หลายคนต่อให้ไม่ได้เป็นไบโพลาร์ก็คงจะเคยพูดสองคำนี้มาบ้าง เดี๋ยวก็บอกว่าดาวน์ เดี๋ยวก็บอกว่าสวิง แต่เฮ้ย จริงๆ แล้วมันคืออะไร หรือมันเป็นแค่ข้ออ้างในการทำตัวแหลกเหลวกันแน่ ในฐานะที่เราเป็นไบโพลาร์ ถึงจะกินยาจนนิ่งมากๆ แล้ว แต่เวลาเมนส์ใกล้มาหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบแน่ เราก็ยังดาวน์อยู่บ้าง (ที่เห็นเขียน Survival Guide โลกสวยได้บ่อยๆ นี่คือสต็อกไว้ตอนไม่ดาวน์นะจ๊ะ) บางทีเราบอกคนใกล้ตัวว่า วันนี้ดาวน์ว่ะ วันนี้สวิงว่ะ คำถามที่จะเกิดขึ้นต่อมาก็คือ ดาวน์เพราะอะไร สวิงเพราะอะไร มันรู้สึกแบบไหน ไม่เข้าใจ ซึ่งเราไม่มีคำตอบให้ พอตอบไม่ได้ คนถามก็จะงงไปอีก เราเลยอยากมาเล่าประสบการณ์การดาวน์และสวิงแบบคร่าวๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง -ไม่ใช่มนุษย์ไบโพลาร์- ไว้ ณ ที่นี้

 

FEELING DOWN IS AN ESSENTIAL PART OF LIFE

 

ถ้าจะพูดกันแบบอิงหลักการ ความรู้สึกดาวน์ก็คงจะเป็นการ feeling depressed (ที่ไม่ใช่ depression หรืออาการซึมเศร้า) ทั่วไปที่ไม่ว่าใครก็เจอ อย่างเช่นการทำงานหนักแล้วเหนื่อยมากอยากวาร์ปกลับบ้านไปซุกอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆ แต่ทำไม่ได้ โมเม้นต์ที่รู้ว่าคนที่แอบชอบมันไปมีแฟนซะแล้ว ขนมที่อยากกินขายหมดก่อนเราไปถึง ร้านอาหารที่เราอยากกินมันปิดวันนั้นพอดี หรือฝนตกแล้วเฉอะแฉะไปหมด ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุแห่งความดาวน์ได้ทั้งนั้น แต่เหตุอื่นๆ ล่ะมีไหมนะ หลายคนคงสงสัย

 

สำหรับเรา การดาวน์ไม่ได้มาจากเรื่องที่ว่าไปข้างบนเลย เพราะการเป็นไบโพลาร์และกินยาจนนิ่งเกินเนี่ยมันทำให้เราเป็นซอมบี้ ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรแบบนี้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไม่ดาวน์ แต่คือการดาวน์แบบไม่มีเหตุผล ชิบหายละทีนี้ แล้วเราจะโทษอะไรล่ะนอกจากตัวเอง นี่แหละปัญหา เพราะการโทษตัวเองน่ะไม่ใช่เรื่องที่เฮลตี้เอาซะเลย เดชะบุญที่เราเป็นโรคที่ฮอร์โมนไม่สมประกอบ เราเลยโทษฮอร์โมนซะ (เลวจัง) แต่ก็ไม่ได้ผิดไปซะหมดหรอก เพราะจากการสังเกตแล้ว เรามักจะดาวน์ในช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะมา (สาวๆ ที่ไม่เคยจดวันประจำเดือนมา ลองจดไว้หน่อยก็ดีนะ จะได้สังเกตอารมณ์ตัวเอง) หรือช่วงที่ปรับยา อะไรแบบนี้

 

ทีนี้ความรู้สึกดาวน์มันมีหน้าตายังไง หลายคนคงยังไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเราลองยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ทุกคนน่าจะเคยผ่านมาแล้วกันเนอะ อย่างเช่นเราไปทำธุระมาแล้วเสร็จธุระในช่วงเวลาก้ำกึ่ง เลยไม่อยากกลับบ้าน อยากหาที่พักผ่อนหย่อนใจ ดื่มด่ำบรรยากาศ (และแอลกอฮอลล์) สักหน่อยก่อนกลับบ้าน แต่ไม่มีใครว่างไปด้วย แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา และแน่นอนว่าพอเห็นระเบียงห้องที่คอนโดก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาจนต้องรีบเดินไปปิดม่าน นั่นแหละอาการดาวน์ มันคือความรู้สึกว่าง โหวง ไม่มีที่ไป ไม่อยากกลับบ้านแต่ก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่อยากอยู่กับตัวเองแต่ก็ไม่รู้จะอยู่กับใคร หรือต่อให้รู้ว่าจะอยู่กับใครเราก็ไม่อยากสนทนากับเขา เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับความสุขตามนิยามของคนอื่น มันคือความหดหู่ที่ฝังอยู่ในใจเหมือนโดนเมฆหมอกสีเทาห่อตัวเราไว้ เราจะไม่อยากเคลื่อนตัวไปไหน อยากอยู่นิ่งๆ แบบนั้นไปนานๆ ซึ่งที่จริงแล้วความรู้สึกแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกคนในปริมาณที่ต่างกันไป จนในแง่หนึ่งมันก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

 

THE CORE OF MOOD SWING IS ALMOST TOO HARD TO GET

 

ถ้าพูดถึงอาการสวิง หลายคนคงนึกถึงอาการ PMS (Pre-menstrual Syndrome) หรืออาการที่สาวๆ ชอบเหวี่ยงแดกช่วงก่อนหรือระหว่างเมนส์มา เช่น กินไม่หยุดจนตัวบวม อารมณ์เสียแทบจะตลอดเวลา แทรกด้วยการร้องไห้แบบไร้เหตุผลเป็นช่วงๆ แต่พอเมนส์หมดก็จะหายไป แต่ mood swing ของคนที่เป็นไบโพลาร์ คนที่ฮอร์โมนในสมองไม่ค่อยสมดุล หรือคนที่ออนยาอยู่ มันจะซับซ้อนกว่านั้น

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คือ ถ้าเป็น PMS ในบางครั้ง (ย้ำว่าบางครั้ง) ความรู้สึกจะชัดกว่า เราจะพอบอกได้บ้างว่า เราเศร้าเรื่องอะไร เราหงุดหงิดเรื่องอะไร ฮอร์โมนแค่เป็นตัวกระตุ้นให้เราแสดงพฤติกรรมแบบที่ควบคุมไม่ได้ออกมา เราเลยเผลอเหวี่ยงเพื่อน เผลอโกรธแฟน เผลอตบตีตัวเอง เพราะสติยั้งคิดมันหายไปชั่วคราว แต่อาการสวิงของคนที่มีปัญหา mental health มันจะออกมาในรูปแบบความความงุนงง หลายความรู้สึกผสมปนเป จนเราแยกไม่ออกว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่ เพราะความรู้สึกสวิงมันเป็นมวลหลวมๆ เหมือนความรู้สึกแบบเมากรึ่ม แต่ตัดความรู้สึกดีทิ้งไป ไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกยังไงกับวินาทีปัจจุบัน และระหว่างที่เรากำลังอึดอัดกับการต้องหาคำตอบ นาฬิกาชีวิตและนาฬิกาอารมณ์ก็เดินไปเรื่อยๆ เข็มขยับครั้งนึง เราอาจจะรู้สึกอยากร้องไห้ เข็มขยับอีกครั้งนึง เราอาจรู้สึกคิดถึงแฟนเก่า เข็มขยับอีกครั้งนึง เราอาจรู้สึกรักตัวเองขึ้นมา หรือพอเข็มขยับอีกครั้งนึง เราอาจกำลังหยิบคัตเตอร์มาจ่อที่ข้อมือตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะ take action อะไรในทันที เราแค่ ‘รู้สึก’ ก็เพียงเท่านั้น

 

หลักการของอาการสวิงในคนที่มี mental illness เป็นเรื่องเข้าใจยาก เพราะมันมองไม่เห็นภาพ ไม่เห็นเหตุและผล ไม่เห็นตรรกะในนั้น แต่ถ้ามองว่าไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือ mental disorder อื่นๆ เป็น ‘โรค’ หรือ ‘clinical disorder’ แล้วเนี่ย เราเชื่อว่าเราจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังสวิงได้ดีมากขึ้น เหมือนกับขี้แมลงวันที่ขึ้นบนหลังของใครสักคน ถามหน่อยว่าเราจะไปรู้ได้ยังไงว่ามันขึ้นมาจากไหน มันก็แค่มีขึ้นมา แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องต่างๆ บนโลกนี้ไม่ได้มีเหตุผลเต็มร้อยไปซะทุกเรื่องหรอก

 

ALL ABOUT MY DESTRUCTIVE SOLUTIONS

 

ทุกปัญหาย่อมต้องมีทางออก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเจอมันในครั้งแรก เราเองไม่ว่าจะก่อนกินยาหรือหลังจากกินยาจนคงที่แล้ว สิ่งที่เรามักจะพุ่งเข้าไปหาเวลาดาวน์หรือสวิงก็คือ ‘แอลกอฮอลล์’ สิ่งที่ทุกคนต่างรู้ว่ามันเป็นปฏิปักษ์กับยาและอาการทั้งสองนี้ขนาดไหน เราเคยพูดถึงไปหลายครั้งแล้วว่าถ้าอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จงอย่ากิน หรือออนยาอยู่ยิ่งห้ามกิน แต่เรานี่แหละตัวแหกกฎ นั่นคือทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควร เราก็ยังหยุดไม่ได้

 

เราไม่ได้เป็นหนักถึงกับเป็น alcoholic คือร่างกายเราไม่ได้เรียกร้องมันขนาดนั้น เรายังไม่ได้ดื่มทุกวันทั้งวันหรือดื่มเป็นนิสัย ถ้ารู้สึกปกติดีเราก็ไม่ได้คิดถึงมัน แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงคือการที่เรายึดเอาเบียร์เป็นที่พึ่งทางใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในยามที่เรารู้สึกดาวน์หรือสวิง แทนที่เราจะนึกถึงการร้องไห้ การฟังเพลง การออกไปวิ่ง การทำงาน หรือการเขียนหนังสือ อยู่มาวันนึงเบียร์กลับกลายเป็นสิ่งแรกที่เรานึกถึง ช่วงก่อนกินยา พอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะ collapse (ไม่ว่าจะทางกายคือทำงานไม่ไหวแล้ว หรือทางใจคือหดหู่ขนาดหนัก) สิ่งแรกที่ทำกลับไม่ใช่การโทรบ่นกับเพื่อน แต่คือการดิ่งไปเซเว่นแถวหอแล้วซื้อเบียร์สองกระป๋องขึ้นไปกินบนห้องคนเดียว หรือไม่ก็พยายามหาว่าใครมัน hang out อยู่ร้านเหล้าบ้างวะจะได้เข้าไปแจม ปัญหาคือมันไม่ได้เป็นแบบนี้แค่ครั้งสองครั้ง แต่เป็นบ่อยครั้งติดกันเป็นปี มีเว้นบ้าง แต่สักพักก็จะวนกลับมาสู่วงวงจรเดิม ซึ่งบางทีก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่บางทีกลับสวิงหนักกว่าเดิม เอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยง แต่ที่เราเสี่ยงก็เพราะไม่ว่ามันจะออกเบอร์ไหน มันก็จะไม่มีทางกลับไปดาวน์ อย่างแย่ก็แค่สวิงหนักขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำหรับเรา เราทนอาการสวิงได้มากกว่าอาการดาวน์ประมาณนึง

 

เราหยุดดื่มไปราวๆ ปีนึงหลังเริ่มกินยา เพราะพอมันมาปะทะกันแล้ว side effects มันหนักจริงๆ แต่พอยาคงที่แล้ว เราก็กลับมากินอีก แต่คราวนี้เรากินแบบมนุษย์ปกติ เพราะเมื่ออารมณ์คงที่ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งมันอีก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราก็ยังดื่มอยู่บ้างเวลาเข้าสังคม แต่มันไม่ได้สุดโต่งแบบเดิมอีกแล้ว จนถึงช่วงหลังๆ มานี้ที่เรารู้สึกว่ายาออกฤทธิ์ดีเกินไปทำให้เราไม่ค่อยมีความรู้สึก เราเลยกลับมาดื่มถี่ๆ อีกครั้ง เพื่อที่จะให้มีอารมณ์ทำสิ่งที่เรารักมากขึ้น เรารู้ว่ามันไม่ใช่ตัวช่วยที่ดีนัก แต่เรายังมีความหวังว่าถ้าเราใช้มันอย่างพอดีและมีสติรู้ตัวเสมอว่าเราจะกลับมาอยู่ในจุดที่สมดุลได้ในไม่ช้า การแหกกฎบ้างในบางเวลาก็คงจะไม่เป็นการทำร้ายตัวเองมากจนเกินไปนักเนอะ

 

ลองอ่าน ทริคการต่อสู้กับฮอร์โมน ของเราดู ถึงจะยังทำไม่ได้เต็มร้อย แต่มันดีจริงๆ นะ 🙂

 

ILLUSTRATION: NANANCL
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

3 Comments

  • itsme
    Posted 09/01/2016 at 8:20 pm 0Likes

    ในช่วงเวลากำลังดาวน์แบบเรา พออธิบายใครก็จะไม่เข้าใจ
    ล่าสุดเราเพิ่งบอกอาการของเรากับคนใกล้ตัว แต่เค้าบอกมาว่ามันคือเรื่องปกติ
    เพราะเค้าก็เป็นเดี๋ยวดีใจเดี๋ยวร้องไห้ ซึ่งมันยากที่จะอธิบายให้เค้าเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่นั้นจริง ๆ

    เคยมีอยู่ช่วงนึงที่ทำงาน ช่วงนั้นหมอให้ยาเราผิดเข้าใจว่าเราแมเนียมากเกินไปเลยให้ยาลดแมเนีย
    เลยกลับเป็นว่าอาการหนักกว่าเดิม ทุกครั้งที่รถเมย์อยู่ ๆ มันก็จะรู้สึกโหวงพอรู้ว่าต้องกลับมาอยู่ห้องคนเดียว
    แล้วความรู้สึกเหมือนอยู่ ๆ ก็วูบ น้ำตาจะไหลตลอดเวลาที่อยู่บนรถเมย์ ทรมานมาก ๆ

    ก็เข้าใจคนรอบข้างแหละว่าทำไมเค้าถึงไม่เข้าใจเรา ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นจริง ๆ

  • Gopgaap
    Posted 15/01/2016 at 10:30 am 0Likes

    ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า ผมไม่ได้รู้สึกอยู่คนเดียว

    แค่นั้นก็รู้สึกดีและมีพลังในการอยู่กับมันมากขึ้นแล้ว

    ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว ผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองสวิงขึ้นลง (ถึงขั้นเคยคุยกับเพื่อนและคนข้างๆ ว่า รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ชายมีเมนส์ ฮ่าๆ) และจะสวิงมากขึ้นเป็นพิเศษหลังผ่านเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งทำให้มีความสุขมาก แล้วต่อมาแป๊บนึงมันก็วูบลงมาเลยเหมือนโกหก เหมือนว่าไอ้เรื่องดีๆ เมื่อสองสามวันก่อนนี่มันอะไรกัน

    สิ่งที่ทำให้ผ่านมาจากช่วงเวลานั้นได้คือ คำพูดของคนรอบๆ ตัวที่บอกว่า “ใจเย็นๆ”

    ถ้าคิดดูดีๆ บางอย่างมันก็ยังดีของมันอยู่นั่นแหละ แต่เราไปคิดว่ามันไม่ดี หรือไปนอยด์เอาเอง… ตอนนั้นก็ใช้เวลานิดหน่อย แล้วมันก็นิ่งขึ้นมากเลยนะ

    ตอนนี้ก็ผ่านระยะแบบนั้นอีกครั้ง (เลยรู้เลยว่า ภาวะแบบนี้มันไม่ได้หายไปไหนหรอก) และก็ยังใจเย็นๆ อยู่ หวังว่ามันจะดีขึ้นเร็วๆ นี้

  • ซันนี่
    Posted 07/02/2018 at 10:51 am 0Likes

    กำลังสวิงอยู่เลยค่ะ แต่เราไม่ได้เป็นอารมณ์สองขั้ว เราเป็นซึมเศร้า จริงๆก่อนหน้านี้เรารู้สึกคงที่ขึ้นมากแล้ว แต่จู่ๆช่วงนี้ก็ดาวแบบไร้เหตุผลขึ้นมา(มันมีต้นเหตุนะ แต่ไร้สาระมาก) ร้องไห้จนหลับ ตื่นมาก็ยังกลวงๆ เป็นความรู้สึกที่เราเกลียดมาก ยาก็กินแล้วทำไมมันถึงกลับมาอีก นอนก็นอนอิ่มเพราะกินยานอนหลับ นอนดีขนาดนี้เราไม่ควรจะสวิงแล้วหรือเปล่า!

    ตอนนี้รอไปตรวจฮอโมนต่อมใต้สมองอยู่ค่ะ ถ้าเป็นที่ฮอโมนอาจจะเปลี่ยนยาแล้วดีขึ้นกว่านี้ เราหาหมอกายช้าไป จริงๆจิตแพทย์เราเคยบอกว่าควรหาหมอกายมาก่อนก็จะดี

Leave a comment