นับจนถึงตอนนี้เราก็กินยามาจะสี่ปีแล้ว ชีวิตเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งความคิดและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าที่เล่ามาทั้งหมดชัดเจนมากว่าเราให้เครดิตยาเป็นหลักเนอะ แต่เราก็ไม่ได้เชื่อว่ายาเป็นทุกอย่างและแก้ปัญหาได้ครอบจักรวาล เชื่อเราเถอะว่าคนกินยาส่วนใหญ่ไม่อยากกินยาไปตลอดชีวิต (ตอนนี้เราเฉยๆ กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ แต่ไม่อยากกินเพราะเปลืองตังค์) แต่การเลิกยาก็ยากแสนยาก ทั้งเหตุที่ว่า กลัวกลับไปเป็นอีก กลัว maintain ตัวเองไม่ได้ หรือบางคนทน side effects ตอนถอนยาไม่ไหวเลยกลับไปกินอีกก็มี

 

เรามองว่าเรื่องจะเลิกหรือไม่เลิกกินควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอเป็นหลัก เพราะเขาเห็นอาการและความเปลี่ยนแปลงของเรามาตั้งแต่แรก คงจะเห็นภาพชัดกว่าเวลาเรามองตัวเองแน่ๆ โอเคล่ะ เราแสดงความคิดเห็นกับหมอได้อยู่แล้วว่า หนูว่าช่วงนี้ดีขึ้นแล้วนะคะ อยากถอนยา ฯลฯ แต่ถอนไม่ถอนเดี๋ยวหมอแนะนำเอง เพราะฉะนั้นเราละสิ่งที่เกินหน้าที่ของเราไว้ แล้วหันมาโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า! Let me introduce you to my keys to a stable life! ที่ไม่ได้หมายความว่าเรา stable แล้ว แค่คิดว่าวิธีเหล่านี้มันเวิร์ค และกำลังพยายามทำอยู่เหมือนกัน

 

1. KNOW YOUR LIMITS

 

หลังจากได้ลองใช้ชีวิตแบบ ‘ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย’ มาแล้วก็พบว่า ‘ชีวิตมันมีลิมิตโว้ย แค่ลิมิตฉันอยู่ที่สองร้อย’ คืออะไรก็ตามมันมีลิมิตทั้งนั้นแหละ ต่อให้ไม่ใช่คนขี้โมโห แต่มันก็มีฟางเส้นสุดท้ายถูกมะ หรือต่อให้เป็นคนทำงานหนักอดนอนได้ แต่อดนอนต่อกันเป็นเดือนเป็นปี มันก็ต้องมีวันที่ร่างน็อคเข้าโรงบาลกันบ้างแหละ นับประสาอะไรกับใจคนที่เปราะบางยิ่งกว่าฟองสบู่ที่แค่เอานิ้วแตะก็แตก ไม่ได้บอกว่าให้ใช้ชีวิต ‘ระวัง’ เกินไปจนไม่ได้ลองทำอะไรใหม่หรือทำอะไรให้สุด แต่เราพยายาม ‘รู้ทัน’ ตัวเองให้เป็นนิสัย เช่น วันนี้เราเศร้ามากเลยอ่ะ ไม่อยากเจอคน ไม่อยากคุยกับใคร อยากอยู่คนเดียวจริงๆ สิ่งที่ต้องทำก็คือกลับบ้านซะค่ะก่อนที่จะสติแตก อย่าทนอยู่ท่ามกลางมวลมหาประชาชนโดยไม่จำเป็น (ถ้าจำเป็นก็ทนเอาหน่อยถ้าไม่หนักหนา) หรือ อีเหี้ย คืนนี้ปาร์ตี้แทรชเชอร์แม่งโคตรมันส์ ขอเต้นอีกสัก 50 เพลง แดกเบียร์อีกสัก 8 ขวด แดกเหล้าอีกสัก 3 บัคเก็ต กลับสักเจ็ดโมงเช้าได้ป่ะ เดี๋ยวๆ มึงคิดไหมว่า จะมีเพื่อนหิ้วปีกกลับบ้านมั้ย รุ่งขึ้นมึงจะตื่นยังไง อาทิตย์ที่จะถึงมึงต้องทำอะไรบ้าง คืนนี้มึงกินยารึยัง (ยาพวกนี้ต้องกินทุกคืนตรงเวลา เรากินมานานยังต้องตั้งนาฬิกาปลุกเตือนตัวเองทุกสามทุ่มอยู่เลย) แล้วยาไปปะทะกับเหล้ามันจะพังไหม พรุ่งนี้ side effects จะบุกรึเปล่า หรือจะ mood swing ไหม (แอลกอฮอล์และคาเฟอีนมันไปกระตุ้น mood swing จ้ะ) ไม่ใช่แค่เรื่องทั่วไปแบบสองตัวอย่างนี้นะ แต่เรื่องอารมณ์ภายในด้วย เช่น เรารู้แล้วล่ะว่า กำลังจะเข้า depressive episode สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ‘รู้ทัน’ สถานการณ์ของตัวเองว่า เราเริ่มซึมเพราะเมนส์จะมา เพราะงานเยอะ เพราะทะเลาะกับแฟนนะ แล้วพอเมนส์มา พอเคลียร์งานเสร็จ พอดีกับแฟน (หรือเลิกแม่ง) อาการซึมเศร้าของเราก็จะหายไปเอง เพราะฉะนั้นบอกตัวเองแบบนุ่มนวลว่า “ใจเย็นๆ นะ” ไม่ใช่แพนิคตีโพยตีพายร้องไห้เพดานถล่มว่าฉันจะซึมเศร้าอีกแล้ว กรี๊ดดดดด ทำแบบนั้นแล้วมันจะดีขึ้นมั้ยคะ

 

2. SELF-ACCEPTANCE IS A MUST

 

ถึงมันจะไม่สวยงาม แต่เราก็ลบประวัติศาสตร์ของชีวิตไม่ได้หรอกจ้า ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็น mood disorder การยอมรับและรักตัวเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ต่างกัน (เราจะไม่พูดประโยคง่อยๆ แบบ ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วใครจะมารักเรา เพราะแม่งโคตรไม่จริง ต่อให้ชีวิตเราวินาศสันตะโร พังพาบเป็นซอมบี้ หรือโดนมนุษยชาติแบน มันก็ยังจะมีอีบ้าสักคนรักเราเหมือนเดิมอยู่ดี) โอเคล่ะ เราอาจจะไม่เก่งเท่าคนโน้น ไม่น่ารักเท่าคนนี้ ไม่มีแฟนดีๆ ไม่มีตังค์ไปทำอะไรที่อยากทำ หรือกระทั่งสุขภาพจิตไม่เอื้อให้คนทั่วไปเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่ถามหน่อยเถอะว่ะ ทั้งหมดที่ว่ามามัน matter ขนาดนั้นเลยหรอ? ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีผลอะไรเลย มันมีแน่ๆ แต่อย่าให้มันเป็นปัจจัยหลักขนาดนั้น เราไม่ได้บอกว่าให้หลอกตัวเองว่าฉันดีฉันเก่งฉันสวย ทั้งๆ ที่ลึกๆ แม่งโคตรไม่มั่นใจในตัวเองเลยว่ะ หรือทำเป็นไม่สนใจแง่ลบหรือประสบการณ์ร้ายๆ ของตัวเองแบบว่าฉันจะผ่านจุดนี้ไปสู่ความสำเร็จได้ถ้าฉันลืมๆ มันไปซะ เช่น บอกคนอื่นว่า อ๋อ ฉันแฮปปี้ดี ทั้งที่ยังกินยาต้านเศร้าทุกคืน ประเด็นของเราคือเราต้องนุ่มนวลกับตัวเอง ยอมรับว่าเราเคยอ่อนแอ และก็ยังอ่อนแออยู่ในบางครั้ง ยอมรับว่าเราเคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีแต่มันก็สอนอะไรเรานะ ยอมรับว่าเราก็ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำอะไรพลาดเลย แต่เราก็พยายามทำอะไรให้ดีขึ้นอยู่ว่ะ เพราะฉะนั้นยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และที่สำคัญจงยอมรับว่าเราเป็นเราแบบนี้แหละ

 

3. LET GO OF BAD INFLUENCES

 

ช่วงสี่ปีที่ผ่านมานี่เลิกคบเพื่อนสนิทไป 3 คนแล้วค่าาาาา ซึ่งถามว่าเสียใจไหม ขอพูดว่าไม่เลยฮ่ะ ไม่ได้บอกว่าเป็นคนเข้มแข็งและไม่อ่อนไหวกับเรื่องความสัมพันธ์นะ แต่เรื่องของเรื่องคือเราต้องกล้าที่จะตัดคนหรือสิ่งที่เป็นอิทธิพลด้านลบออกไปจากชีวิตบ้าง แล้วก็ต้องคำนึงไว้ด้วยว่า ถ้าเราเป็นอิทธิพลด้านลบในชีวิตใคร เราก็ต้องยอมให้เขาตัดเราออกไปจากชีวิตเหมือนกัน เล่นกันแบบแฟร์ๆ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับการตัดสินใจจะเลิกกับแฟนนั่นแหละ ที่มีคนชอบพูดไงว่า “ถ้าคบแล้วไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นก็เลิกเหอะ” กับกรณี dudevorce ก็เหมือนกัน เราเชื่อว่าถึงจุดนึงทุกความสัมพันธ์ขาดผึงได้หมด ไม่เว้นแม้แต่พ่อ แม่ แฟน สามี ภรรยา หรือเพื่อนสนิท (นี่พูดจริง ไม่เคยเห็นคนตัดพ่อตัดลูกหรือสามีภรรยาหย่ากันหรอ) คนเราน่ะชอบ overrate ความรักความสัมพันธ์และเชื่อว่ามันจะอยู่ยั้งยืนยง แต่เรามองว่า ก็ถ้ามันไม่เวิร์คแล้วจะกดดันตัวเองกันทำไมล่ะ ชีวิตมันสั้นจะตาย อย่าไปคลุกคลีกับ bad influence เลย อีกอย่างคือต่อให้คนนึงไป มันก็จะมีคนใหม่เข้ามาเสมอ แถมคนใหม่คนนั้นอาจจะมาพร้อม vibes ดีๆ อิทธิพลดีๆ แบบที่เราไม่เคยเจอก็ได้ แล้วพอถึงวันนั้น เราจะรู้เองว่ามันเป็นอะไรที่ดี๊ดี คนเราน่ะเดินสวนกันไปกันมาอยู่ทุกวัน ตราบใดที่เราก็ไม่ได้อยู่ที่เดิมและทำสิ่งเดิมอยู่ตลอดเวลา เราก็มีโอกาสจะเจอคนใหม่ๆ ได้เสมอ ‘มนุษย์เรามิใช่เกาะโดดเดี่ยว’ เราเชื่ออย่างนั้น

 

4. FUCK THAT, I AM HAPPY

 

พอไบโพลาร์เริ่มเป็นที่รู้จัก เราก็เริ่มได้ยินคำกล่าวของชาวบ้านชาวช่องบ้างละว่า “ไอ้นี่ขึ้นๆ ลงๆ แม่งเป็นไบโพลาร์ชัวร์” ไม่ก็ “นี่ไม่ใช่แค่เมนส์มาแล้วมั้ง กูว่ามึงเป็นไบโพลาร์ละ” หรือล่าสุดที่เราไปลง short course ที่มหาลัยนึงมา ระหว่างที่ทุกคนในห้องเลคเชอร์กำลังเคร่งเครียดกับการอ่านงานวิจัย ก็มีชะนีนางหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหลังโพล่งขึ้นมาว่า “อีคนนี้ (ตัวละครในเท็กซ์) แม่งเป็นไบโพลาร์ปะวะเนี่ย” แล้วเพื่อนสาวของนางก็ตอบกลับมาด้วยเสียงแด๊ดแด๋ว่า “เออ กูว่าเป็นแน่ๆ ฮิๆๆๆๆ” (ฟังจบก็อยากจะเอานิ้วมือทั้งสิบขยำหัวแล้วกระชากผมนางชะนีทั้งสองออกมาให้หมดเลยค่ะ) ส่วนคนเป็นโรคซึมเศร้าก็มักจะถูกมองด้วยสายตาสงสารและเห็นใจ พร้อมประโยคจากผู้หวังดีประเภท “แกน่ะคิดมากไปเอง” “เหงาก็หาไรทำสิ” “ยังไงพ่อแม่ก็รักเรานะ” หรือจากผู้ไม่หวังดีอย่าง “ปีนึงแล้วยังไม่หายอีกหรอ” “จะกินยาไปทั้งชีวิตเลยรึไง” (วู้ดดี้ อัลเลน ใน Annie Hall นี่กินยานานกว่า 20 ปีนะฮะ) ซึ่งเอาเข้าจริงทั้งหมดที่ว่ามามันก็แย่พอกันแหละ แค่แย่คนละแบบ แต่ด้วยความที่ฝึกตนในเรื่องนี้มาแล้วประมาณนึง (เจ้เจ็บมาเยอะ) ก็เลย keep cool ค่ะ เดินจากมาสวยๆ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ใครจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา เราแฮปปี้กับตัวเองเป็นพอ การจะมีสุขภาวะทางจิตที่ดีในสังคมที่ยังไม่เจริญนี่ต้องมีสต็อก motto ประจำใจนะ อันนึงที่เราเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ คือ “ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ส่วนคนที่รู้แล้วยังไม่เข้าใจก็จงปล่อยเขาไปตามทาง” อันนี้เราว่าใช้ได้เรื่อยๆ เพราะไม่ว่าเป็นหรือไม่เป็น mood disorder ชีวิตมันก็เหี้ยกับเราได้ไม่ต่างกันเชื่อเหอะ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องทำตัวแฟร์ๆ กับตัวเองนะ The world doesn’t need to be fair. You just have to be fair with yourself!

 

5. GO FOR WHAT IS WORTH

 

พอหลุดจากสภาวะสิ้นหวังมาได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือโฟกัสกับสิ่งที่จะพาเราไปให้ถึงจุดหมาย ไม่ว่าจุดหมายนั้นจะเป็นอะไร ระยะใกล้หรือไกล ง่ายหรือยาก อย่าหมกมุ่นกับความจริงที่ว่าเราไม่แข็งแรงเท่าคนอื่น จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ สักที สำหรับเรา เราว่าเวลาเดินเร็วมากและมันไม่เคยคอยใคร เราเสียเวลาไปกับการดูแลตัวเองจนไม่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่อย่างที่เราอยากทำมาเป็นปี จนมาถึงวินาทีที่เรารู้สึกรุนแรงขึ้นมาว่า เฮ้ย ไม่ได้แล้วว่ะ ถึงเวลาขยับตัวละ จากนั้นเราก็พยายามลองทำนู่นทำนี่ หาสิ่งที่เราชอบทำ ทำแล้วรู้สึกดีกับตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมที่เราอยู่ โชคดีที่เราเป็นคนสนใจหลายอย่าง เราก็เลยพยายามลองให้เยอะที่สุด เวิร์คบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง แต่ไม่ว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นอะไร ก็ขอให้ได้ทำเถอะ เมื่อกี้เราใช้คำว่า ‘พยายาม’ หลายรอบมาก เพราะเข้าใจดีว่า บางทีสภาพจิตใจของเราก็ไม่เอื้อให้เริ่มลุย หรือคนใกล้ตัวไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราจะทำ สุดท้ายแล้วก็ต้องไฟท์กับมันให้ได้ ไม่งั้นชีวิตเราก็จะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ไร้คุณค่าไปเรื่อยๆ แต่คุณค่าที่ว่านั้นเป็นแบบไหน เราต้องเป็นคนนิยามเอง เพราะถ้าเราใช้ชีวิตตามคำจำกัดความของคนอื่นแล้วกลับไปสติแตกอีกรอบ คนที่ต้องรับผลที่จะตามมาก็คือเราเองนี่แหละ ไม่ใช่ใคร

 

เพราะฉะนั้นมาไฟท์เพื่อสิ่งนั้นกันเถอะนะ 🙂

 

ILLUSTRATION: SETAPA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment