ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เราได้ข่าวเรื่องฆ่าตัวตายกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Anthony Bourdain พิธีกรนักชิมของ CNN ที่ตะลอนชิมไปทั่วโลก, Kate Spade เจ้าของแบรนด์แฟชั่นจากนิวยอร์ค หรือ Zombie Boy หนุ่มที่สักทั้งร่างกายเป็นโครงกระดูกผู้โด่งดังมาจาก MV ของ Lady Gaga หรือแม้แต่คนใกล้ตัวของพวกเรา พวกเขาต่างทิ้งคำถามแบบที่เราไม่มีวันจะรู้คำตอบได้ไว้ว่า ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจแบบนี้

หลังจากที่มีเรื่องฆ่าตัวตายเข้ามาติดๆ กันเป็นสิบเคส เราก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนในประเทศไทยก็เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้น ช่วยกันสร้างความรับรู้ และความตระหนักในสังคม แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางคนคิดว่า มันยากที่จะเชื่อว่ามีโรคแบบนี้อยู่จริง เพราะเราแทบจะพิสูจน์ไม่ได้ด้วยหน่วยวัดใดๆ

บทความนี้คงไม่พูดถึงเรื่องซึมเศร้า การกินยา หาจิตแพทย์ การฆ่าตัวตายแล้ว เพราะคงหาอ่านกันได้เยอะแยะทั้งจากเพจเราและเพจอื่นๆ แต่วันนี้เราอยากลองมาพูดถึง ‘ทางเลือกอื่น’ เมื่อยาหรือจิตแพทย์เยียวยาไม่ได้

เชื่อฟังหมอทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ดีขึ้นสักที

หลายคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจท้อใจกันมาก เพราะถึงแม้จะออกไปหาจิตแพทย์ รับยามากิน ก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้น ทั้งที่เป็นที่รู้กันว่ายาจะช่วยไปปรับสารเคมีในสมอง ก็ไม่รู้ว่าเพราะหมอจ่ายยาไม่ตรงกับอาการ เป็นเราหนักเกินเยียวยา หรือที่จริงปัญหาของเราไม่ได้มาจากสารเคมีในสมองกันแน่?

เราอยากเขียนเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรามาก ช่วงที่ผ่านมาเราอ่านข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเยอะมาก ทิศทางของสื่อและความคิดเห็นบนอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ เน้นให้เราตระหนัก รับรู้ ยอมรับตัวเอง และยอมรับความช่วยเหลือ โดยการยื่นมือออกไปหาใครสักคน แต่สำหรับเรา ความคิดแรกที่แว๊บเข้ามาในหัวเราคือ ถ้าคนคนนั้นยื่นมือไปขอความช่วยเหลือผิดคนล่ะ ผลจะออกมาเป็นยังไง

เราเศร้าเพราะเรามีปัญหา และปัญหาส่วนใหญ่นั้น เราเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจ เมื่อไม่มีใครเข้าใจเราก็รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวเราก็เห็นแต่ทางตัน และท้ายที่สุดเราก็ต้องหาทางออก หลายคนย้ำกับตัวเองเรื่องนี้ได้ เพราะเคยลองยื่นมือออกไปหาความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่ได้อะไรกลับมา แถมความไม่เข้าใจของผู้ฟังกลับตอกย้ำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เราตระหนักและกังวลคือ ‘เราทุกคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อรับฟัง (Listen) แต่พวกเขาอาจแค่ฟังและได้ยิน (Hear) เท่านั้น’ สังเกตมั้ยว่า เวลามีเพื่อนมาปรึกษาหรือมีใครมาปรับทุกข์ คนเราส่วนใหญ่มักจะพยายามหาทางออก ตัดสิน หรือคิดตัวเลือกในการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เรายังไม่ทันได้เข้าใจประเด็นปัญหาของเพื่อนจริงๆ เลย

ประเทศเรามีสายด่วนสุขภาพจิตให้คนที่คิดฆ่าตัวตายโทรไป เราคิดว่าการให้คำปรึกษาช่วยเหลือคนที่ลังเลกับความเป็นความตาย มันต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก ๆ เลยนะ คือถ้าคุณพูดผิด คุณอาจจะเปลี่ยนชีวิตเค้าได้เลย สิ่งที่เราตั้งคำถามคือ ประเทศไทยมีคนที่ถูกฝึกมาเพื่อ ‘ทั้งฟังและเข้าใจ’ จริงๆ หรือเปล่า?

ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ความรู้ของคนส่วนใหญ่ยังถูกจำกัดอยู่แค่ สุขภาพจิตคือจิตแพทย์ หรือไม่ก็มาแนวศาสนา รู้จักปล่อยวาง มีสติ หรืออีกทางก็จะไปแนว Life Coach ที่ออกมาพูดสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังบวกในตัวคุณให้ก้าวผ่านความเจ็บปวดหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตไปเลย แต่มันมีตัวเลือกแค่นั้นจริงๆ หรอ

ในประเทศฝั่งตะวันตก ประเทศที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องนี้กันมาเป็นเวลานานมากๆ แล้ว เขามีอาชีพหนึ่งที่เรียกว่า นักจิตบำบัด หรือ Psychotherapist อย่างที่เราเห็นกันในหนังฝรั่ง ที่มีคนนั่งเล่าเรื่อง ระบายความอึดอัดในใจต่างๆ แล้วมีนักจิตบำบัดจดสิ่งที่เราพูดลงกระดาษ แล้วก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ คนที่เข้ามาคุยก็จะรู้สึกดีขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้แหละ คือคนที่ ‘ถูกฝึกมาเพื่อฟัง เข้าใจ และแนะนำเราได้’ ในต่างประเทศไม่ได้มีแต่คลินิกเดี่ยวๆ แต่ในมหาวิทยาลัยก็มีออฟฟิศให้คำปรึกษาประเภทนี้สำหรับนักเรียนที่มีอาการเครียดจากการเรียนและการปรับตัวเช่นกัน เราคิดว่าในประเทศไทยก็คงมีแหละ แต่ไม่แน่ใจว่าคนไทยนั้นแข็งแรงพอที่จะเปิดรับเรื่องพวกนี้ได้ไหม

เรียนจิตวิทยามาต่อให้เข้าใจเรื่องจิตวิทยา ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถให้คำปรึกษาได้ทุกคน ก็เหมือนกับการเป็นครู บางคนเรียนเก่งมาก แต่สอนไม่ได้ แต่จากเท่าที่ศึกษามา (แบบไม่ละเอียด) คนที่จะเป็นนักจิตบำบัด หรือ Psychotherapist ได้นั้น ต้องเรียนปริญญาตรีสาขาจิตวิทยามา 4 ปี แล้วเรียนต่ออีก 2 ปีในสาขา Clinical Psychology หรือ Clinical Mental Health แล้วก็ต้องสะสมชั่วโมงการทำงาน หรือการ Observation จากเคสจริง การเข้าสังเกตการณ์ในการให้คำปรึกษาสะสมกันหลายชั่วโมง ถึงจะสามารถได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Counsellor)

ความผิดปกติ อาจไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางวิทยาศาสตร์ แต่อาจเป็นเรื่องของจิตใจ

นักจิตบำบัดจะไม่ใช้คำว่า ผู้ป่วย (Patient) แต่จะใช้คำว่า ลูกค้า (Client) แทน เหตุผลหนึ่งก็คือเขาไม่วางตัวเองเป็นหมอที่จะรักษาคนไข้ หน้าที่เค้าคือการ Consult ให้คำปรึกษา นักจิตบำบัดจะไม่มีอำนาจ ในการจ่ายยาให้ลูกค้า เพราะไม่ได้เรียนแพทย์หรือเภสัชมา แต่กลุ่มลูกค้า/คนไข้ ของทั้งสองอาชีพจะมีปัญหาหรือลักษณะใกล้เคียงกันคือมีความเศร้าหรือปัญหาทางใจที่แก้ไขไม่ได้ อย่างเช่น บางคนเป็น Grief Counsellor จะเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเรื่องการเผชิญหน้ากับการสูญเสีย เช่น พ่อแม่ที่เสียลูก แต่ติดวนเวียนกับการโทษตัวเองหรือโทษกันและกัน หรือใครบางคนที่เสียคนรักจากอุบัติเหตุ หรือ Couple and Marriage Counsellor ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเรื่องปัญหาชีวิตคู่ แต่จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน สรุปคือการรักษาโดยหลักของจิตแพทย์คือการจ่ายยา การรักษาของนักจิตบำบัดคือการคุยและทำความเข้าใจ และเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับมัน

จะเห็นได้ว่าในประเทศตะวันตก เขามีความใส่ใจในเรื่องของการให้คำปรึกษากันจริงจังมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ ทำให้มันเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนส่วนใหญ่ อีกทั้งวัฒนธรรมของประเทศนั้นเปิดกว้างพอที่จะทำให้คนเข้าใจและยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้มากกว่า ประกอบกัยโครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนโฟกัสเรื่องความหมายและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ได้ เมื่อเทียบกับสังคมตะวันออกอย่างประเทศเรา เราเติบโตมาในประเทศที่จำกัดเราด้วยกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแรง โครงสร้างและสวัสดิการทางสังคมที่ติดลบทำให้เราติดหล่มกับปัญหาเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ การเอาชีวิตรอด และการแก่งแย่งชิงดี เพื่อจะได้มีชีวิตดีกว่า

บ่อยครั้งที่เราสงสัยและมีคำถาม เราจะถูกผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่ หรือครู คอยบอกให้เราอย่าตั้งคำถาม ให้เชื่อพวกเขา เพราะพวกเขาอาบน้ำร้อนมาก่อน หรือเมื่อเราเศร้า เราถูกศาสนาบอกให้รู้จักทำบุญ ปล่อยวาง ทำใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวร เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ อาจจะหล่อหลอมให้เราละเลยความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก จนอาจเป็นสาเหตุที่สังคมเรายังขาดความเข้าใจเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ อย่างมาก

ดังนั้นหากใครกำลังเป็นทุกข์ กำลังเศร้า รู้สึกไม่มีทางออก ลองหาจิตแพทย์ก็แล้ว กินยาก็แล้ว คุยกับคนใกล้ตัวก็แล้ว กลับยังไม่ดีขึ้น อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ยังมีทางเลือกอีกอย่าง เพราะบางทีที่เราเศร้านั้นอาจไม่ใช่เพราะสารเคมีในสมอง แต่อาจจะเป็นเรื่องของ Stigma หรือสิ่งที่เป็นแผลในชีวิตเรา ในประเทศไทย เท่าที่เคยพยายมศึกษาดู เราคิดว่า มีคนไทยไม่กี่คนที่มี Licenses ที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาจริงๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเรียนจบจากต่างประเทศมาทั้งนั้น เราไม่แน่ใจว่าในประเทศไทยมีใบรองรับการให้คำปรึกษาที่รอบคอบและจริงจังมากแค่ไหน แต่ก็เห็นว่ามีชาวตะวันตกหลายคนที่เปิดธุรกิจนี้ในประเทศไทย ซึ่งถ้าไม่ติดเรื่องอุปสรรคทางภาษา ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าลอง เราคุยกับคนไทยมากๆ บางครั้งเขาก็ไม่ได้มีความเข้าใจอะไรมากไปกว่าความสามารถของเราที่จะเข้าใจ เพราะเราก็เติบโตมากับกรอบความคิดคล้ายๆ กัน ลองฟังแนวคิดการมองและจัดการปัญหาจากคนโลกอื่นบ้าง อาจจะได้ไอเดียหรือมุมมองใหม่ๆ ที่อาจจะช่วยชีวิตเราก็เป็นได้

ILLUSTRATION BY @PSYCHNG
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES

Show CommentsClose Comments

Leave a comment