจจดจ่ออยู่กับมันได้นานพอ ความหมายของ ‘นาน’ นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่ากิจกรรมที่ว่าเนี่ยมันใหญ่และยากขนาดไหน ตัวช่วยของวิธีนี้คือ เอาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ เพื่อนหรือคนสนิทที่พร้อมจะสนับสนุนเวลาเราหมดไฟ และมีแรงบันดาลใจล้นเหลือพอที่จะแบ่งปันให้เราได้บ้าง คุยกับคนเหล่านี้เยอะๆ เราอาจจะมองตัวเองออกมากขึ้นว่าเราอยากทำอะไร และอะไรที่จะทำให้เรามีชีวิต และอย่าลืมข้อสุดท้าย ถ้าลองทั้งสี่วิธีนี้แล้วยังไม่หายประสาทแดกก็อย่าด่าตัวเอง เรื่องแบบนี้ใช้เวลาเสมอ เอสเตลบอกว่าเดือนนึงเป็นอย่างต่ำ กว่าเราจะมีสติพอที่จะเริ่มอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าอะไรก็ต้องการเวลาตกตะกอนทั้งนั้น และความรู้สึกของเราก็ด้วย

 

“นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ที่จะหลงรักอะไรอีกครั้ง” เอสเตลทิ้งท้าย 🙂

 

ILLUSTRATION: NAKROB/MOON/MARS/NUT
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

3 Comments

  • BOON
    Posted 03/12/2015 at 10:38 pm 0Likes

    ชอบมาก ปกติมักหาเวลาทำข้อ 2 และพยายามทำข้อ 4 ส่วนเมื่อกี๊เพิ่งจะทำข้อ 3 ไป จากประสบการณ์ตรงมันได้ผล

    เราไม่ได้ร้องไห้เพราะอ่อนแอ แต่เรากล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความเศร้าต่างหาก

    • Wassachol
      Posted 03/12/2015 at 11:29 pm 0Likes

      ดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะคะ เราเองก็พยายามทำอยู่เหมือนกัน สู้ๆ ไปด้วยกันนะ 🙂

  • anlee
    Posted 04/05/2017 at 1:38 pm 0Likes

    ขอบคุณมากนะคะ ตอนนี้กำลังประสบปัญหานี้อยู่ ได้อ่านบทความนี้แล้ว ดีขึ้นมากแล้ว ทำให้เข้าใจว่า “ชั้นไม่ได้ผิดปกตินี่น่า ใครเค้าก็เป็นกันได้”

Leave a comment