เนื่องจากเราเพิ่งยอมแพ้กับสิ่งหนึ่งไปหมาดๆ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปคงจะผ่านไปได้ไม่ยาก แต่เราที่รู้ condition ของตัวเองดีนั้นรู้ว่าการผ่านมันไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายแม้แต่นิดเดียว ในฐานะที่เราเองก็ยอมแพ้มาหลายรอบ แต่ก็ผ่านมันมาอย่างเข้มแข็งได้ในหลายรอบเหมือนกัน อยากจะมาเล่าประสบการณ์ทางความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ กับการถามตอบตัวเองเกี่ยวกับการ ‘ยอมแพ้’ ‘หนีปัญหา’ และ ‘ก้าวผ่าน’ มันไปอย่างช้าๆ เราไม่ได้อยากจะทำตัวเป็น life coach หรืออะไร แค่หวังว่ามันจะช่วยผ่อนคลายจิตใจของใครได้ไม่มากก็น้อย

 

ถาม: ‘ยอมแพ้’ หรือ ‘หนีปัญหา’ กันแน่?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้ลิมิตของตัวเองไหมว่าอดทนได้แค่ไหน

 

เราคิดว่าการรู้จักตัวเองเป็นคีย์เลยนะว่าเรากำลังทำอะไรกันแน่ระหว่างยอมแพ้หรือหนีปัญหา สำหรับเราการยอมแพ้ไม่ได้มีความหมายเชิงลบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะยอมแพ้บ่อยๆ การยอมแพ้หรือยอมหยุดมันไม่ใช่ตัวเลือกแรกหรอก เพราะมันสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ผิดหวังในตัวเอง ทำให้คนอื่นผิดหวัง ไปจนถึงเกลียดตัวเอง รับตัวเองไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะทางไหนก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่น่ารื่นรมย์ทั้งนั้น

แน่นอนว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือไปต่อใช่มั้ยล่ะ แต่ถ้ามันไม่ไหวล่ะ ทีนี้ล่ะเราต้องมาคิดละว่าไม่ไหวจริงมั้ย ไอ้คำว่าไม่ไหวนี่ก็มีความหมายหลายแบบ อย่างสิ่งที่เราเพิ่งยอมแพ้มาหมาดๆ มันเป็นความไม่ไหวแบบยังไหว แต่ถ้าไปต่ออาจจะพังกว่าเดิม เพราะเรารู้ลิมิตของเราดี เราผ่านมันมาหลายรอบแล้ว ถ้าไปต่อเพื่อให้ขึ้นชื่อว่าไม่ยอมแพ้และไม่หนีปัญหา แต่ถ้า ‘สู้จนตัวตาย’ ล่ะมันคุ้มมั้ย เราก็มานั่งคิดว่า เฮ้ย มันไม่คุ้มว่ะ เราพร้อมแล้วที่จะยอมแพ้ แต่หนีปัญหาในความคิดเรานี่มันเหมือนกับว่าอยากทิ้งก็ทิ้ง (ทั้งที่ยังไหวและจะไม่ตาย) ซึ่งมันต่างกันน้อยนิดจนคนอาจจะค่อนแคะได้ว่า มึงหาข้ออ้างนี่หว่า แต่เราคิดว่ามีแค่เราเองจริงๆ ที่รู้ดีว่าเรากำลังทำอะไร และมีเราคนเดียวที่ให้ความหมายกับคำหรือวลีเหล่านั้นได้

 

ถาม: ควรคิดถึงอะไรก่อนจะตัดสินใจ ‘ยอมแพ้’?
ตอบ: เราต้องมั่นใจว่าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจนั้น

 

อาจจะดูคิดมากบ้าบอ แต่สำหรับเราและอีกหลายคนโดยเฉพาะคนที่เป็น Depression มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะเราและคนกลุ่มนี้มักจะมีปัญหาเรื่องการ ‘โทษตัวเอง’ (self-blaming) และมีความรู้สึก ‘อับอาย’ (ashamed) อยู่เสมอ (อ่านที่โน้ตเคยเขียนเรื่อง guilt และเราเขียนเรื่อง self-blaming ได้ที่นี่นะ) และถ้าเราตัดสินใจอะไรแบบหุนหันพลันแล่น เราอาจจะมานั่งตบกะโหลกตัวเองทีหลังได้ ซึ่งเราเองพยายามเลี่ยงที่จะไม่ไปถึงจุดนั้น

เพราะฉะนั้นขั้นแรกต้อง ‘ตั้งสติ’ เพื่อที่จะชั่งใจในการตัดสินใจนี้ เพราะถ้าไม่มีสติมันจะอ๊อง คิดไม่ออก จินตนาการไม่ได้ ขั้นที่สองคือลองตัดคนอื่นออกไปจากชีวิตสักแพพ ลองหยุดคุยหรือขอความเห็นจากคนอื่นสักพัก เพราะเวลามีอะไรต้องตัดสินใจ ฟังคนอื่นได้ แต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกตัวเองก่อน ไม่มีใครมาเข้าใจก้นบึ้งของจิตใจเราหรอก เขาอาจจะบอกให้สู้ๆ แต่หลายคนอาจจะรู้สึกแบบเรา (มั้ง) ว่าในกรณีที่ไม่ไหวจริงๆ ยิ่งคนพูดให้สู้เท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากเท่านั้นว่า ทั้งที่เราน่าจะทำได้เรากลับทำท่าจะทำไม่ได้ ไม่สู้ต่อ ดูสิเขายังคิดว่าเขาทำได้ถ้าเขาเป็นเรา แต่เรามันห่วย เฮ้ย แต่เขาไม่ได้เป็นเราไง พอผ่านอะไรแบบนี้มาหลายรอบเราก็เริ่มเรียนรู้แหละว่า แต่ละคนมีลิมิตที่ไม่เท่ากัน (เห็นมะ วนมาที่เรื่องลิมิตอีกแล้ว) ที่นี้! ขั้นที่สามคือตัดสินใจด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่มาเสียใจทีหลัง (เรากำลังจะไปสักคำว่า NO REGRETS อยู่เนี่ย เอาสิเอ้อ)

 

ถาม: ‘ยอมแพ้’ (ชั่วคราว) แล้วยังไงต่อ?
ตอบ: เตรียมพร้อมจัดการกับผลลัพธ์ที่จะตามมา

 

เราคิดว่าไม่ว่าจะ ‘ยอมแพ้’ หรือ ‘หนีปัญหา’ มันก็มีผลลัพธ์ที่จะตามมาภายหลังทั้งนั้น สองอย่างนี้มันต่างกันแค่เหตุผลในการตัดสินใจ แต่ทุกการตัดสินใจมีผลของมัน และมันไม่ได้กระทบแค่เราแต่กระทบกับคนอื่นด้วย (กรณี self-blaming ก็เป็นหนึ่งในผลของมันที่เราต้องดีลให้ได้ถ้ามันจะเกิดขึ้น) เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่า เมื่อเราเยียวยาตัวเองเสร็จและเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นเดิน เราก็ต้องพร้อมที่จะจัดการกับผลของมันและแก้ปัญหาที่จะตามมาด้วย ถ้าเรารับความจริงข้อนี้ได้ เราถึงจะเรียกมันว่าการยอมแพ้ที่เป็นเหตุเป็นผล คือเรายอมแพ้แค่จุดหนึ่ง แต่เรา commit กับตัวเองว่าเราจะไปต่อ แต่ถ้าเราไม่จัดการกับมันและเลื่อนมันไปเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่แหละที่เราจะเรียกว่าหนีปัญหา

 

ทั้งหมดที่พูดมา เราไม่ได้ตัดสินใครนะ เราตัดสินตัวเองและพูดถึงตัวเองนี่แหละว่านี่คือคำจำกัดความที่เรามอบให้สิ่งที่เราคิดและทำ แต่ถ้ามันจะเหมาะกับใครหรือช่วยให้ใครเข้าใจตัวเองและสภาวะทางจิตใจของตัวเองมากขึ้น เราก็ยินดี 🙂

 

ILLUSTRATION BY NANANCL
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment