ไม่ว่าใครก็คงเคยผ่านเหตุการณ์ฝังใจ เหตุการณ์ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังหลอนขึ้นมาได้ทุกครั้งที่รู้สึกอ่อนแอ แน่นอน เรารู้ว่าสิ่งไหนที่ดีกับเรา เรารู้ว่าเราต้องทำอย่างไรทุกอย่างถึงจะดีขึ้นจนเราสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่มีความเลวร้ายในอดีตมาเป็นอุปสรรคในการค้นหาสิ่งดีๆ ในชีวิต เราควรปรับมุมมอง เราไม่ควรคิดว่ามันเป็นสิ่งที่หลอกหลอนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ปฏิเสธสิว่ามันไม่น่ากลัว และไม่เจ็บปวด ถามว่าเราปฏิเสธได้เต็มปากเต็มคำไหม ก็คงไม่

 

เราเองเป็นคนที่มีเหตุการณ์กระทบใจมากมาย ยิ่งเป็นคนจดจำอะไรเก่ง เป็นมนุษย์อารมณ์ที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจสูง เราเลยยิ่งอ่อนแอและเปราะบาง คนรอบตัวเราก็เช่นกัน ไม่ว่าใครก็มีเรื่องฝังใจกันอย่างน้อยคนละเรื่องสองเรื่อง บางคนหลอนจากการประสบอุบัติเหตุ บางคนหลอนที่พ่อทำร้ายร่างกายแม่ บางคนหลอนที่แฟนบอกเลิก บางคนหลอนที่คนใกล้ตัวจากไปแบบไม่มีวันกลับ บางคนหลอนที่เคยคิดฆ่าตัวตาย บางคนหลอนทุกครั้งเวลาเห็นรอยแผลเป็นจากการทำร้ายตัวเอง บางคนหลอนทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองโดนขืนใจ

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราและคนรอบตัวเราไม่น้อยเลยจริงๆ

 

STAGE 1 : SELF-BLAMING

 

การพัฒนาความรู้สึกหลังพบเจอเหตุการณ์ชวนหลอกหลอนในขั้นแรกที่มักจะเกิดขึ้นคือ การโยนความผิดให้ตัวเอง คนที่สุขภาพจิตแข็งแรงหน่อยอาจจะโยนความผิดให้คนอื่นหรือสิ่งอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านั้น หรือไม่ก็ก่นด่าโชคชะตา แต่กับคนที่จิตใจอ่อนแอและเปราะบาง และโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคซึมเศร้า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นั่นคือเราจะด่าทอตัวเองที่ไม่เข้มแข็งพอจนปล่อยให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น หรือไม่ก็คิดว่าเราเป็นต้นเหตุของปัญหา มากไปกว่านั้นเรายังเคยรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คนอื่นมาเอาเปรียบและฉกฉวยผลประโยชน์ทางจิตใจจากเราโดยที่เราไม่ยินยอม และด่าทอตัวเองที่ยืนหยัดต่อความต้องการที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น และตกเป็นทาสอารมณ์ของตัวเอง เพื่อนเราหลายคนเมาหนักจนวาร์ป ความพังพินาศที่ตามมาทำให้เกือบทุกคนโกรธตัวเองที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ หลายคนฟังแล้วอาจจะบอกว่า ก็ทำตัวเองทั้งนั้นไม่ใช่หรอ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าในแง่หนึ่งมันก็ไม่ผิด แต่มันก็คงไม่ใช่ความผิดเราทั้งหมด แถมบางเรื่องก็ไม่มีคนผิดด้วยซ้ำ มันมีปัจจัยต่างๆ ที่เราควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอารมณ์ของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็ผิดพลาดกันได้ ไม่ว่าใครก็หลุดรุ่ยกันได้ แต่สิ่งที่เราไม่ทำเพราะมันทำได้ยากเหลือเกินก็คือ การหยุดโบยตีตัวเอง

 

การโบยตีตัวเองเป็นสิ่งหอมหวาน เพราะการมีเหตุผลมาตอบตัวเองว่าสิ่งนั้นมีต้นเหตุมาจากอะไร ทำให้เหตุการณ์นั้นๆ เมคเซนส์มากขึ้น และเหตุผลที่ว่านั้นก็คือตัวเราเอง เราไม่อยากเป็นคนไม่ดีที่โยนความผิดให้คนอื่น เราจึงลงโทษตัวเองด้วยการเป็นคนไม่ดีกับตัวเองเสียเอง เพราะมันทำให้เราสบายใจ แต่ความสบายใจนั้นก็แลกมาด้วยสภาพจิตใจที่ปวกเปียกจนถึงขั้นแหลกเหลว และดูเหมือนจะไม่สามารถควบแน่นกลับมาเป็นของแข็งได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังถามตัวเองเสมอว่า เราจะทนทรมานอยู่กับสภาวะแบบนี้ได้นานแค่ไหน แน่นอนว่าการจะก้าวผ่านขั้นนี้ไปได้นั้นต้องการความแข็งแกร่งขั้นสูง แต่เราก็ต้องทำ เพื่อที่จะมีชีวิตต่อไปโดยไม่ทรมานตัวเองเกินไปนัก เพราะจิตใจนั้นเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเรา หากสุขภาพใจเราไม่ดี เราเองก็คงหายใจบนโลกนี้ต่อไปได้ยาก และชีวิตของเราต่อจากนี้ก็อาจไร้ความหวัง

 

STAGE 2 : SELF-HEALING

 

ถึงจะยาก แต่หากเราคิดแบบนั้นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรักษาแผลใจของตัวเองให้หายดี การเผชิญหน้ากับความจริงก็เป็นทางหนึ่ง แต่จะทำได้นั้นเราก็ต้องมีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเอาอารมณ์ขันมากลบเกลื่อน ด้วยการแซวตัวเอง หัวเราะตัวเอง และเล่นมุขกับเหตุการณ์นั้นๆ ให้คนอื่นฟัง จนดูเหมือนกับว่าเราทำใจได้แล้ว จนดูเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ และไม่ได้กระทบจิตใจเรายาวนานอย่างที่มันเป็นจริงๆ แต่เรากลับหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วการกระทำแบบนี้ในบางครั้งนั้นเป็นการหลอกตัวเอง นี่คือสิ่งที่เกิดกับเราและคนรอบตัวเรามากที่สุด

 

อีกประเภทของการหลอกตัวเองคือ การพร่ำบอกตัวเองว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น นั่นคือไม่พูดถึงมัน และพยายามลืมมันไป พยายามโยนทิ้งซึ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด พยายามลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นมันและปล่อยให้มันได้ทำร้ายเราซ้ำๆ ไม่ปริปากบอกใครเกี่ยวกับมัน ทำเหมือนกับว่ามันเป็นความลับที่ควรเก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของพื้นดิน และอีกประเภทคือการหาสิ่งอื่นมากลบทับความเจ็บปวดและแผลเหวอะหวะอันนั้น และทำเหมือนกับว่าเรามีเรื่องดีๆ สิ่งดีๆ และเหตุการณ์ดีๆ อยู่ในชีวิตมากมายจนลืมเลือนความโหดร้ายนั้นไป แต่ที่ไหนได้ ไม่ว่าเราจะทำอย่างไร จะหลอกตัวเองด้วยวิธีไหน สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังเกิดขึ้นจริงอยู่วันยันค่ำ

 

วิธีที่ดีที่สุดในการก้าวข้ามผ่านมันก็คือการเผชิญหน้ากับมันตรงๆ โดยไม่เอาฉากมาบังหน้า ยากเย็นเหลือเกินใช่ไหม แต่ถ้าไม่ใจร้ายกับตัวเองในตอนแรก เราก็ไม่อาจปลอบประโลมมันได้ในภายหลัง ฉากที่เราเอามาบังมันกั้นไม่ให้เราโอบกอดจิตใจตัวเองอย่างอ่อนโยนได้ กลายเป็นว่ามันกับเรายืนอยู่บนคนละฝั่งของความเดียวดาย กกกอดตัวเองเรื่อยไปโดยไม่มีใครหายไข้ แล้วเมื่อไหร่กันเราถึงจะยอมรับมันได้กัน

 

สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงการย้ำกับตัวเองว่า มันเกิดขึ้นจริงก็จริงอยู่ แต่มันไม่ได้ทำให้เราตายจากโลกนี้ไป มันอาจทำให้เราสูญเสียตัวตนภายนอก จนคิดไปเองว่าเราไม่เหลืออะไรมาจำกัดความชีวิตตัวเอง แต่มันไม่ได้ทำให้เราสูญเสียตัวตนที่เป็นส่วนที่แท้จริงของจิตใจ เชื่อเถอะว่าส่วนลึกที่สุดนั้นยังอยู่ มันยังไม่หายไปไหน เพราะถ้ามันหายไป เราคงไม่มามีความรู้สึกท่วมท้นกับสิ่งต่างๆ ประสบการณ์ต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ และบุคคลต่างๆ มากมายขนาดนี้ การที่เรายังมีความรู้สึกเป็นสิ่งวิเศษ มันทำให้เรามีน้ำเย็นหล่อเลี้ยงจิตใจที่รุ่มร้อนของตัวเองอยู่บ้าง ถึงแม้น้ำเย็นยะเยือกที่ว่าจะเป็นหยดน้ำตาของเราก็ตาม

 

STAGE 3 : SELF-REVELATION

 

ถึงจะฟังดูมีความหวัง แต่กว่าใครสักคนจะผ่านขั้นนั้นไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย การเข้าถึงและตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของการมีอยู่นั้นเป็นเรื่องหนักหนา หลายคนรวมถึงเราเฝ้าไขว่คว้าละห้อยหาสิ่งแทนที่จะพาเราไปสู่จุดนั้นได้ เพราะเราอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง สิ่งแทนเหล่านั้นมีตั้งแต่คนที่เราให้ใจและให้ความสำคัญ กิจกรรมที่เราหลงรักและทุ่มกายเทใจให้ และสิ่งไร้ประโยชน์ที่เราทั้งหลายต่างเสพติดอย่างเหล้า บุหรี่ ยา การฆ่าตัวตาย และการทำร้ายตัวเอง

 

การเอาตัวเองไปผูกติดกับสิ่งแทนเหล่านั้นไม่เคยทำให้เรากลับมาสู่ชีวิตที่สมดุล มันไม่ยั่งยืนและไม่คงทน มันไม่เคยเทใจให้เราและไม่เคยเคียงข้างเราอย่างแท้จริง เราเฝ้าหาความหมายของชีวิตจากมัน เพราะความร้ายกาจของมันนั้นช่างเย้ายวนให้เราเข้าไปหา ความร้ายกาจที่ว่านั้นไม่เคยไม่ทำร้ายเรา คนที่เราเฝ้าคำนึงถึงมักจะหันหลังให้จนเรารู้สึกไร้ค่า กิจกรรมที่เราถือเอาเป็นศาสนามักจะล่อลวงให้เราอุทิศชีวิตจนเรี่ยวแรงไม่เหลือ และสิ่งที่เราเสพติดมักจะทำให้เรากลับไปสู่ขั้นแรกที่เราพูดถึง นั่นก็คือการโบยตีตัวเองจนเป็นแผลเหวอะหวะทั้งตัวและหัวใจ แล้วเราก็ต้องทุ่มกำลังแรงกำลังใจในการสมานแผลนั้นอีก วนเวียนเรื่อยไปเป็นวงจรไม่รู้จักจบสิ้น

 

เราจะไม่บอกว่า เราต้องยึดตัวเองเป็นสรณะ ยึดตัวเองเข้าไว้ว่าเราเป็นที่พึ่งของตัวเอง ว่าเรานี่แหละที่จะให้ความหมายกับชีวิตของตัวเองได้ เพราะมันไม่จริง บางครั้งเราอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นหลักยึดให้ตัวเอง บางครั้งเราทำตัวไม่สมกับให้ตัวเองนับถือ และบางครั้งเราพังเกินกว่าจะหายใจ แล้วอะไรน่ะเหรอที่เป็นที่พึ่งให้เราได้ เราคิดว่าคำตอบของเราคือ การเริ่มตระหนักว่า ชีวิตคือความหมายของชีวิตในตัวของมันเอง

 

บางทีหากเรามองว่าชีวิตต้องสมบูรณ์แบบ ชีวิตต้องสวยงาม ชีวิตต้องไม่มีรอยแผล เราก็จะเจ็บปวดกับความจริงที่ถูกปิดบังไว้ นั่นคือชีวิตนั้นโหดร้ายกว่าที่เราคิด เราต้องผ่านความมืดมิดในหลายช่วงเวลา แถมอุโมงค์นั้นก็ยาวเกินกว่าเราจะทนไหว เราอาจต้องข้ามผ่านสามขั้นตอนที่ว่าซ้ำซากเรื่อยไป แต่ในขณะเดียวกันมันก็จริงจนเราอดยิ้มให้ไม่ได้ และคงไม่มีอะไรจริงไปกว่าชีวิตอีกแล้ว
ชีวิตไม่หลอกเรา มันไม่โป้ปดเหมือนการทำร้ายตัวเองที่หลอกให้คิดว่าเราจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ทำ มันไม่โกหกเหมือนคนบางคนที่ไม่ได้ให้ใจกับเราจริง มันไม่โอ้อวด แต่ซื่อสัตย์กับความจริงที่ว่า มันกร้านและทานทนต่อโลก และความหมายของชีวิตก็คือชีวิต ชีวิตที่ขยับเคลื่อนไหวได้ด้วยลมหายใจของตัวมันเอง

 

ILLUSTRATION: PANYAVEE
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

2 Comments

  • jay
    Posted 10/08/2016 at 1:02 pm 0Likes

    ขอบคุณมากครับ
    ฝากด้วยครับ http://www.herb2016.blogspot.com

  • Monnkhang
    Posted 01/05/2017 at 1:08 am 0Likes

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในขั้นแรกเลย รู้สึกเหมือนกำลังลงไปในบ่อโคลน พอได้อ่านแล้วรู้สึกดีขึ้นหน่อย 🙂 ถ้ายังมีชีวิต บ่อนั่น เดี๋ยวก็ได้ขึ้นเ และเดี๋ยวก็ได้ก้าวลงไปใหม่เนอะ(แต่จะขึ้นมาให้ไวกว่าเดิม)

Leave a comment