เรารู้จัก ต่อ-คันฉัตร ครั้งแรกเมื่อสิบปีที่แล้วจากเว็บบอร์ดไบโอสโคป ตอนนั้นคันฉัตรอยู่ปี 4 ส่วนเราอยู่ ม.4 หลังจากนั้นเราก็เริ่มสนิทสนมกันผ่านการพูดคุยใน MSN การแลกเปลี่ยนแผ่นเพลงอินดี้ผ่านมือของป้าโดร้านโดเรมี และการอ่านบล็อกของคันฉัตรที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งพลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยพลัง ดรามาติก และเผยแง่ความเป็นมนุษย์ของเขา

 

เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคของ Facebook คันฉัตรก็เริ่มแก่ตัวลงอีกนิด จากบล็อกเกอร์และนักวิจารณ์เลือดใหม่นาม merveillesxx กลายเป็นนักเขียนที่ออกพ็อคเก็ตบุคมาเกือบสิบเล่ม เป็นคอลัมนิสต์ที่เขียนให้แมกกาซีนทุกเดือน เป็นอาจารย์ภาพยนตร์ในหลายมหาลัย เป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊คหลายเพจ และเป็นตาแก่ขี้บ่นที่ชอบจิกกัด และวิพากษ์วิจารณ์สังคมในหลายส่วนด้วยภาษาคันๆ อ่านแล้วเหมือนโดนมดกัดยิบๆ

 

ที่เราสนใจคันฉัตรและชวนเขามาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘อารมณ์’ ในครั้งนี้ เพราะเขาดูเป็นคนที่มีอารมณ์ต่อสิ่งรอบตัวอย่างมหาศาล เราสงสัยว่าเขาจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง ทั้งในฐานะอาจารย์ที่ต้องเจอนักศึกษาคลาสเดียวปาเข้าไป 800 คน หรือตอนที่เขาเป็นนักศึกษาและต้องจัดการกับดราม่าในชีวิต และแน่นอนเมื่อเขาได้กลายมาเป็นมนุษย์ออนไลน์เต็มตัวแล้วต้องปะทะกับคนประสาทเสียในอินเตอร์เน็ต

 

เรื่องเล่าป่วงๆ ของเขานั้นเกิดขึ้นกับทุกคน ความประสาทเสียไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่คน แต่เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ถึงจะไม่เป็นโรคก็มีปัญหาทางอารมณ์เหมือนกัน แล้วมันจะดีแค่ไหนกันถ้าเราจะมองมันอย่างตลกขบขันบนพื้นฐานของความเป็นจริงได้…ว่าไหม?

 

book

 

LIFE AS A TEACHER

 

ในฐานะอาจารย์ที่เขียนหนังสือแฉนักเรียนมาแล้วใน ‘เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ’ เราอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรอีกไหมที่บ้ามากจนพี่ต่อใส่เข้าไปในหนังสือไม่ได้

 

เราโชคดีหน่อยที่ยังไม่เจอเรื่องที่กระทบเราตรงๆ อาจารย์บางคนแม่งโดนเด็กหลอกใช้ แบบว่าเด็กทำดีด้วยแล้วมาได้ยินเด็กด่าตัวเองในลิฟต์ ก็ดาร์กๆ ไปเลย แต่เราจะเจอมวลรวมมากกว่า ส่วนใหญ่จะเจอบางคลาสบางที่ ที่สอนแล้วรู้สึกว่าไม่มีใครฟังเราเลย คุยทั้งห้องอะไรอย่างเงี้ย มันจะมีคลาสที่แย่มากๆ เราสอนมาประมาณ 7 ปี ปีแรกๆ อาจจะยังมีภูมิต้านทานไม่เยอะ และส่วนนึงเราก็ผิดเองด้วยแหละ ที่เราคาดหวังมากเกินไป บางทีเด็กมันก็ไม่ได้อาร์ตฟิล์มมาก มันอาจจะเรียนฟิล์มโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหนังรึเปล่าด้วยซ้ำ มันเลยจะเป็นความเครียดแบบมือใหม่มากกว่า แต่จริงๆ ก็รู้สึกอึ้งกับเรื่องนี้เหมือนกัน

 

อย่างเช่นตอนนั้นประมาณ ปี 2014 สอนมาสักพักแล้ว เป็นมหาลัยแห่งหนึ่งซึ่งเราก็จะไม่บอกหรอกนะว่าอยู่แถวคลองประปา มันเป็นวิชา Film Business คลาส 100 คน แล้วเขาจะแบ่งเป็นสองห้อง เช้าบ่าย แล้วเราเป็นคนไม่ชอบสอนเช้าบ่าย ขี้เกียจไปเช้า ขี้เกียจ replay เทปด้วย ขอรวมเป็นคลาสเดียวร้อยคนได้ไหม เพราะคิดไปเองว่าที่ มธ. ชั้นสอนคลาส 800 คน ชั้นก็เอาอยู่อะไรเงี้ย แต่คิดผิด เพราะเด็กมันไม่เหมือนกัน

 

เราจะเกลียดมากนะเวลาที่บอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน มหาลัยทุกที่เท่าเทียมกัน มึงมาเป็นแบบกูสิมึงจะรู้ว่ามันไม่เท่า มันไม่จริง ไม่ได้บอกว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน ซึ่งจริงๆ ก็บอกได้แหละ แต่ว่า character มันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แล้วคลาสนั้นก็ไม่มีใครฟังเราเลย มีแค่ 3-4 คนข้างหน้าที่ฟัง คือมันคุยดังมาก คุยดังจริงๆ แล้วที่มันเศร้าคือมันเด็กปีสี่เทอม 1 นี่คือเด็กที่จะจบไปและก็อาจจะไปเป็นลูกน้องของเพื่อนกู เพราะเพื่อนเราก็ทำพวกวงการฟิล์มเยอะ เราเครียดจนถึงขั้นบอกพวกมันว่า “ผมอะ จะจำชื่อพวกคุณทุกคนไว้ และผมจะส่งชื่อพวกคุณไปให้ทุกคนรู้จักว่าอย่ารับพวกมึงทำงาน” ช่วงนั้นเกลียดพวกนี้เลย แต่มันก็มีมโนสำนึกของอาจารย์ว่าเราไม่ควรเกลียดลูกศิษย์ ไม่ได้เป็นคนดีนะแต่เรารู้สึกว่าถ้าเราเกลียดลูกศิษย์ เราก็จะสอนลูกศิษย์ไม่ได้ใช่ไหม เพราะว่าเขาคงมีด้านดีของเขา จริงๆ การที่เขาคุยกัน เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเขาทำชั่วขนาดไปฆ่าคนตาย ก็กูอยากคุยอะ กูไม่อยากเรียน กูเบื่อ แต่สำหรับเรามัน suffer มากไงเพราะว่าหน้าที่ของกูคือกูต้องพูดให้มึงฟัง แต่มึงไม่ฟังไง แล้วมันจะไปต่อยังไงเนี่ย

 

แต่มันก็ยังมีแสงสว่างในชีวิตบ้างที่มีเด็กห้าคนแถวหน้าที่ตั้งใจเรียน ซึ่งก็จะเป็นเด็กที่ทุกวันนี้ยังคุยกันอยู่ มันก็คงจะเป็นพวกใฝ่ดี ซึ่งพวกใฝ่ดีคืออาจจะเป็นพวกทำหนังห่วยมาก แต่ไม่เกี่ยวกับเราไง เพราะเราไม่ได้สอน Film Production แต่วิชานี้มันคือวิชา Film Business มันคือวิชาเชิง study ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่วิชานี้อาจจะไม่ค่อยเวิร์คสำหรับพวกนั้นด้วย หมายถึงว่า กูไม่อยากรู้ ทำไมกูต้องมารู้ว่ารายได้หนังไทยเป็นไง ช่วงนั้นเครียดมาก วันนั้นยอมรับว่าเบรคแตกจริงๆ

 

เบรคแตกของพี่ต่อนี่เป็นยังไง ด่ากราดเลยรึเปล่า

 

ปกติเราไม่ค่อยดุ เพราะรู้สึกว่าเวลาดุแล้วมันจะ feel bad คือเด็กไม่เห็นรู้สึกอะไร แต่เรารู้สึกทั้งวันเลยนะ เวลาดุอาจจะมีอะ “ชู่” ก่อน หรือ “เออ เงียบๆ หน่อย” หรือเงียบ หรือมองหน้า มองแรงอะไรก็ตาม  แล้วค่อยด่าชุดใหญ่ แต่วันนั้นมันแย่มาก คือปกติด่าชุดใหญ่แล้วมันควรจะจบไง อย่างสมมติถ้าธรรมศาสตร์นี่บางเทอมแทบไม่ต้องด่าเลยอะ อาจจะต้องด่าบ้าง แต่ด่าแล้วจบ เงียบ เด็กรู้นะว่าเราโกรธ แต่คลาสนั้นเป็นคลาสแรกที่ด่าชุดใหญ่ คือเวลาด่าเราด่าจริงจังมากนะ ด่าแรงอะ “พวกคุณแบบหุบปากไม่ได้หรอ” แต่ประมาณ 15 นาทีต่อมาแบบคุยอีกแล้ว คือเราช็อคมาก นี่คืออะไรวะ ไม่เข้าใจ แล้วเราด่าจนอารมณ์ขึ้น ความดันขึ้น หัวใจเต้นแรง วันนั้นก็พูดกับเด็กเลยว่าสอนมา 5-6 ปี ไม่เคยเลยที่ต้องด่าสองรอบ ไม่เข้าใจจริงๆ ก็เลยตั้งสเตตัสว่า “สอนที่นี่มาห้าปี เริ่มต้นการสอนที่นี่ที่แรก แต่ตอนนี้ที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่อยากมา” แล้วก็เช็คอินมหาลัยด้วย

 

ตอนนั้นไม่เชิงโกรธ เป็นเชิงน้อยใจแบบปลงๆ แต่ไม่ได้ขาดสตินะ บางทีที่เราด่าเด็ก แล้วเราบอกชื่อมหาลัย เพราะเราต้องการสะท้อนให้เห็นว่าวงการนี้มันเกิดอะไรขึ้น อาจารย์ไม่ได้ถูก 100% หรอก อาจารย์เหี้ยๆ ก็มี เราก็มีความเหี้ยบางอย่าง แต่เรารู้สึกว่าทำไมเราด่ามหาลัย ด่าเด็กไม่ได้วะ ในเมื่อมันเป็นเรื่องจริง และมันไม่มีใครทำ เพราะฉะนั้นจะทำ คนอาจจะมองว่าเรากดทับเด็กสมัยนี้อะไรก็ตามนะ แต่เราก็ไม่ได้เหมารวมว่าเด็กมันแย่หมด มันแค่เป็นสิ่งที่เราเจอจริงๆ เราต้องการสะท้อนว่ามันเป็นอย่างนี้จริงๆ ตอนนั้นเลยเช็คอินมหาลัยให้รู้ไปเลยว่าที่นี่มันเป็นอย่างนี้

 

หลังจากนั้นเราก็ได้บทเรียนว่า ไม่ต้องด่าหรอก แล้วก็เปลี่ยนนโยบายด้วยการบอกเลยว่า “เรามาตกลงกัน ถ้าคุณคิดว่าคุณหยุดคุยไม่ได้ คุณไม่อยากเรียน คุณเบื่อวิชาผม ต่อไปนี้ไม่ต้องเข้าเรียน เพราะคุณก็ไม่อยากเห็นผม ผมก็ไม่อยากเห็นคุณ” ก็ได้ผลนะ หายไปครึ่งห้องเลย หลังจากนั้นก็ดีขึ้น สอนง่ายขึ้น ช่วงสองปีให้หลังมานี้ก็เลิกด่าแล้ว เพราะว่าใช้วิธีไล่ออกนอกห้องแทน เราบอกไปว่า “ผมไม่ดุแล้วนะ ผมเหนื่อย ดุแล้วมันก็ทำให้คนที่ตั้งใจเรียนที่เหลือต้องมานั่งฟังผมด่า” แล้วปกติเราก็เป็นคนตลกๆ เด็กพวกนี้เลยจะชอบนึกว่าเราพูดเล่นแล้วบอก “เฮ้ย ขู่ไปงั้นแหละ ไม่ไล่หรอก” กูไล่จริงๆ “คนนั้นช่วยออกหน่อยครับเพราะว่าคุณไม่เรียน ออกจริงๆ ออกไปเลย” เด็กก็ออกไป ก็ได้ผลนะ คือเพื่อนมึงเด้งออกจากห้องไปแล้วอะ มึงยังจะคุยปะล่ะ

 

หรืออย่างวันก่อนที่ ม.กรุงเทพ ก็มีการเอาเมียมานั่งเรียน ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว คลาสเราใครจะ sit in ก็ได้ แต่มันมานั่งคุยกันไง เราก็เริ่มจ้องเลย อีคู่นี้เนี่ยสร้างมลพิษแก่ชีวิตคนอื่น มันเป็นคลาสฉายหนังไง มันต้องเงียบไง ปรากฎเมียมันหยิบมือถือขึ้นมาคุยในห้อง นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันไม่รู้หรอว่าเวลาดูหนังมันไม่ควรคุยมือถือ ก็เลยชี้หน้าเมียมัน “คนที่คุยมือถือคนนั้นอะครับ ออกไป แล้วไม่ต้องกลับมาแล้วนะ ออกไปเลย” แต่ความฮาคือกระเป๋ามันยังอยู่ที่เก้าอี้ แม่งต้องไลน์ให้ผัวเอากระเป๋าออกไปให้อีก

 

tor2

 

LIFE AS A STUDENT

 

ช่วงชีวิตนึงของพี่ต่อที่เราสนใจคือ ช่วงชีวิตมหาลัย ในฐานะที่ก็สนิทสนมกันมานาน แล้วเราก็ได้เห็นความฟูมฟายของพี่ต่อมามาก เลยอยากรู้ว่าพี่ต่อจัดการกับมันยังไง

 

ช่วงมหาลัยเราก็ไม่ได้ทุกข์ใจหรือซึมเศร้าอะไรขนาดนั้นนะ แต่เราจะค่อนข้างเก็บตัวและอยู่ใน safe zone มากเกินไป ก็เลยเสียดายที่ไม่ค่อยได้คว้าโอกาสบางอย่าง สมัยมัธยมก็เป็นแบบนี้ คือไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นวรรณะไร้ตัวตน พอเข้ามหาลัยมันเลยเหมือนว่าจะเปลี่ยนตัวเองได้ เพราะว่าเราเรียนสาธิตจุฬา เพื่อนเราทุกคนเลยเข้าจุฬาฯ หมด แล้วเราแม่งเป็นคนเดียวของห้องที่เด้งมาธรรมศาสตร์ ในแง่นึงก็รู้สึกแย่ ไม่มีใคร เข้าไปสู่โลกใหม่ เคว้งคว้าง เหมือนต้องเริ่มใหม่หมด แต่ว่ามีอยู่ช่วงนึงที่ฮึดขึ้นมาว่า เชี่ย เราแม่งใช้ชีวิตแบบอับเฉามาเกินไปแล้ว เกมส์ก็ไม่เล่น แฟนก็ไม่ค่อยมี จีบใครก็ไม่ค่อยทำ ไม่เคยเล่น Counter Strike เป็นปมในชีวิต ตอนนั้นทำเป็นแบบ ก็ไม่เล่นอะ อินดี้ เขาอ่าน Harry Potter กัน ไม่อ่าน ฉันจะอ่าน Hannibal ชอบทำตัวแอ็คอาร์ต แอนตี้สังคม เป็นตั้งแต่มัธยมจนมหาลัย ตอนเข้ามหาลัยก็เลยแบบโอเค เราจะเปลี่ยนตัวเอง เราจะ extrovert มากขึ้น เปิดมาอาทิตย์แรกจีบผู้หญิงเลย แล้วเสือกไปจีบคนที่สวยที่สุดในกลุ่ม

 

อ้าวชิบหาย แล้วไงต่อ

 

มันแอบเป็นแบบพล็อตหนังนิดนึง มันเป็นวันแรกพบ มาถึง อะ น้องต่อใช่มั๊ยครับ แขวนป้งแขวนป้ายเหี้ยอะไรไม่รู้ ก็พันตาแล้วจับเดินห่าเหวอะไรไป แล้วนั่งตรงข้ามกัน เปิดมาก็เจอคนเนี้ย แล้วเขาก็น่ารักอะ หน้าตาน่ารัก แล้วก็ชอบเขาอะ แต่ว่าไม่ได้อะไรมากนะ พอเสร็จจากนี้ มันมีจัดกลุ่มกันไงว่าอยู่โต๊ะไหน ก็คิดเล่นๆ ว่า อยากอยู่กับกลุ่มคนนี้ ถ้าพระเจ้ามีจริงก็ขอให้อยู่กับเขาแล้วกัน  เดินไปที่กลุ่ม อีนี่นั่งรออยู่อ่ะ อ่าวอีเหี้ยเสือกได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังไม่อะไร แล้วพอจัดตารางสอน ทุกคนในกลุ่มเรียนเศรษฐศาสตร์ตอนบ่ายหมดเลยเว่ย มีเรากับอีเนี่ยเรียนเศรษฐศาสตร์ตอนเช้าอยู่ด้วยกันสองคน แบบ อะไรเนี่ย มันคืออะไร

 

แต่จริงๆ ถ้ามองย้อนไปเขาก็คงกลัวเรานะ คือเราก็ไม่ได้รุกหนักอะไรมาก เพราะว่าเราไม่ใช่คนอย่างงั้น แต่ก็สื่อให้เขารู้แหละว่าเราชอบเขา มีซื้อของขวัญไปให้ ซื้อสร้อยข้อมือ มีการโทรไปบอกเขาว่า เออเนี่ย มีคนฝากของมาให้ ไปดูในกล่องฝากของนะ ซึ่งจริงๆ กูให้เอง เขาคงจะคาดหวังว่าเดือนคณะฝากมาให้ แต่เปิดออกมาเป็นกู มันก็เซ็งตรงที่ว่า วันรุ่งขึ้นก็ใส่มาให้ดู ก็แบบกินข้าวอยู่ นี่ใส่แล้วนะ ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง แล้วก็อะไรไปเรื่อยๆ จนแบบปิดเทอมเล็ก ก็ส่งเมสเสจไปจีบเขานู่นนี่ แต่ก็ยังไม่ได้อะไร

 

จุดเปลี่ยนคือเปิดมาปี 1 เทอม 2 วันแรกของการเรียนเลย อีนี่เอาผัวมา ชั้นก็แบบว่าเหวอแดกเลย แล้วความเหี้ยคือว่า ตอนปิดเทอมเล็กทั้งเดือนก็ส่งเมสเสจกันไป ส่งเมสเสจกันมา ยุคนั้นมันยังไม่ไลน์ก็ส่งเมสเสจเอา เขาก็ตอบกลับนะ แล้วตอนนั้นมันจะมี forward อะไรโง่ๆ เขาก็ forward มา เราก็รู้สึกว่าเขายังติดต่อกับเราอยู่ไง แต่เปิดมาปุ๊ป เขามีผัวแล้ว และทุกวันนี้เขาก็ยังคบกันอยู่ตั้งแต่อายุ 18 อะ เราก็รู้สึกว่าเขาคงเกิดมาคู่กันแหละ เขาจะแต่งงานกันแล้วมั้ง

 

ตอนนั้นมันก็เฮิร์ตมากนะ แต่เราจัดการไม่ดีเพราะว่าเราคาดหวังมากเกินไป แล้วก็เป็นความรู้สึกที่ว่า เราไปยึดเขาไว้เองว่า นี่จะเป็นจุดเดียวของเรา ซึ่งความจริงตอนนั้นเรายังไม่รู้ไงว่า เราไม่สามารถ manage และ expect อะไรจากคนอื่นได้ เราต้อง manage และ expect กับตัวเองไง ใช่มะ แต่ตอนนั้นเหมือนจะโวยวายในใจว่า ทำไมเขาไปมีผัวละวะ ตอนนั้นรู้สึกโลกพังทลายอะ

 

แล้วมันเหี้ยมากคือว่า สังคมมหาลัยตอนนั้นคือมันต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม ด้วยการที่มันแบ่งเป็นโต๊ะ เวลาไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน กินข้าวก็ต้องกินด้วยกัน เรียนก็เรียนด้วยกัน ตอนนั้นมันจะมีปัญหาว่า บางคนเนี่ยมีแฟนแล้วชิ่งจากกลุ่มไป ซึ่งผู้หญิงคนนี้เขายังรักกลุ่มเขาอยู่ไง ผัวมันก็เลยตามมาอยู่ในกลุ่ม แล้วกู ตลอดปี 1 เทอม 2 กูก็ต้องอยู่กับผัวมันตลอดเทอม แล้วผัวมันก็รู้ว่าเราชอบ ไปกินข้าวก็ต้องมาด้วยอะไรอย่างเงี้ย

 

แล้วเริ่มใช้ชีวิตคนเดียว เริ่มปลีกวิเวกตอนไหน

 

มันเริ่มจากตอนปีสองเราไม่ชอบระบบรับน้อง เพราะว่าต้องทำแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นได้อะไรเลย ประกอบกับเริ่มค้นพบหนังอินดี้ หนังพี่แว่นอะไรอย่างเงี้ย ตอนนั้นก็จะมี passion กับเรื่องหนังมาก ชอบดูหนัง ค้นพบ Lily Chou-Chou ค้นพบหว่องกาไว เพลงอินดี้ก็ฟัง ตอนนั้นอยู่กับรูมเมท แล้วรูมเมทชอบยืมเครื่อง Walkman มีครั้งนึงมันเอาไปแล้วเราไม่ได้เอาแผ่นออก แล้วที่ค้างอยู่คือแผ่น Air วงฝรั่งเศสอะ แล้วเพื่อนแม่งไม่เข้าใจ มันฟังแล้วก็แบบ เพลงอะไรวะเนี่ย เพลงฝรั่งหรอ ไม่ใช่ มันเป็นเพลงฝรั่งเศส เพื่อนก็ถามว่า ทำไมมึงต้องฟังเพลงฝรั่งเศส เหมือนคุยคนละภาษาอะ มันนิสัยดีนะ แต่มันไม่เข้าใจจริงๆ เราก็เริ่มปลีกวิเวกถาวร ไม่เข้ากลุ่ม แล้วก็อยู่คนเดียว

 

เราว่าการอยู่หอมันก็อันตรายเหมือนกันนะ มันทำให้เราอยู่คนเดียวมากขึ้น ด้วยความว่าตอนนั้นอยู่หอรังสิต บ่ายสามก็เลิกเรียนแล้ว แล้วหอปิดเที่ยงคืน คนอื่นก็ไปทำกิจกรรม เล่นกีฬา กินข้าว ส่วนคันฉัตรบ่ายสามครึ่งก็อยู่ที่หอแล้ว นอนตื่นนึงก่อน แล้วก็อ่านหนังสือ ไม่ได้อ่านหนังสือเรียนด้วยนะ อ่านนิยาย ช่วงนั้นอ่านหนังสือได้วันละเล่มอะ มุราคามิ วินทร์ เลียววาริณ หรือตอนนั้นก็จะเริ่มอ่านพวกโนเบล ดอสโตเยฟสกี้ ซึ่งก็อ่านไม่รู้เรื่องเท่าไหร่หรอก

 

แต่ช่วงนั้นก็ไม่ได้ทุกข์ใจอะไรนะ หรือจริงๆ หลอกตัวเองก็ไม่รู้ ก็อยู่คนเดียวไป ปลีกวิเวก ไม่ค่อยอะไรกับเพื่อนฝูง แล้วยิ่งปีสามกลับมาท่าพระจันทร์ เวลาเลิกเรียนเขาชอบมานั่งเม้าท์ใต้ตึกคณะกันอะ ซึ่งเราไม่เคยเลย ไม่รู้จะคุยอะไร ก็เลยมีอยู่สองอย่าง กลับบ้านไม่ก็ไปลิโด้ ไปดูหนัง ก็จะเป็นชีวิตแบบนั้นมาตลอด

 

เราว่าสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตมหาลัยเราไม่ใช่เรื่องการอยู่คนเดียว หรือชอบอยู่คนเดียวหรอก แต่ปัญหาคือไม่อยากอยู่คนเดียวมากเกินไป คืออยากมีแฟนมากเกินไป ซึ่งมันทำให้ทำอะไรไม่ดีหลายอย่างเหมือนกัน มันทำให้มั่วอะ คบซ้อนก็มี พยายามจีบคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย อะไรก็เอา เพื่อนคนนี้สนิทหน่อย คุยได้ดี ก็จีบเขาเลย ซึ่งบางทีมันไม่ใช่ไง บางคนเสียเพื่อนไปเลยก็มี แล้วมันก็จะมีผู้หญิงบางคนที่เฟลิร์ตหน่อย เหมือนสื่อสาร เหมือนเล่นด้วย แต่เขาอาจจะไม่ได้จริงจัง แต่เรารู้สึกว่าเขาจริงจังกับเรา เราก็ถือเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าคนนี้เป็นแฟนเราแล้ว แล้วเขาก็จะมาบอกตอนหลังว่าไม่ใช่แฟนเรา มันก็จะทำให้เราหงุดหงิดโวยวายร้องไห้ฟูมฟาย โทรไปร้องไห้กับเพื่อน

 

สิ่งที่มันแย่คือพอประมาณปี 3 มันมีพวกบล็อกกับ MSN เริ่มมีแฟนทางเน็ต มีการจีบคนทางเน็ต ซึ่งเราไม่ได้ต่อต้านหรอกนะ แต่บางทีมันฉาบฉวยน่ะ ตอนนั้นจะมีปัญหาอย่างนึงคือ เริ่มเขียนบล็อกแล้ว เริ่มเป็นคุณเมอร์แล้ว ก็จะมีคนเริ่มเข้ามาหาเยอะ มาคุยเยอะ แต่ว่ามันจะได้คำตอบว่า เขาอะชอบผลงานเรา แต่เขาไม่ได้ชอบตัวตนเรา แล้วก็จะเฮิร์ตแบบนี้หลายรอบ

 

สำหรับเรื่องความรักหรือเรื่องที่มันลึกมากๆ พี่ต่อผ่านมันไปได้เพราะว่าเวลาผ่านไปจนเราโตขึ้นเอง หรือว่าต้องลงมือจัดการกับมัน

 

เราว่าก็แล้วแต่นะ มันขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่เจอด้วย มันอาจจะเฮิร์ตในแง่ที่ว่า ช่วงนั้นมีคนเข้าหาเยอะ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จะจากเราไป ก็เลยรู้สึกว่า อ่าวเชี่ย กูไม่ได้เป็นคนเริ่มนะ มึงมายุ่งกับกูก่อน แล้วอยู่ดีๆ มึงก็ทิ้งทุกอย่างแล้วจากไป เช่น อยู่ดีๆ เขาโทรมาหา ชวนไปกินข้าว ก็สนิทอะไรกันอยู่พักนึง แต่ว่าสุดท้ายก็จะอีหรอบเดิม คือเขาก็จะเริ่ม fade away ไปจากชีวิตเรา เพราะเขาคงรู้ว่าเราไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

 

ครั้งสุดท้ายที่มีแฟนคือปี 2008 แล้วหลังจากนั้นก็แบบ พอ เหนื่อย เลิก คือไม่ได้แอนตี้ ไม่อยากมีแฟนแล้ว จะอยู่คนเดียว แต่รู้สึกไม่ไขว่คว้าแล้วมากกว่า แบบพอแล้วอะ กูเหนื่อย อันนี้คือจากตัวเราเอง และจากหน้าที่การงานด้วย ตั้งแต่สอนหนังสือเขียนหนังสือเนี่ย มันยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ หรือว่าถ้ามีแฟนตอนนี้ก็ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปให้เขา สภาพแวดล้อมก็มีส่วนเพราะว่าเราไม่เจอใคร ทำงานอยู่ในบ้าน เขียนหนังสือ ไปมหาลัย ก็เจอแต่เด็ก จะไปเอาเด็กเป็นแฟนก็ใช่เรื่องปะ คนชอบถามบ่อยมากเลยนะว่า เคยแอบชอบลูกศิษย์ไหม ซึ่งไม่มีนะ ไม่ไช่ว่ามีจริยธรรมสูงส่งอะไร แต่กลัวกฎหมายเล่นงาน กลัวพ่อแม่เขากระทืบ หรือกลัวอื้อฉาวจนกูไม่ได้สอนต่อ แล้วไม่มีเงินไปเที่ยวทำไง

 

เราจะเป็นคนที่ค่อนข้างป้องกันเรื่องนี้พอสมควร คือไม่สนิทกับลูกศิษย์มากเกินไป แทบไม่เคยไปกินข้าวกับลูกศิษย์เลย ไม่ได้ผลักไสไล่ส่งนะ แต่จะรักษาระยะห่างประมาณนึงเพื่อป้องกันปัญหา แล้วเราก็ไม่คิดอะไรกับเด็กๆ มันอยู่แล้ว ก็แค่แบบเด็กคนนี้สวยดี เด็กคนนี้หุ่นดี อะไรอย่างเงี้ย แต่คิดอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ คิดอยู่ในใจพอ

 

อ่อ ที่สำคัญอีกอย่างคือ สอนหนังสือมากๆ เนี่ยเซกส์เสื่อม แล้วก็เสื่อมในเรื่องการมีแฟนด้วย หมดอารมณ์อะ เจอเด็กพวกนี้แล้วแบบ เฮ้อ มันเหนื่อยอะ อีกอย่างนึงคือเป็นคนไม่อยากมีลูกอยู่แล้ว ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีลูก ยิ่งสอนหนังสือปุ๊ปนะ ยิ่งไม่อยากมีเลย แถมยังพาลไม่อยากให้เพื่อนมีลูกด้วย พอเพื่อนท้องก็บอกว่า กูไม่รู้หรอกนะว่าการเป็นพ่อเป็นแม่คนมันเป็นยังไง แต่กูจะขออย่างเดียว มึงจะเลี้ยงลูกยังไงก็ได้ แต่อย่าให้เป็นแบบเด็กที่กูด่า

 

tor1

 

LIFE AS A HUMAN

 

ช่วงนี้ที่ไม่ค่อยได้แสดงออกถึงความอ่อนไหวเพราะมันน้อยลงตามอายุรึเปล่า

 

เราก็ไม่ได้ตั้งใจนะ มันก็เป็นไปเอง เริ่มปลง เริ่มอารมณ์นิ่งขึ้น แต่ก่อนก็อาจจะ sensitive กับหลายๆ สิ่ง แต่พออายุเพิ่มขึ้นมันก็เริ่มปลง เริ่มปล่อยวาง ซึ่งการปล่อยวางแม่งมีหลายระดับ สมมติเรื่องอาจารย์คือ ตอนแรกจะไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กแม่งคุย ทำไมเด็กไม่ตั้งใจ ฉันจะต้องทำยังไงให้เด็กมันไม่คุยเนี่ย ฉันจะต้องสอนให้มันตลกขึ้นหรอ แต่ก่อนถึงขั้นทำชาร์ตเลยว่า เนี่ย ถ้าสอนไปสิบห้านาที เด็กมันต้องเริ่มเบื่อแล้ว เราต้องเปิดคลิปนี้ เป็นเหมือนกราฟอารมณ์ แต่หลังๆ ก็เลิก เพราะว่ามันคือการสอน ไม่ใช่การทำหนังไง ถ้ามันไม่ได้ก็ไม่ได้ เด็กมันมีเป็นร้อย เราไม่สามารถควบคุมเด็กทั้งหมดได้ เราก็ทำส่วนของเราให้ดีที่สุดแล้วกัน อย่างที่บอก ไม่ต้องด่ามัน ก็แค่ไล่มันออกนอกห้อง

 

หรือเรื่องแฟนอะไรเงี้ย ก็เคยอยากมีอะ แต่ตอนนี้คือ ในเมื่อมันไม่มีก็ไม่มี เราเริ่มรู้ตัวว่า เราก็อยากมีเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ว่าเรา manage กับการอยู่กับคนอื่นไม่ได้ เราอยู่คนเดียวจนชินแล้ว เรารู้สึกว่าเราอึดอัด หรือไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาที่ต้องอยู่กับคนอื่น มันเหงานะ แต่มันก็ต้องรับสภาพไป ก็ต้องอยู่คนเดียวไป นี่ก็โสดมา 8 ปีแล้ว ก็โอเค อยู่ได้ ประมาณนั้น

 

จริงๆ เราว่าไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม เราจะไม่ฟุ้งซ่านถ้าเรามีงานทำ มี passion หรือมีเป้าหมายบางอย่าง อย่างช่วงหลังๆ เราจะชอบเที่ยว เพราะมันเป็นการชดเชยสิ่งที่หายไป สมัยก่อนไม่กล้าไปต่างประเทศเองเลย ทุกวันนี้ก็ยังเป็นนะ เป็นคนไม่ค่อยกล้าไปที่แปลกๆ อย่างวันนี้เพิ่งไปเปิดบัญชีใหม่มา เวลาต้องเข้าไปก็จะ เออ ต้องฟังก่อนว่า เอ๊ะ เข้ายังไงวะ ต้องกดบัตรคิวก่อนใช่ปะ แต่ไม่อยากเข้าไปเด๋ออะ ต้องแอบเดินผ่านรอบนึง แล้วค่อยเข้าไป

 

อยากรู้ว่าคนประเภทไหนที่ทำให้พี่ต่อรำคาญได้มากที่สุด

 

คนที่ชอบมายุ่งกับชีวิตคนอื่น เสือกนี่ทุกคนเสือกอยู่แล้วแหละ แต่มามองว่าชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องเนี่ยมันอีกเรื่อง เขาจะมีเส้นชีวิตบางอย่างที่รู้สึกว่ามนุษย์ต้องเป็นไปทางนั้น แล้วพอคนไหนไม่เป็นแบบนั้นเขาก็จะรู้สึกว่ามันผิด แล้วก็จะมาบงการ จุ้นจ้าน จะเบื่อจะรำคาญคนพวกนี้มาก เหนื่อยกับมึงอะ

 

มันมีเคสนึงที่เราโดนคือ เป็นฟรีแลนซ์แล้วมันจะยั่งยืนหรอ บางคนทักด้วยความเป็นห่วง เช่น สมมติบอกไปเที่ยว / ไปไหนหรอ / ไปญี่ปุ่น / นั่งอะไรอะ / อ่อ ก็นั่งสายการบินนี้อะ / เท่าไหร่ / 18,000 / อุ้ย โคตรแพงเลยเนี่ย ไม่เคยรู้จักเว็บอาแปะหรอ / กูกดไลค์ไปตั้งนานแล้ว กูรู้จัก / เนี่ย ทำไมไม่ไปเวียดนามแอร์แค่ 7,000 เอง / อ่อ เวียดนามแอร์มันก็ถูกดีนะ แต่มันต้องต่อเครื่องปะ เราไม่ค่อยชอบต่อเครื่องอะ เราอยากบินตรงแล้วญี่ปุ่นบินตรงมันก็แปปเดียวเอง 5-6 ชั่วโมง แล้วมันก็บริการดีนะ เราชอบสายการบินญี่ปุ่น / โอ้ยเนี่ยยยย ถ้าแกนั่งเวียดนามแอร์นะ แกจะประหยัดได้ครึ่งนึงเลยนะ แกเอาครึ่งนั้นอะไปทำอย่างอื่นได้ บลาๆๆ แล้วมึงไม่คิดหรอว่ากูก็ยอมจ่ายเพิ่มอีกครึ่งนึง เพื่อไม่ต้องต่อเครื่อง และเพื่อได้แอร์ที่แบบพินอบพิเทากูไง นึกออกปะ ก็จะเบื่อคนแบบนี้ มาจุ้นจ้านอะไรกับชีวิตกูเหลือเกิน เหมือนต้องการเอาชนะเราหรืออะไรสักอย่าง หรือต้องการให้เราเห็นคล้อยที่สุดว่า ไอ้สิ่งที่เขาคิดมันดี

 

อีกเคสนึงคือ ทำไมไม่แต่งงาน ไม่มีลูก คนเราอยู่คนเดียวไปเรื่อยๆ ไม่มีลูก ก็จะรู้สึกว่าอยู่ไปทำไม ไร้ค่า อะไรก็ไม่รู้ อะไรวะ กูมีค่าจะตาย ชีวิตกูเนี่ยมีค่าที่สุดแล้ว ก็กูไม่อยากมีลูกเพราะกูรู้ตัวเองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ก็จะชอบมาแบบว่า ถ้าแกมีลูกแกจะสัมผัสความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงกูก็ Girl Gen เนี่ยแหละ! โอเค เราเข้าใจว่าการมีลูกมันอาจจะทำให้คนเราเปลี่ยนความคิดไปไง แต่ว่ามันไม่เหมือนซื้อหมามาเลี้ยงนะเว่ย มันคนละแบบกัน การมีลูกมันเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ มันเป็น cost กับสังคมกับโลก ถ้ามึงเลี้ยงไม่ดี เกิดมันไปฆ่าใครตาย ก็จะมีความรู้สึกว่าเราเลี้ยงคนให้เป็นคนไม่ได้ เลี้ยงตัวเองยังไม่ค่อยรอดเลย ก็ไม่แน่นะ ตอนนี้อายุ 30 คิดแบบนี้ แต่เกิดจับพลัดจับผลูได้เมียรวยๆ แล้วชีวิตมั่นคง เออ มีลูกกันเถอะ ก็อาจจะเป็นอีกแบบนึงไง แต่คงไม่มีหรอกวันนั้นอะ

 

ถ้าเรื่องของคนอื่นก็เช่น เรามีเพื่อนผู้ชายคนนึงที่พ่อเขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากๆ แต่พ่อเขาเสียไปแล้ว ทีนี้เขาหนีออกจากบ้านไปมีแฟน แล้วก็หายไปเลย วันดีคืนดีเขาก็โทรมาหาเรา บอกว่าขอยืมเงินสองพันได้ไหม บอกว่า เนี่ย หอเราจะถูกตัดไฟอยู่แล้ว เราก็ตกใจเหมือนกัน เห้ย อะไรวะ ก็ไม่รู้ไงว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นก็มีเซนส์แหละว่าไม่ได้คืนหรอก แต่สองพันมันก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงมาก แล้วก็เคยสนิทกัน ก็เลยโอนให้เขา แต่ความเหี้ยคือแม่งโทรหาทุกคน แล้วมีกูโอนอยู่คนเดียว โคตรเหี้ยเลย เสร็จแล้วก็มีคนไปเจอว่าทุกวันนี้เขาขายพวงมาลัย ขายลูกอมอะไรอย่างนั้นเลย ฮาร์ดมาก เท่าที่รู้มาคือเขาไปเล่นพนันแล้วหมดเนื้อหมดตัว แล้วแฟนก็ทิ้ง อันนั้นก็เรื่องนึง ซึ่งเราก็เห็นใจเขา

 

แต่ด้วยความที่ว่าเขาหากินอยู่แถวสยามแถวสีลม แล้วรุ่นเรามีอยู่ 200-300 คน มันก็ต้องเจอเขาอยู่เรื่อยๆ ก็จะมีคนถ่ายรูปมาแล้วคุยกันในกรุ๊ปว่า เออ สงสารเขาจังเลยอะ อยากช่วยเขาจังเลย ทำยังไงดี ซึ่งเพื่อนที่สนิทกับเขาและยังคุยกันอยู่บ้างก็จะบอกว่า ไม่ต้องห่วงเขา เขาอยู่ได้

 

ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ทุกคนพยายามจะช่วยเขามากๆ ถึงขั้นแบบว่า จริงๆ แล้วเนี่ย เขามีอาการทางจิตรึเปล่า พาเขาไปหาหมอมั๊ย เขาคิดไปเองว่าเขาอยู่ได้ แต่เขาก็อาจต้องการใคร อะไรก็ไม่รู้อะ ซึ่งเราว่าอันนี้มันเกินไปแล้ว มันก่าวก้ายชีวิตเขาเกินไปแล้ว ไปคิดแทนเขาทำไมวะ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า จริงๆแล้วมึงอยากช่วยเขาจริงๆ ปะวะ หรือมึงอยากช่วยเขาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี นึกออกปะ เหมือ pasteurize ตัวเอง แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรพวกนี้ไปนะ เพราะว่าขี้เกียจมีเรื่อง เราก็มองอยู่ห่างๆ ถ้าพวกมึงอ่านก็รู้ด้วยนะ

 

ไม่รู้เราคิดอย่างนี้ถูกรึเปล่า หรือเราใจร้ายรึเปล่า แต่เรารู้สึกว่าก็ชีวิตเขา เขาได้เลือกทางนี้แล้ว ถ้าเขายืนยันว่าเขาขายพวงมาลัยแล้วเขาอยู่ได้ เขามีความสุข ก็จบ ก็ปล่อยเขาไป

 

ส่วนเราก็จะไม่ค่อยไปยุ่งกับชีวิตใคร หรือถ้าเราแนะนำ เราก็จะบอกแบบทางการ แต่จะไม่พยายามไปบังคับ อย่างเช่น มันจะมีลูกศิษย์บางคนที่วันๆ เอาแต่เที่ยว เอาแต่กินเหล้า ซึ่งก็เป็นชีวิตเขาอะนะ แต่เราก็จะไม่บอกเด็กว่า เขาต้องปฏิวัติตัวเอง แต่จะบอกว่า เออ เรามองหาบ้างไหมว่าอยากทำอะไร ต้องมองบ้างนะ ก็ไม่ได้ว่าต้องห้ามเที่ยวเลย ก็เข้าใจมันอยู่ ในวัยนี้มันก็อยากเที่ยวแหละ

 

เรารู้สึกว่า ถ้าเราสื่อสารกับเด็กแล้วเราไปพูดแบบบังคับมัน สั่งสอนมัน มันจะแอนตี้ไง นึกออกปะ เราก็จะพูดแบบให้คำแนะนำอะ แล้วก็บอกว่า ไม่ต้องเชื่อหมดก็ได้ อย่างเวลาจบคอร์สที่ธรรมศาสตร์ เราชอบให้ข้อคิด 4 ข้อ แล้วก็จะบอกว่า ไม่ต้องเชื่อเพราะอาจารย์ก็ทำไม่ได้สักข้อ เช่น ข้อแรกจะบอกว่า ให้หาตัวเองว่าชอบอะไร แต่อย่าหานานเกินไป เพราะว่าเห็นบางคนหาไปเรื่อยๆ คนเราสุดท้ายก็ต้องรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรชอบอะไร อยากรู้ว่าทำอะไรก็ต้องลองทำ จะมานั่งมโนว่าฉันชอบทำงานแปลรึเปล่า ถ้ามึงไม่แปลก็ไม่รู้หรอก หรือแบบให้รักษาสุขภาพ แต่ถ้าไม่อยากรักษาก็เรื่องของมึง เพราะเราไม่อยากทำตัวเป็นศาสดาหรือผู้รู้ที่จะนำทางชีวิตใคร

 

FOLLOW KANCHAT AT FACEBOOK.COM/MERPAGE
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment