เฮ้ย พอกิน Lexapro มาสักพักเราก็พบว่า มันช่วยจัดการอารมณ์ซึมเศร้าได้จริงๆ แฮะ (อ่านตอนแรกว่าด้วยประสบการณ์ตอนเริ่มกินได้ที่นี่) คือเราไม่ได้รู้สึกจมดิ่งลงไปมากเท่าไหร่ แต่มันก็มีสิ่งที่ต้องแลกเช่นกัน ตอนนั้นเรารู้สึกสูญเสียตัวตนของตัวเองไปเยอะเลย เพราะขณะที่เราบำบัดตัวเองด้วยยาเพื่อขจัด ‘ความเศร้า’ ฤทธิ์ของยาก็ได้ฉาบทุกความรู้สึกของเราไปด้วย เรารู้สึกหรือสัมผัสอารมณ์ได้น้อยลงมากอย่างเห็นได้ชัด คือเมื่อก่อน ตอนเศร้าก็ชัดเจนไงว่าเศร้า เวลาโกรธก็ชัดเจนว่าโกรธ แต่อันนี้มันน้อยลงจนจนไม่แน่ใจว่ากำลังสุขหรือเศร้าอยู่กันแน่ ฟังดูอาจดูไม่ดี แต่เชื่อเถอะว่า ณ วินาทีนั้น เราเชื่อจริงๆ ว่ามันคุ้มค่า มันดีกว่าที่เราต้องกลับไปเผชิญกับ ‘ความเศร้า’ ตรงนั้น

แน่นอนว่า ลึกๆ แล้ว เราเหมือนซอมบี้มาก คือเราไม่ยินดียินร้ายกับอะไร ซึ่งมันโคตรจะส่งผลกับการใช้ชีวิตในหลายทาง เช่น หมด motivation ในการเรียน/การทำงาน ส่วน The most fucking side effect ที่แม่ง impact เราๆ วัย 20’s มากๆคือไอ้นี่เลย Erectile Dysfunction แปลเป็นไทยว่า “หมดความเงี่ยน เสร็จยาก และไม่แข็ง”

ลองคิดว่า วัยหนุ่มสาวอย่างเราๆเนี่ย เรื่องเซ็กส์มันมีอิทธิพลมากแค่ไหน แต่เอาเถอะ มันก็คือราคาที่ต้องจ่ายอ่ะแหละ (ประเด็นนี้อยากขยายความต่อไปเอนทรี่ในอนาคตที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ในมุมมองของคนที่มี Mood Disorder โปรดติดตาม)

 

DON’T YOU DARE LEAVING IT (IF YOU’RE NOT READY)

 

ในระหว่าง 4 ปีที่เราอยู่กินกับ Lexapro มาเนี่ย มีช่วงนึงที่เราอยากเลิกมัน แล้วเราก็เลิกมันโดยที่ไม่ปรึกษาหมอด้วย (นี่เป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด) นอกจาก Withdrawal Side Effects (ผลข้างเคียงที่เกิดจากการหยุดยา – ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดๆไป) แล้ว สิ่งที่อยากแชร์ไว้ก็คือ หลังจากหยุดยา เราพังมาก อารมณ์เราจมดิ่งถึงจุดที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน ที่น่ากลัวที่สุดคือ Suicidal Thought โมเม้นต์ที่ ‘คิด’ และ ‘กล้า’ ที่จะฆ่าตัวตาย…มันกลับมาอีกแล้ว มันน่ากลัวมากจริงๆ นะ มันหลอนมาก คือทุกวันนี้คิดย้อนกลับไปยังขนลุกเลย ซึ่งเอนทรี่ที่ว่าด้วย  Suicidal Thought เนี่ยจะถูกแยกเขียนไว้อีกเอนทรี่หนึ่ง (โปรดติดตาม)

 

AT THE END OF THE LONG… LONG… TUNNEL

 

ขอเพิ่มข้อมูลไว้ตรงนี้นิดนึงว่า ตลอดเวลา 4 ปีที่เราอยู่กับ Lexapro มาเนี่ย เราก็มียาตัวอื่นๆ ที่กินคู่กันไปเพื่อเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วของ Lexapro ด้วย

สี่ปีเต็มๆ กับ Lexapro 20 mg หมอบอกว่า ถึงเวลาแล้ว Lexapro คงพามาได้ถึงเท่านี้ เส้นทางในอุโมงค์ที่เหลือ ให้ยาตัวอื่นๆ นำพาไป การจะเลิก Lexapro ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ตอนมาเราก็ค่อยๆ มา ตอนเลิกก็ต้องค่อยเลิกๆ นั่นคือเริ่มจากลดยาเป็น 15 mg ลดเหลือ 10 mg แล้วก็ลดเหลือ 5 mg จนหมดไป

ทั้งหมดทั้งมวลในขั้นตอนการลด ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ก็หนีไม่พ้น Side Effect แหละ อันนี้เรียกว่า Withdrawal Side Effect ก็คือ พอเราลดปริมาณยา ระดับสารเคมีในสมองมันก็เปลี่ยนแปลงอีก พอเปลี่ยนแปลงร่างกายมันก็ตกใจ มันก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ก็เลยวุ่นวายไปทั้งระบบ ซึ่งส่วนใหญ่อาการมันจะตรงกันข้ามกับ ตอนเริ่มกิน แทบจะสวนทางกันหมด และอีกเช่นกันมันก็ ‘ปัจเจกมาก’ เกินจะบอกว่าจะต้องพบกับอะไร ช่วงนี้เราก็ดำดิ่งลงไป เป็นสัปดาห์เหมือนกัน

ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว พอเลิก Lexapro เนี่ย ระดับสาร Serotonin มันก็ควรจะลดลงมาเหมือนตอนก่อนเริ่มกินใช่ไหม ซึ่งเท่ากับว่า เราก็จะต้องกลับมาเศร้าน่ะสิ จริงๆมันก็เป็นแบบนั้นนะ แต่โชคดีที่ระบบร่างกายมนุษย์มันฉลาดหน่อย คือร่างกายมันพยายามสร้างสมดุลของสาร Serotonin ในสมอง ให้ได้ในปริมาณที่เท่ากับ ตอนที่กินยา ซึ่งตรงนี้ หมอเค้าก็จะมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่า ร่างกายเราพร้อมที่จะสร้างเองหรือยัง

คิดภาพง่ายๆเหมือนกับว่า เวลานอนของคนเรา ถ้าเรานอนเวลาเดิมทุกๆวัน ร่างกายมันจะสร้างสมดุลบางอย่าง (รู้สึกจะเป็นสาร Melatonin) ที่จะหลั่งออกมาในเวลาเดิมทุกๆ วัน ทำให้เราง่วงในเวลาเดิมทุกๆ วัน หรือเวลาเราบินไปต่างประเทศที่ Time Zone มันต่างกันมากๆ คือแรกๆ เราจะ Jet Lag เพราะร่างกายเรายังงงอยู่ว่า จะต้องนอนตอนไหน สังเกตได้ว่า แรกๆเราก็นอนไม่ได้ ร่างกายมันก็จะใช้เวลามันปรับตัว จนกระทั่งมันสามารถสร้าง Melatonin (ที่ทำให้ง่วง นำไปสู่การหลับ) ได้ในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม
สำหรับการนอน ร่างกายอาจใช้เวลาในการปรับตัวไม่กี่วัน แต่สำหรับ ​Mood Disorder เนี่ย มันใช้เวลาเป็นปีเลยแหละ…

 

ILLUSTRATION: OUNGAWA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

  • Cho
    Posted 25/07/2017 at 11:27 pm 0Likes

    เราเองก็กินยา Lexapro อยู่มาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว เริ่มแรกก็ 20 mg หมอเริ่มให้เราลดยา มีไซด์เอฟเฟ็คมากพอสมควร ดีใจที่ได้อ่านเรื่องราวของคุณค่ะ มีประโยชน์มาก

Leave a comment