หลังจากที่เคยเกริ่นกันไปบ้างแล้วถึงอาการแพนิค คราวนี้มาดูวิธีเอาชีวิตรอดจากอาการหมาๆ นี้กันบ้าง แต่เราจะไม่พูดถึงวิธีเวรี่เบสิกอย่างสูตร 3-3-6 (หายใจเข้าสามวิ กลั้นหายใจสามวิ หายใจออกหกวิ) เราจะไม่บอกให้ลองออกไปยืดเส้นยืดสาย เดินเล่นสูดอากาศในสวนสาธารณะ หรือสวดมนต์เพื่อสงบจิตใจ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว และที่ถามเพื่อนพี่น้องรอบตัวมา ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดเนี่ยมันไม่เคยเวิร์ค

 

เราไม่ปฏิเสธว่า วิธีเหล่านี้มันก็คงช่วยได้บ้างในเบื้องต้น แต่ถ้ามันไม่เวิร์คแล้วจะเอาไงต่อดี นี่เสิร์ชเน็ตเรื่อยเปื่อยก็เจอแต่วิธีธรรมดาซ้ำซาก เดี๋ยว 3-3-6 เดี๋ยว 4-7-8 พอค่ะ! ไม่เสิร์ชแล้ว! พอคิดได้เราเลยลองถามเพื่อนพี่น้องที่เคยประสบปัญหา แล้วก็ได้วิธีแปลกประหลาดเหล่านี้มา

 

1. ออกไปวิ่ง…เอาให้หอบ! (WARNING: ห้ามใช้วิธีนี้ถ้าเป็น Hyper-Ventilation)

 

“มึงจะบ้าหรอ หัวใจเต้นแรงไม่พอเหรอไง อยากให้มันหลุดออกมาจากอกใช่มั้ย!” เราตวาดใส่น้องไปด้วยความตกใจ แต่นางบอกว่ามันเวิร์คจริง ตอนนั้นนางกำลังจะเข้าห้องสอบ แล้วเกิดแพนิคหนักมาก แต่ยังพอมีเวลาเหลือ นางเลยหนีสายตาประชาชีที่นั่งรอเวลาอยู่หน้าห้อง แล้วลงไปวิ่งแบบไฮสปีดรอบตึกสิบรอบ (เดี๋ยวนะ นี่มันวิธีอะไรของมึงคะ!) นางบอกว่า “ไม่รู้ดิพี่ฝน ก็มันรู้สึกตื่นเต้น เลยคิดว่าวิ่งให้เหงื่อออกมันจะได้หายตื่นเต้น หรืออย่างน้อยที่สุด ตอนวิ่งจะได้ไม่ต้องคิดอะไรอ่ะ แล้วตอนนั้นก็รู้สึกว่า ต้องใช้พลังงานในร่างกายที่มันกำลังคุกรุ่นอยู่ให้หมด ก็เลยวิ่งเลย ทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ”

 

2. โยนยาอะไรก็ได้ใส่ปาก แล้วดื่มน้ำตามมากๆ (WARNING: ห้ามกินยาอันตราย)

 

พอเขียนข้อนี้เสร็จเราต้องโดนกระทรวงสาธารณสุขหรือ สสส. ลากไปปรับทัศนคติแน่ๆ เอาเป็นว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เราแนะนำเป็นอันดับต้นๆ และมันมีข้อควรระวังมากมาย เช่น อย่ากินมากกว่าหนึ่งเม็ด และห้ามกินยาอันตราย แต่ถ้าใช้สารพัดวิธีเบสิกแล้วมันไม่เวิร์ค วิธีนี้อาจช่วยท่านได้ค่ะ สำหรับคนที่มียาที่หมอสั่งอยู่กับตัวอยู่แล้ว เช่น Xanax (Alprazolam) หรือยาช่วยผ่อนคลาย (Depressant) ทั้งหลาย…ท่านคือผู้โชคดีในค่ำคืนนี้ค่ะ แต่เราเป็นคนนึงที่หมอไม่ชอบจ่ายยาตัวใหม่ให้ถ้าไม่จำเป็น (นางคงกลัวเราจะติด ซึ่งคนส่วนใหญ่มันก็ติดจริงๆ) ก็เลยต้องหาตัวช่วย เพื่อนเราคนนึงเวรี่ฟัคกิ้งโคตะระโหด นางใช้วิธีกินยาหลอกค่ะ! วิตามินซี พอนสแตน พาราฯ เหี้ยห่าอะไรก็ได้ที่ไม่อันตราย หลอกตัวเองว่ามันคือซาแนคหรือยาคลายเครียด มันคือยานะ มันต้องช่วยบ้างสิ แล้วก็หาที่เอนหลังสบายๆ หรือนอนแบบยกหัวสูง อย่านอนราบเพราะจะหายใจติดขัดและรู้สึกเหนื่อย (แต่บางคนกลับนอนราบแล้วหายซะงั้น) ปลอบตัวเองว่า เดี๋ยวก็หายเอง กำลังใจดีๆ สุดท้ายอย่าลืมนะว่าห้ามกินเกินหนึ่งเม็ด และห้ามกินยาอันตรายเป็นอันขาด!

 

3. ห้องฉุกเฉินคือตัวช่วยสุดท้าย (WARNING: ไม่มีตังค์อย่าใช้วิธีนี้)

 

อันนี้เหมาะสำหรับคนที่พอมีตังค์ และพร้อมจ่ายให้กับอะไรบ้าๆ แบบนี้เท่านั้นค่ะ (ค่าหมอเดี๋ยวนี้ก็ขูดเลือดขูดเนื้อเหลือเกิน หายใจรดหัวเราสองทีเอาตังค์เราไปละ 700 เดี๋ยวนะ นั่นมันเท่ากับ consult pdoc นาน 15-20 นาทีเลยนี่คะ! บวกค่าพยาบาลกับค่าอุปกรณ์การแพทย์ไปอีก มีแต่ตายกับตาย) การไปห้องฉุกเฉินของเราไม่จำเป็นว่าจะต้องปล่อยให้อาการมันหนักจะทนไม่ไหว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเบาจนไร้สาระ แต่เราไปเพื่อความรู้สึกปลอดภัย พอเราเข้าเขตโรงพยาบาลแล้วเราจะเริ่มเข้าคอมฟอร์ตโซน เหมือนมันบอกเราโดยอัตโนมัติว่า มึงรอดละ เค้าไม่ปล่อยให้มึงตายหรอก ยิ่งพอถึงมือหมอแล้วก็จะดีขึ้นอีก เพราะนางจะมีวิธีทำให้เราสงบลงถึงมันจะฟังดูโง่ไปบ้าง เช่น บังคับเราฝึกลมหายใจกับนาง (ใช่ค่ะ สุดท้ายกูก็กลับมาสู่ 3-3-6) หรือสะกดจิตเราตามสูตรว่า ไม่เคยมีใครตายเพราะหัวใจเต้นเร็วเกินไป! ไม่มีใครเคยตายเพราะแพนิค! เหมือนต้องให้เพื่อนด่าตอนอกหักถึงจะยอมหยุดฟูมฟาย ซึ่งแม่งก็รู้อยู่แล้วแหละ แต่ต้องรอให้คนมาบอก (งานนี้จิตวิทยาล้วนๆ)

 

ถึงเราจะไม่รู้ว่า วิธีเหล่านี้มันตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ยังไง มันขัดกับความมั่นคงและศีลธรรมอันดีของประเทศมั้ย และมั่นใจว่ามันต้องโดนคำครหากล่าวว่าด่าทอเยอะแน่ๆ แต่ในฐานะมนุษย์ที่ฮอร์โมนดื้อด้านซะเหลือเกิน เราเชื่อว่า อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่มีเซฟตี้เน็ตล่ะนะ!

 

ILLUSTRATION: NANANCL
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

  • Aey
    Posted 29/03/2016 at 4:49 pm 0Likes

    ผมชอบบทความนี้มากเลยครับ เพราะผมเองก็อยู่กับ panic มาได้ 7 เดือนแล้ว ยังอุตส่าห์กลับมาเจอกันได้เป็นบางระยะ หมอก็ให้งดน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ กาแฟ ชา แต่มันอดอยากเหลือเกิน กินปุ๊บได้เรื่องเกือบทุกที ส่วนเรื่องวิธีแปลก ๆ ผมจะลองไปทำดูบ้าง น่าจะช่วยได้บ้าง
    ขอบคุณครับ

Leave a comment