จากที่เคยพูดถึงยาสำหรับ mental illness ไปมากมายหลายตอน แน่นอนว่าเป็นเพราะเราสองคนกินยาแล้วได้ผล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะง่ายขนาดว่าเอายายัดปาก ดื่มน้ำตาม กะพริบตาสองทีแล้วจะหายดีเป็นปลิดทิ้ง มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นครับพี่น้อง ต่อให้เราผ่านพ้นวิกฤติ side effects กันไปได้แล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำ จำประโยคในหนังเรืองฟรีแลนซ์ได้ไหม ที่หมออิม หรือ ใหม่ ดาวิกา พูดว่า “คุณไม่ช่วยหมอเลยอ่ะ” เรื่องเดียวกันเลยครับ ยาเหล่านี้ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเราเหมือนกัน เพราะไม่งั้นมันก็จะไม่สามารถออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ได้ และต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรทำเพื่อสนับสนุนยาอันเป็นที่รักของเรา เพื่อให้มันสนับสนุนสภาวะกายและจิตที่ดีของเราต่อไปในภายภาคหน้า มาว่ากันทีละข้อเลย

 

1. กินยาเวลาเดียวกันทุกวัน

 

อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยรู้กันเท่าไหร่ หรือไม่ก็รู้แต่ลืมไปเฉยๆ อันที่จริงแล้วมันโคตรจะสำคัญเลยครับ เพราะมันคือเรื่อง ‘ครึ่งชีวิตของยา’ เปรียบเทียบง่ายๆ เคยเห็นที่ฉลากยาพาราฯ ที่บอกว่าให้กินทุก 4-6 ชั่วโมงใช่ไหมฮะ ซึ่งตามจริงยาพาราฯ มีครึ่งชีวิต 1-4 ชั่วโมง (อ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลยาสากลเลย) หมายถึงทุกประมาณ 4 ชั่วโมง ฤทธิ์ของยาจะลดลงเหลือครึ่งนึง และลดลงครึ่งนึงต่อไปเรื่อยๆทุก 4 ชั่วโมง และมันจะคงอยู่ในร่างกายเราเป็นระยะเวลาเท่านั้น ฉะนั้นถ้ายังไม่หายปวด ก็ควรกินต่อเพื่อเสริมฤทธิ์ยาให้มันเพียงพอ แต่ด้วยความที่พาราฯ มันไม่ได้ทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนในสมอง จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่สะเทือน แต่พอเป็นยา mental illness เท่านั้นแหละ พินาศทันที เพราะเรากินเพื่อให้มันเข้าไปทำงานในสมองเพื่อรักษาระยะยาว เราต้องให้มันคงอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดช่วง หรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดนานมาก เช่น Lexapro มีครึ่งชีวิตประมาณ 27 ชั่วโมง (ซึ่งยาจำพวกนี้ตัวอื่นๆ บางตัว ก็ประมาณ 24-32 นี่แหละ) สมมติวันนี้เรากินไปสามทุ่ม พรุ่งนี้ก็ควรกินสามทุ่ม ถ้าจำเป็นต้องเลทก็ไม่ควรเกินเที่ยงคืนหรือตีสอง เพราะถ้าขาดไปนานๆ ฤทธิ์ยาที่มันประคองสารเคมีในสมองเราจะเริ่มหมดฤทธิ์ (สำหรับเคสที่ลืมกิน จริงๆแนะนำให้ Skip ไปเลยแล้วรอกินเวลาเดิมของวันถัดไป แต่ไม่ควรเกิน 1 รอบของ Half-life นะ) อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ที่กินยาเลทหรือลืมกินแล้วจะเกิดเอฟเฟคเลวร้ายได้ มักจะเป็นคนที่เพิ่งกินยังไม่ถึงปี ถ้ากินมากกว่า 3 ปี เรื่องนี้จะไม่กระทบมากนักค่ะ แต่วิธีการของเราคือตั้งนาฬิกาปลุกไว้เลยทุกคืนเพื่อความปลอดภัย เพราะเป็นคนขี้ลืม

2. อย่าหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว

 

นอกจากหมอแล้ว ไม่มีใครทั้งนั้นที่บอกได้ว่าเราหายแล้วจริงๆ หรือยังไม่หาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน แฟน หรือกระทั่งตัวเราเอง เพราะคนอื่นจะเห็นแต่ภายนอก ส่วนเราก็จะเห็นแต่ภายใน แต่หมอคือคนที่จะเห็นทั้งภายนอก ภายใน และภาพรวมของเราตลอดระยะเวลาการรักษา ไม่ว่าจะกี่เดือนหรือกี่ปี เขาคือคนเดียวที่จดและวิเคราะห์รายละเอียดและพัฒนาการทางอารมณ์ในชีวิตเรามาโดยตลอด รวมทั้งหมอยังเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์มามาก เห็นคนไข้มาหลายเคสทั้งที่คล้ายและไม่คล้ายเรา เขาเลยจะมีวิธีการจัดการที่ไม่เหมือนกับคนรอบตัวเรา หรือกระทั่งเวลาเราจัดการกับตัวเอง เขาจะรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับคนแบบไหน ยาตัวไหนเหมาะกับอาการใด หรืออาการดีขึ้นระดับไหนถึงควรหยุดยา มีคนเยอะมากที่ชอบหยุดยาเอง ไม่ว่าจะเพราะคิดว่าหายแล้ว (ทั้งที่จริงๆ แค่ดีขึ้นแต่ยังไม่หาย) หรือว่าทน side effects บางอย่างไม่ไหว (ทั้งที่จริงๆ มันมีวิธีแก้มากมาย ไม่ว่าจะเปลี่ยนยา ถอนยา หรือเอายาอีกตัวมาบาลานซ์) พูดง่ายๆ ก็คือเชื่อหมอเถอะ ถึงหมอจะไม่เคยเป็น หรือไม่เข้าใจความรู้สึกของเราอย่างถ่องแท้ แต่เขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความรู้เรื่องยาและวิทยาศาสตร์แบบที่เราไม่รู้ และไม่มีทางรู้ได้เท่า แม้จะหาข้อมูลมากมายขนาดไหนก็ตาม

3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอลล์

 

โดยเฉพาะตอนใกล้ถึงเวลากินยานี่ยิ่งห้ามแตะเลย เพราะทั้งคาเฟอีนและแอลกอฮอลล์มีช่วงเวลาออกฤทธิ์ และช่วงเวลาที่มันจะคงอยู่ในกระแสเลือดของเราต่างกัน (ส่วนใหญ่กาแฟ 5 ชั่วโมง แอลกอฮอลล์ 2-5 ชั่วโมง แล้วแต่ดีกรีความแรง) เพราะฉะนั้นไม่กินเลยดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่ได้ (เหมือนเรา) ก็กินให้กาแฟห่างจากเวลากินยาหน่อย ส่วนแอลกอฮอลล์ที่ปกติจะกินกันเวลาเดียวกับยา ก็เอายาไปกินตอนเที่ยงคืนตีสอง หรือไม่ก็ข้ามยาคืนนั้นไปเลย (ไม่แนะนำนะจ๊ะ เพราะบางทีก็โชคดีไม่เป็นไร บางทีก็พังไปสามวัน) แต่…แต่! วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะคนที่กินยาในปริมาณโดสที่คงที่มานานแล้วเท่านั้นนะ ถ้าเพิ่งกิน อยู่ในช่วงปรับยา หรือเพิ่งเริ่มยาตัวใหม่ อย่าสะเออะแตะสองสิ่งนี้ อันนี้ลองมาแล้ว บอกเลยว่าพัง มีแต่พังกับพัง นอนตายอยู่บนเตียงสามวันเป็นอย่างน้อย ห้าวันเป็นอย่างมาก แถมสภาพจิตก็ทุลักทุเล เป็นบ้าหนักหนาสาหัสสากรรจ์ ดำดิ่งกลับลงไปเหมือนช่วงที่แย่สุดๆ อย่างเรานี่กินยาครบปีครึ่งถึงกินเบียร์ ครบสองปีถึงกินกาแฟค่ะ

 

4. ต้องอยากให้อาการดีขึ้นจริงๆ

 

ถ้าไม่อยากดีขึ้น ให้หาหมอกี่คน กินยากี่ตัว หรือกินนานเท่าไหร่ มันก็ไม่ช่วยมากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะยาก็ช่วยแค่ในส่วนของสารเคมีและฮอร์โมนในสมอง แต่ถ้าทัศนคติของเรายังปิดกั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะดีขึ้นได้ หรือไม่อยากหายจริงๆ แทนที่จะดีขึ้นภายในครึ่งปี มันอาจจะต้องลากยาวไปถึงห้าปีสิบปี รังแต่จะท้อใจเปล่าๆ เพราะนั้นถ้าอยากให้อะไรๆ ดีขึ้นก็ต้องสะกดจิตตัวเองหน่อย อย่างเราที่มีปัญหาเรื่อง Excessive Daytime Sleepiness มานานแสนนานและหนักขึ้นเรื่อยๆ (ง่วงหนักมากจนเวียนหัว ปวดหัว ตาลาย หัวชา ขาเปลี้ย ถึงขั้นเดินห้างอยู่แล้วหัวจะทิ่ม) จนสุดท้ายหมอก็จ่ายยาตัวนึงซึ่งช่วยเพิ่มสารโดปามีน แต่ก็ไม่ใช่หวังแต่จะพึ่งยา พึ่งคนรอบข้าง พึ่งไสยศาสตร์ หรือพึ่งกาแฟ (อันนี้วนกลับไปที่ข้อสอง) แล้วไม่พยายามอะไรเลย สิ่งที่เราทำคือพอเริ่มมีอาการ เราต้องบังคับตัวเองให้ขยับตัว ไปอาบน้ำ หรือลุกไปทำอะไรสักอย่าง แล้วสะกดจิตตัวเองว่าต้องไม่เป็นแบบก่อนได้ยาตัวนี้ เราคิดในใจเลยว่า “มึงอุตส่าห์ตะล่อมหมอจนได้ยามาแล้วนะโว้ย มึงต้องไม่นอน มึงต้องใจแข็ง” ไม่งั้นก็เสียเงินฟรี ตับทำงานหนักฟรี ไม่มีอะไรดีสักอย่าง บอกตัวเองไว้เลยนะครับว่า “รุ่นใหญ่ ใจต้องนิ่ง!” ถึงแม้ว่าบางครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง) มันจะหนักจนนิ่งไม่ไหว แต่บอกตัวเองไว้นะว่ามันจะดีขึ้นอย่างช้าๆ และเชื่อนะว่าความพยายามของเราต้องสัมฤทธิ์ผลในสักวัน เราเป็นกำลังใจให้ แล้วมาพยายามไปด้วยกันนะ

 

ILLUSTRATION: OUNGAWA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

Leave a comment