พอพูดถึงการตั้งปณิธานปีใหม่ เราเห็นหลายคนเขียนลิสต์กันยืดยาว ตั้งแต่สามข้อเบาๆ จนถึงห้าสิบข้อยาวเหยียดเป็นหางว่าว แต่ถามจริงว่าทำได้จริงกี่ข้อ เพราะพอผ่านไปสักเดือนสองเดือน ไม่ว่าใครก็ลืมหมดแล้วไม่ใช่หรอ แล้วมันจะต่างอะไรกับการจดสิ่งที่ต้องทำประจำวันแล้วพยายามขีดฆ่าให้หมดไปทีละข้อล่ะจริงไหม จะดีกว่ารึเปล่าถ้าเราลองไม่คิดว่าสิ่งที่เราอยากมันเป็นการบ้านประเภท ฉันต้องผอมลงกี่โล ฉันต้องออกกำลังอาทิตย์ละกี่ครั้ง ฉันจะวิ่งให้ได้กี่โล ฉันจะอ่านหนังสือให้ได้กี่เล่ม ฉันจะทำงานให้ได้เท่านี้เท่านั้น ฯลฯ เพราะการทำแบบนี้มันคือการกดดันตัวเองมากเกินไปโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นในชีวิต เมื่อก่อนเราเป็นแบบนั้นเลย แต่พอกินยาแล้วปัจจัยมันงอก เราเลยได้เรียนรู้ว่าเราควบคุมปัจจัยทุกอย่างในชีวิตไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นมาเน้นที่คุณภาพแทนที่จะเป็นปริมาณ แล้วโยนลิสต์นั่นทิ้งไปซะดีกว่า

 

ATTITUDE OVER BEHAVIOR

 

ปณิธานปีใหม่ของคนที่เรารู้จักมักจะออกมาในรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเราไม่ได้บอกว่ามันแย่ แต่ต้องอย่าลืมว่าครึ่งหนึ่งของพฤติกรรมที่เราอยากเปลี่ยนเนี่ยมันอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเรา ซึ่งเราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น บางคนตั้งปณิธานว่าต้องเข้าสังคมให้มากขึ้น ทั้งที่เป็นคนรักสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย และขี้อาย แบบนี้เรามองว่าไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ การเป็น introvert ไม่ได้มีอะไรเสียหายสักหน่อย แต่ถ้ารู้สึกว่ามันส่งผลเสียกับชีวิตที่ผ่านมาจริงๆ จะลองปรับดูก็ได้นะ ส่วนถ้าปรับแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่หรือไม่สบายใจขึ้นมาก็อย่าก่นด่าตัวเองที่ทำไม่ได้นะ คนแต่ละคนก็มีบุคลิกต่างกัน อย่าไปฟังคำของคนที่ชอบพูดว่าทำแบบนี้ไม่ดี ทำแบบนั้นดีที่สุด ทำแบบนี้แล้วชีวิตจะดี เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่าความถูกผิดดีเลวที่แต่ละคนมองมันไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่าประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคนจะหลอมรวมกันมาเป็นตัวเราที่มีทัศนคติและวิธีคิดแบบไหน
 
ทัศนคติและวิธีคิดเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราที่อยู่ลึกกว่าพฤติกรรม จะบอกว่ามันเป็นหนึ่งในตัวสั่งพฤติกรรมก็คงได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนอะไร เราจะเลือกเปลี่ยนที่ทัศนคติและวิธีคิด แล้วรูปแบบของการกระทำหรือสิ่งอื่นจะตามมาเป็นชุดโดยที่เราไม่ต้องบังคับขู่เข็ญตัวเอง เพราะมันต้องค่อยเป็นค่อยไป มันต้องเกิดจากการที่เรารู้ด้วยตัวเองว่าวิธีเก่าที่เราเคยใช้มองโลกมันอาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว หรือเพราะมันเคยทำร้ายเรามามากจนเราไม่อยากมองโลกแบบนั้นอีก ถ้าเปลี่ยนผิวเผินที่พฤติกรรมมันจะควบคุมยาก แต่ถ้าเปลี่ยนที่ทัศนคติมันจะกว้างกว่า แล้วก็เครียดน้อยกว่า เพราะไม่ได้เจาะจงลงไปที่จุดไหน แค่ใช้เซนส์ก็พอ แต่ถ้าเราพอใจกับทัศนคติและวิธีคิดของตัวเองอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยน จับมันไว้ให้มั่น แล้วมันจะยั่งยืนเอง

 

PROCESS OVER RESULT

 

อีกรูปแบบของปณิธานปีใหม่คือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมองเห็นได้ด้วยตา แต่การคำนึงถึงแต่จุดหมายปลายทางบางทีก็บั่นทอนกำลังใจได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าจุดหมายนั่นมันไกลมากจนมองไม่เห็นแสงรำไร ยิ่งทำให้หมดหวังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างช่วงที่เราวิ่งมินิมาราธอนถี่ๆ มันจะมีความรู้สึกอยากเอาชนะสถิติตัวเองตลอดเวลา ซึ่งการอยากเอาชนะตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องอย่าอินกับมันมากเกินไป ตอนนั้นเราวิ่งจนเจ็บเข่า แต่ก็ยังอยากเอาชนะตัวเอง ไม่ยอมหยุดวิ่ง แล้วก็สมัครโปรแกรมอื่นต่อ เคยถึงกับตั้งเป้าไว้ว่าปี 2016 จะวิ่งฮาล์ฟมาราธอนให้ได้ ซึ่งจู่ๆ เราก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันไม่จำเป็นเลย ถ้าเราวิ่งครบแต่ต้องทรมานตอนกลางทางเพราะเจ็บเข่า ทำให้ซึมซับความรู้สึกกระชุ่มกระชวยตอนวิ่งได้ไม่เต็มที่ มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องดี หรือตั้งเป้าว่าปีนี้จะต้องทำงานให้ได้ปริมาณเท่านี้เท่านั้น แต่ไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของงาน หรือกระทั่งคุณภาพชีวิตตัวเอง อันนี้ก็อันตราย
 
เราว่าชีวิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะ เราเองเป็นคนทะเยอทะยาน และเชื่อเสมอว่าเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง จนกระทั่งตอนนี้เราก็ยังเชื่อแบบนั้น แต่เราพยายามแบ่งใจมาโฟกัสที่ระหว่างทางด้วย เพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้น แต่มองกลับมาแล้วไม่มีอะไร ใคร หรือเรื่องราวไหนให้จดจำเลย มันคงเศร้าน่าดู อย่าปฏิเสธแล้วบอกว่ามองแต่อนาคต ไม่มองอดีต เฮ้ย มีใครทำได้ตลอดรอดฝั่งด้วยหรอ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีสามอย่างคือความทรงจำในอดีต การรับรู้ในปัจจุบัน และความหวังในอนาคต แต่ถ้าปณิธานของเรามีแต่เป้าหมายที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรม มันก็มีแค่อนาคตน่ะสิ แล้วความละมุนละไมในชีวิตล่ะ อาจจะฟังดูโลกสวยม๊ากมาก แต่เราเชื่อจริงๆ ว่าการจัดสมดุลให้กับสามองค์ประกอบของเวลาที่ว่าไปเป็นเรื่องที่โคตรสำคัญเลย ไม่งั้นคงไม่มีคนมากมายมาเขียนทบทวนชีวิตตัวเองในรอบปีที่ผ่านมาทุกวันสิ้นปีหรอกจริงมั้ย

 

NEW YEAR IS THE TIME TO START EMBRACING YOURSELF

 

ปณิธานปีใหม่ของเราคงเป็นการได้มีชีวิตที่สมดุลขึ้น ซึ่งเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไง แต่ที่รู้คือด้านล่างนี้คือทัศนคติเดิมของเราที่เราอยากคงไว้ เพราะมันช่วยชีวิตเรามาแล้วหลายครั้งหลายครา เรามิบังอาจจะกล่าวว่าสามข้อด้านล่างนี้จะเป็นเวอร์ชั่นที่ดีสำหรับคนอื่น เพราะมันคงไม่ได้เหมาะกับทุกคนอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวมากๆ แต่เราอยากลองแชร์ทิ้งไว้ในวาระปีใหม่ เผื่อว่ามันจะเหมาะกับใครบางคนที่กำลังอยู่ในภาวะเดียวกับที่เราเคยผ่านนะ

 

1. สิ่งที่ทำแล้วสบายใจคือสิ่งสำคัญ เพราะมันจะเป็นตัวบอกว่าเราควรมุ่งหน้าไปทางไหน หรือแก้ปัญหาชีวิตยังไง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วย อย่างเรามีหลายตัวช่วยที่จะทำให้สบายใจได้ อาจไม่ใช่ในพริบตา แต่ก็เร็วพอที่จะไม่ทำให้เราหลุดซะก่อน นั่นก็คือการเอาตัวเองออกไปจากเมืองที่เราใช้ชีวิตอยู่ ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนที่หลับนอน เปลี่ยนผู้คนที่พบเจอ ซึ่งเราเถียงเสมอว่านี่ไม่ใช่การหนีปัญหา แน่นอนว่าตัวช่วยนี้ต้องใช้เงิน เราเลยทำไม่ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้ตัวช่วยฉุกเฉินออกฤทธิ์ระยะสั้น นั่นก็คือการนอน แต่สำหรับคนที่นอนไม่ได้เพราะทำงานประจำ การนัดเจอเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจบ่อยๆ ก็ช่วยได้นะ เรารู้ว่าในความเป็นจริง life fix หรือตัวช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นน่ะมันหายาก เพราะเราไปก๊อปปี้ใครมาไม่ได้ทั้งหมด เราต้องทดลอง ต้องหาเอง ถึงจะรู้ว่า life fix แบบไหนที่เหมาะกับเรา ซึ่งหลักการของเราคือเลือกสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจไว้ก่อน ถ้าได้ยินประโยคนี้ลอยๆ คงคิดว่าเราเป็นพวกเห็นแก่ตัวมากเลย แต่ที่มาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะตัวเราเองนี่นะ ถ้าบางครั้งเราแค่อยากเอาตัวเองให้รอดก่อนก็คงไม่เลวร้ายนักหรอก

 

2. คนที่พิเศษสุดสำหรับเราก็คือตัวเอง เราย้ำแบบนี้กับตัวเองเสมอเวลาเรารู้สึกผิดกับคนอื่นหรือรู้สึกเกลียดตัวเอง เพราะเรารู้ดีว่าถ้าจะอยู่ให้ได้ เราต้องสลัดความรู้สึกแย่เกี่ยวกับตัวเองทิ้งไปซะ ซึ่งพอเรามองตัวเองแบบนั้นได้โดยแท้จริงแล้วครั้งนึง (หมายถึงรู้สึกรักตัวเองขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้พยายามยัดเยียดหรือกดดันตัวเองให้รู้สึกแบบหลอกๆ) ครั้งต่อไปมันก็จะง่ายขึ้น เพราะเราจะจำความรู้สึกนั้นได้แม่นยำเลยล่ะ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นนะ อบอุ่นมากกว่าอ้อมกอดของคนอื่น และพิเศษกว่าอ้อมกอดของพ่อ แม่ เพื่อน หรือแฟน ฟังดูเว่อร์อีกแล้ว แต่สำหรับเรามันเป็อย่างนั้นจริงๆ ช่วงเวลาที่มนุษย์เราอ่อนแอ สิ่งที่จะทำให้เรารู้สึกดีที่สุดก็คือ การที่เรามั่นใจว่าตัวเราเองสำคัญพอ พิเศษพอ และแข็งแกร่งเพียงพอที่จะผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง อย่าไปให้เครดิตใครมากกว่าตัวเองไม่ว่าจะเรื่องอะไร ชีวิตมันเหี้ยกับเรามาก แต่ทุกครั้งที่เราผ่านมันมาก็ด้วยตัวเองเป็นหลักไม่ใช่หรอ แน่ล่ะว่าคนอื่นก็ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ถ้าเราไม่กล้าหาญพอที่จะเอื้อมมือออกไป แล้วเราจะรอดได้ยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นเชื่อในตัวเองนะ

 

3. โอบกอดชีวิตไว้ ถึงมันจะทำร้ายเราในบางเวลา ความโหดร้ายของชีวิตที่ประดังประเดเข้ามาถือเป็นบททดสอบที่ถ้าเราผ่านมันไปได้ นั่นแสดงว่าเราเข้มแข็ง กล้าหาญ และพิเศษพอที่จะอยู่เรียนรู้แง่มุมที่ดีของชีวิตต่อไป แต่ถ้าเรายังผ่านมันไปไม่ได้ จงโอบกอดชีวิตไว้ เพราะยิ่งเรารักมันมากเท่าไหร่ กอดมันแน่นเท่าไหร่ อยากอยู่กับมันมากเท่าไหร่ มันก็จะใจดีพอให้เราได้อยู่กับมันนานขึ้นเท่านั้น ชีวิตไม่ได้ใจร้ายเสมอไป ถ้าเราไม่เจอแง่มุมที่อบอุ่นของมัน แข็งใจรออีกนิด หรือถ้ายังไหวก็ลองสร้างมันขึ้นมาเองทีละน้อยนะ

 

ILLUSTRATION: NAKROB/MOON/MARS/NUT
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment