ฮัลโหลเพื่อนๆ วันนี้เรามีนักเขียนรับเชิญมาเล่าเรื่องที่เราอยากเล่า แต่ไม่รู้จะเล่ายังไง เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ นั่นก็คือ Panic Disorder (ซึ่งไม่เหมือนกับ Panic Attack ที่เราและหลายคนเคยเป็นกันบ่อยๆ) นักเขียนรับเชิญคนนี้เป็นเพื่อนสนิทเราเอง โตมาด้วยกัน แล้วก็เริ่มป่วยในเวลาใกล้ๆ กัน จากสาวน้อยร่างกายจิตใจแข็งแรง กลายเป็นน้ำหนักลดฮวบฮาบจากยา แต่ตอนนี้เธอกำลังใจดี มีความฝันจะทำอะไรเล็กๆ เป็นของตัวเองหลายอย่างเลย ในฐานะเพื่อนเราดีใจมากๆ และคิดว่าประสบการณ์ของเธอน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ได้อ่านนะ มา! ไปอ่านกันเลย!

 

STORY BY PLENG TASSANAPAK

 

PANIC นั้นหรือคืออะไร?

 

สวัสดีทุกคน แนะนำตัวเองก่อนเล็กน้อย สั้นๆพอ ไม่ยาวเพราะมีเรื่องเล่าอีกเพียบเลย เราอายุย่างยี่สิบห้าแล้ว ก็ผ่านวัยสะรุ่นมาสักพักใหญ่ๆ หลังเรียนจบมหาลัยเราได้ทำงานบริษัทเกือบสองปีแล้วก็ลาออก เรามีอาการ Panic Disorder มาได้ปีนึง กำลังรักษาอยู่ บอกเลยว่าเราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นอะไรแบบนี้ เนื่องจากโดยส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างลุย ทำกิจกรรมต่างๆแทบตลอด แต่ตอนนี้สิ่งต่างๆที่เคยทำกลับทำไม่ได้และต้องค่อยๆเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้กลายเป็นคนที่ว่างสุดๆ no job, no income, no project ใดๆทั้งสิ้น แต่ก็มีรับสอนดนตรีและภาษาบ้างในบางวัน ในระหว่างที่ชีวิตยังไร้จุดหมายนี้ เราอยากจะแชร์เรื่องราวของเรากับทุกคน หวังว่าคนอ่านจะได้รับข้อมูลดีๆ และมีกำลังใจขึ้นอีกมากมายหลังจากอ่านบล็อกนี้นะคะ

 

Panic Disorder แปลตรงตัวเลย คำว่า ‘แพนิค’ คืออาการตื่นตระหนก อาการตกใจกลัว อกสั่นขวัญหาย นั่นแหละ ในภาษาไทยก็เรียกทับศัพท์เลยว่าโรคแพนิค บางคนก็เรียกว่าโรคตื่นตระหนก ทางการแพทย์ แพนิคเป็นอาการทางจิตใจ หรือภาวะทางจิตเวชอย่างหนึ่ง คนที่เป็นจะมีความรู้สึกตกใจ กลัว อาการทางกายจะมีใจสั่น ใจหวิว เหมือนหายใจไม่ออก รู้สึกหายใจขัด เจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อออกมือเท้า เหมือนจะเป็นลมหมดสติ  สิ่งที่แย่ที่สุดคือนอกจากอาการพวกนี้อาจเกิดขึ้นทีเดียวได้พร้อมๆกันแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะมีอาการเมื่อไหร่ คือมันไม่มีสัญญาณอะไรบอกเราเลยว่าอาการพวกนี้จะมา อยู่ๆจะเป็นขึ้นมาก็เป็นเลย ในฐานะคนที่มีอาการและกำลังรักษา ขอเล่าข้อมูลวิชาการคร่าวๆ ตามที่เราเข้าใจจากคุณหมอ โดยอาการแพนิคมี 2 แบบค่ะ

 

แบบที่หนึ่งคือ Panic Attack แพนิคแบบนี้ คนที่เป็นจะมีอาการเป็นครั้งคราว นานๆจะเป็นที คือจะใจสั่น ใจเต้นเร็วมาก เหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเฉยๆ อาจจะมีรู้สึกเหมือนจะวูบเป็นลม หายใจไม่ออก อาการ attack เกิดขึ้นได้จากความเครียดเฉียบพลันหรือเมื่อเจอปัจจัยกระตุ้น (เดี๋ยวจะเล่าเรื่องปัจจัยกระตุ้นให้ฟังในหัวข้อถัดๆไป) คนที่เป็นตอนครั้งสองครั้งแรกอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะพอปล่อยผ่านหรืออยู่เฉยๆไปสักพักอาการจะหายไปเอง

 

แบบที่สอง Panic Disorder แพนิคแบบนี้จะมีอาการทางกายอย่างที่เล่าไปตอนต้น แต่ต่างกันตรงที่จะมีอาการนานกว่า เนื่องจากร่างกายเสียการควบคุม เพราะสมองหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว ตื่นเต้น หรือเกร็งออกมามาก เมื่อมีอาการขึ้นมาแล้วจะไม่หายไปเอง หรือต้องใช้เวลานานมากกว่าจะหายไป คนที่เป็นจะมีความรู้สึกว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ กลัวตายมากๆ และถ้ามีอาการครั้งต่อไปก็จะคิดว่าตัวเองต้องตายทุกครั้งที่เป็น เพราะจิตใจส่วนที่เป็นจิตใต้สำนึกนั้นถูกฝังลงไปว่าตัวเองเป็นโรคอันตรายร้ายแรงและอาจตายได้ทุกเมื่อ ความจริงในการศึกษาทางด้านจิตเวช คุณหมอบอกว่ามีการแบ่งประเภทแพนิคลงลึกไปมากกว่านั้น แต่เราจะไม่นำมาเขียนในนี้ เพราะเราไม่ได้รู้จริงรู้ลึกเท่าคุณหมอ อาจจะทำให้ผิดพลาดได้เนาะ

 

*** เรื่องสำคัญต้องอ่าน ต้องบอกก่อนเลยว่า คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นแพนิคนั้น จะต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าไม่ได้เป็นโรคอันตรายอื่นๆ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคไทรอยด์ เนื่องจากอาการทางกายจะคล้ายกันมาก หมอต้องคอนเฟิร์มและทำการตรวจเฉพาะทางแล้วว่าไม่ได้เป็นโรคพวกนี้นะ ***

 

THE FIRST TIME MY HEART GOES PANIC

 

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มักจะสร้างความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าทุกคนที่เป็นแพนิคย่อมมีอาการแตกต่างกันออกไป บางคนอาจแพนิคเบาๆแต่แรกเริ่ม  บางคนกว่าจะรู้ตัวก็มาถึงจุดที่เสียการควบคุมอาการหรือ disorder ไปแล้ว สำหรับเรา เราเริ่มเป็นครั้งแรกตอนไปเดินเล่นจตุจักร เดินอยู่ดีๆ หัวใจก็เต้นเร็วเฉยเลย ทีแรกเราพยามไม่สนใจ สักพักเริ่มรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก เลยจับชีพจรดู มันดีดขึ้นเร็วมากจนเราตกใจสุดๆเลยรีบลงไปรอรถไฟใต้ดินกะจะกลับไปพักที่บ้าน ระหว่างนั้น เราหน้ามืดขึ้นมา รู้สึกอ่อนแรง เหมือนจะเป็นลม ตอนนั้นคิดแล้วว่าหัวใจเราผิดปกติแน่ๆ เลยเปลี่ยนใจจะเรียกแท็กซี่จะไปโรงพยาบาล เราคิดว่าเราต้องตายแน่ๆ ถ้าไปไม่ทัน แขนเรา มือเราอ่อนมาก ทำกระเป๋าหล่น ข้าวของกระจายออกหมด จนพี่วินมอไซแถวนั้น ถามว่า “น้องเป็นอะไร ไหวมั้ยเนี่ย?”

 

สุดท้ายเราตัดสินใจว่า เอาวะ! นั่งรถพี่วินไปโรงพยาบาลเลยแล้วกัน ตอนนั้นคิดแล้วว่าจะเป็นอะไรก็ต้องถึงโรงพยาบาลก่อนให้ได้ ระหว่างนั่งรถเป็นความทรหดสุดๆ เพราะพี่วินแกก็กลัวเราตายเลยซิ่งสุดติ่ง เราก็กลัวตายไม่ใช่แค่เพราะมีอาการแต่ยังกลัวตายเพราะตกรถพี่แกอีก สุดท้ายเราถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย จำได้ว่าชีพจรที่วัดตอนนั้นประมาณ 130 ครั้งต่อนาที ส่วนความดันเท่าไหร่ไม่รู้แต่สูงมากจนพยาบาลบอกเราว่าค่อนข้างอันตรายเลยนะคะคนไข้ พร้อมกับรีบเข็นเราเข้าห้องฉุกเฉิน เมื่อเข้าห้องฉุกเฉิน ไอ้เรานึกว่าจะต้องมีเครื่องช่วยหายใจ เครื่องโน่นนี่นั่นมารุมล้อม แต่เปล่าเลยมีแค่เครื่องวัดความดัน, heart rate และออกซิเจนแค่นั้น พี่พยาบาลให้เรานอนราบกับเตียงเฉยๆ แล้วบอกให้หายใจช้าๆ หลังจากนั้นคุณหมอก็มาดู บอกว่าเป็นเพราะเราเหนื่อย พักผ่อนน้อย ให้พักสักนิดแล้วกลับบ้านได้ เรางงเป็นไก่ตาแตกเลย แบบอะไรฟระ?! นี่ชั้นจะตายอยู่แล้วนะ ยังไม่ช่วยชีวิตชั้นอีก แต่สุดท้ายอาการเราก็สงบลง การเต้นของหัวใจและความดันกลับมาปกติเหมือนเดิม เราผ่านวันนั้นไปด้วยดีก็เลยคิดว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่เราไม่รู้ว่าเราเริ่มมีอาการ Panic Attack แล้วตั้งแต่วันนั้น

 

ความทรงจำของการนั่งรถกู้ภัยครั้งนั้นยังอยู่ในใจไม่หาย เพียงแต่เราพยายามไม่คิดถึงมันให้มากที่สุด แม้จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต แต่เราก็รู้สึกกลัวทุกครั้งที่เรานึกถึง หลังจากเหตุการณ์ที่จตุจักรผ่านไปประมาณเกือบเดือน ช่วงที่ผ่านไปนั้นเราไม่มีอาการอะไรเลย จนวันหนึ่ง เราไปเดินเล่นที่ห้างกับแม่แล้วอยู่ๆ ใจก็เต้นเร็ว (อีกแล้ว) หายใจหอบขึ้นมา แม่พยายามพยุงเราออกมานอกห้าง เราเหนื่อยมากจนทรุดลงกับพื้น แม่เราวิ่งไปบอกตำรวจจราจรที่อยู่หน้าห้างให้ช่วยเรียกรถพยาบาล แต่คุณตำรวจจัดรถหน่วยกู้ภัยให้แทนเพราะเหตุผลที่ว่าอยู่ใกล้บริเวณห้างมากกว่า รถมาถึงพร้อมกับทีมกู้ภัยในห้านาที ส่งเราถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว คืนนั้นเราได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด, ไทรอยด์ รวมทั้งติด monitor วัดคลื่นหัวใจ 24 ชั่วโมง ผลออกมาทุกอย่างปกติหมด แม้คุณหมอจะบอกว่าทุกอย่างโอเคปลอดภัยดี “แล้วสรุปเราเป็นอะไร?” นี่เป็นคำถามที่ค้างคาใจเราตลอดช่วงเวลานั้น

 

PANIC VS โรคหัวใจ

 

หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ เราพบว่าตัวเองไม่สามารถออกกำลังกายอะไรได้เลยเพราะเวลาออกกำลังหัวใจเราเต้นเร็วจนเจ็บหน้าอกมาก ด้วยความกลัวตายเราจึงไปตรวจจริงจังกับคุณหมอเฉพาะทางโรคหัวใจ สิ่งที่เราได้ทำการตรวจคือตรวจเลือด, วิ่งสายพานและทำ Echocardiogram เรียกสั้นๆ ว่า Echo หัวใจ การ Echo หัวใจเป็นการ Ultrasound อย่างหนึ่งเพื่อดูโครงสร้างและความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจทั้งหมด สิ่งที่จะได้จากการตรวจ Echo นี้ คือเราจะรู้ว่าโครงสร้างหัวใจเราเป็นอย่างไร หัวใจโตมั้ย หลอดเลือดตีบมั้ย ลิ้นหัวใจรั่วมั้ย เป็นต้น ส่วนการตรวจกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น ต้องอาศัยการตรวจผลเลือดดูไขมันในเลือดและอื่นๆประกอบด้วย สำหรับการวิ่งสายพานจะใช้วัดว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจของเรามีความผิดปกติหรือไม่ขณะเราทำกิจกรรมต่างๆ ที่ออกแรง ทั้งนี้คุณหมอจะใช้การ Echo ประกอบด้วยในการวินิจฉัย เราจะไม่เขียนว่าโรคหัวใจมีกี่ประเภท เป็นแบบไหนได้บ้าง เพราะมันมีรายละเอียดและการวินิจฉัยเฉพาะด้านซึ่งต้องให้คุณหมอเป็นคนอธิบาย ดังนั้นเราจะเขียนในฐานะที่เราได้รับการตรวจถึงปัจจัยเสี่ยงของการเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจตามที่เราได้คุยกับคุณหมอมาซึ่งมีดังต่อไปนี้

 

1. มีความผิดปกติที่โครงสร้างของตัวหัวใจซึ่งอาจเป็นมาแต่เกิดหรือไม่ก็ได้
2. อยู่ในวัยกลางคนถึงคนสูงอายุ
3. เป็นโรคอื่นๆแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง
4. มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหัวใจหรือเคยเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจ

 

เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจ ผลวินิจฉัยโรคหัวใจของเราออกมาปกติ เราไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แม้เราจะวิ่งสายพานได้แค่แป๊บเดียวเพราะเหนื่อยมาก แต่มีสิ่งที่คุณหมอได้ให้ความรู้เพิ่มเติมคือ เรื่องของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการนี้เกิดขึ้นได้ในทุกคนเนื่องมาจากการผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจและปัจจัยอื่นๆเช่น ความเครียด พักผ่อนไม่พอ หรือคนที่เป็นโรคหัวใจแต่เดิม จะอันตรายหรือไม่

 

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ เราสังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้

 

1. ระดับชีพจร  หากอยู่ในระดับ 50-150 ครั้งต่อนาที ถือว่าไม่อันตรายถึงชีวิต แต่หากต่ำหรือสูงกว่านั้นต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที (เอาจริงๆ เกิน 100 ก็ถือว่าเร็วจนรู้สึกได้แล้วนะ แต่มันไม่ทำให้ตาย) วิธีเช็คง่ายๆคือ ใช้นิ้วชี้แตะข้อมือข้างใดข้างหนึ่งให้ตรงกับตำแหน่งของนิ้วโป้ง พยายามนับว่าได้กี่ครั้งต่อนาที ทางที่ดีที่สุดคือให้คนที่อยู่ใกล้ตัวเราช่วยวัดให้ เนื่องจากถ้าเราแพนิคขึ้นมาเราจะวัดชีพจรไม่ถูกต้อง
2. ความสม่ำเสมอของชีพจร หากชีพจรเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ เท่าๆกัน ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลใจ แต่ถ้าชีพจรเต้นเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าเมื่อไหร่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะแล้ว ควรพบคุณหมอและวัดคลื่นหัวใจที่โรงพยาบาลเมื่อมีอาการทันทีจะได้อยู่ในความปลอดภัยมากที่สุด

 

กล่าวโดยสรุปนะคะ

 

1.โรคหัวใจหรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหัวใจมักมีอาการหลายๆอย่างคล้ายโรคแพนิค ถ้าเรามีอาการบ่อยมากขึ้นและไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางให้ชัดเจน
2. อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้นได้กับทุกคน รวมทั้งคนที่เป็นแพนิคด้วย แต่ไม่ต้องตกใจกับมัน หากตรวจแล้วว่าไม่ได้เป็นโรคทางหัวใจ และได้เช็คชีพจรเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้วพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็วางใจได้ เพราะอาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะจะสามารถหายไปได้เอง บางทีเต้นผิดแว้บๆแล้วก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่นี่เราไม่ได้หมายความว่าถ้ามีอาการแล้วให้ปล่อยปะละเลยนะ เราหมายความว่าให้คอยสังเกตอาการตัวเองเบื้องต้นโดยไม่ต้องไปกังวลกับมันมาก
3. คนเป็นแพนิคสามารถมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอกได้เหมือนคนเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากฮอร์โมนและสารสื่อประสาทในสมองหลั่งสารให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ (ค่าเฉลี่ยการเต้นของหัวใจของแต่ละคนไม่เท่ากันโดยปกติ 60-90 ครั้ง/นาที) จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหัวใจและหน้าอกทำงานหนักมากขึ้น เกิดอาการแน่นและเจ็บได้ (อาการเจ็บนั้นจะเป็นลักษณะเจ็บแน่นๆ หนักๆ เหมือนมีอะไรมากดทับ ไม่ใช่เจ็บแปล๊บๆ แบบเข็มทิ่มนะจ้ะ)

 

รออ่านตอนที่สองเร็วๆ นี้นะคะ 🙂

 

TEXT & DRAWING BY PLENG TASSANAPAK
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

2 Comments

Leave a comment