“ทำไมถึงเกลียดตัวเองล่ะ แกออกจะเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี มีความสามารถ”

“มั่นใจหน่อยสิ ไม่มีใครเกลียดแกเหมือนที่แกเกลียดตัวเองหรอก คิดไปเองทั้งนั้น”

“ไม่ชอบตัวเองก็เปลี่ยนสิ ลองคิดดูว่าเป็นเพราะอะไร แล้วก็แก้ตรงนั้น”

ฯลฯ

 

ประโยคต่างๆ ที่ยกมานั้นไม่ผิดเลยแม้แต่ประโยคเดียว แต่ถ้าเราฟังเผินๆ ลอยๆ แล้วไม่ได้วิเคราะห์ลงลึกถึงความหมายของมันจริงๆ ก็อาจจะพาลหงุดหงิดและรู้สึกว่าคนพูดนั้นพูดไปอย่างนั้นแบบไม่ใส่ใจเราเสียอีก เรารู้ยิ่งกว่ารู้ว่าเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นห่วงและหวังดีกับเรา แต่เราที่กำลังประสบกับความรู้สึกเกลียดตัวเองอย่างเข้มข้น กลับรู้สึกเหมือนเดิม แถมยังสงสัยว่า ทำไมประโยคหวังดีเหล่านี้ถึงไม่ซึมเข้าแกนสมองเราบ้าง หรือบ่อยครั้งที่เราก็รู้สึกว่า เราไม่มีค่ามากพอหรือไม่คู่ควรกับความเป็นห่วงและความหวังดีที่เขาให้เรามา

 

สำหรับเรา ความรู้สึกเกลียดตัวเองในเชิงจิตใจที่ว่า ก็คือความรู้สึกไม่ชอบนิสัยหรือสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึก เช่น เราไม่ชอบที่เราเป็นคนความรู้สึกอ่อนไหว เราเลยผิดหวัง เสียใจ น้อยใจกับการกระทำของคนอื่นง่ายมาก หรือเราไม่ชอบที่เราเป็นคนชอบกดดันและคาดหวังกับตัวเองสูง เราเลยคิดว่าตัวเองห่วยหรือไม่เก่งพอ เราไม่ชอบวิธีคิดของตัวเอง ไม่ชอบความขี้ขลาดของตัวเอง ไม่ชอบที่เรายอมรับคุณค่าในตัวเองไม่ได้ เราเลยโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมา จนวันนึงเราก็ต้องประสบกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล

 

ฉะนั้นคนรอบตัวก็จะบอกว่า ก็นี่ไง อย่าคิดมากกับการกระทำของคนอื่น อย่ากดดันตัวเองว่าจะต้องทำทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์ อย่าเอาแต่โทษตัวเอง แต่มันไม่ง่าย! เราห้ามความรู้สึกไม่ได้! แต่หารู้ไม่ว่าไอ้ความคิดที่ว่า “เราห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึกไม่ได้” นี่แหละ ที่เป็นตัวฉุดไม่ให้เรารู้สึกดีขึ้นเสียที แต่ก่อนจะหาทางทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น มาลองหาคำตอบกันดีกว่าว่า ทำไมเราถึงเกลียดตัวเองกันตั้งแต่แรก

 

สิ่งที่เป็นไม่ตรงกับค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคม

 

ข้อแรกเลยก็คือ เราไม่ชอบตัวเองเพราะเราไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมของเรา เราเห็นเพื่อนๆ เข้มแข็งและสดใส ทำงานออฟฟิศแปดครึ่งถึงห้าโมงได้โดยยังไปปาร์ตี้ต่อได้อีก แถมมาถึงออฟฟิศตอนเช้าวันรุ่งขึ้นมันก็ยังดูมีพลังเต็มเปี่ยม แถมทำไมเวลาเพื่อนเราทำงานพลาดแล้วโดนวิจารณ์ มันถึงยังยิ้มร่าบอกเราว่าไม่เป็นไร พลาดวันนี้ก็เอาใหม่วันหน้าได้ หรือทำไมคนนั้นที่เป็นโรคซึมเศร้าเค้ายังดูใช้ชีวิตปกติได้เหมือนไม่ทรมานอะไรเลย แล้วเราล่ะที่ก็เป็นโรคเดียวกับเขา ทำไมเรากลับทำไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ เขาเองอาจจะกำลังปกปิดและต่อสู้กับความอ่อนแอนั้นอยู่หลังม่านก็เป็นได้

 

นั่นเองจึงทำให้เรารู้สึกว่า ตัวอย่างทั้งหมดนี้คือสัญญะที่สะท้อนค่านิยมของสังคมว่า เราทุกคนควรจะยิ้มแย้ม ร่าเริง สดใส ใช้ชีวิตให้ลงตัว มี work-life balance น้อมรับคำวิจารณ์ ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มีพลังบวก และส่งต่อพลังบวกให้คนอื่น ไม่ใช่อมทุกข์ หน้าเบ้มาทำงาน เพราะนอกจากตัวเองจะนอยแล้ว คนรอบตัวก็จะนอยตามด้วย ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถึงสังคมจะเรียกร้องจากเรามาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามค่านิยมนั้นให้ครบทั้งหมดนะ

 

แน่นอนว่าถ้าไม่ทำตามนั้นเลย คนรอบตัวก็คงจะเกลียดเราเป็นแน่ แต่บางครั้งแค่ทำได้ข้อเดียวจากข้างบน เราก็แทบจะดีใจเป็นล้นพ้นแล้ว อีกอย่างคือสังคมไทยอาจไม่ชินกับการแสดงอารมณ์หรือแสดงออกซึ่งความอ่อนแอในที่ชุมชน หรือไปไกลกว่านั้นอาจจะพูดได้ว่าคนไทยมักจะกลัวการเสียหน้า หรือกลัวคนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ ซึ่งบางครั้งมันก็นำไปสู่ปัญหาได้จริงในขอบข่ายของการทำงาน แต่ถ้าเป็นชีวิตประจำวัน เราอาจจะลองปล่อยอารมณ์ออกมาดูบ้างก็ได้ เศร้าบ้างก็ได้ ร้องไห้บ้างก็ได้ แต่ต้องปล่อยแบบไม่มากไม่น้อยไป ลองหาจุดที่ลงตัวสำหรับตัวเองดู ถ้าแสดงออกมากเกินไป ก็อาจจะนำไปสู่ต้นเหตุของการเกลียดตัวเองข้อถัดไปได้

 

ในอดีตเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด

 

ข้อถัดมาก็คือเพราะเราเคยทำพลาดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกเยอะไป ไม่ควบคุมอารมณ์ พูดในสิ่งที่ไม่ต้องพูดก็ได้ หรือเผลอทำร้ายจิตใจคนอื่น ทั้งหมดทำให้เรารู้สึกเสียใจที่ทำแบบนั้น หรือถ้าย้อนเวลากลับมาได้ก็จะไม่ทำมันอีก และหลายครั้งมันก็ไปไกลถึงขั้นรู้สึกผิด ก่นด่า และลงโทษตัวเองด้วยวิธีต่างๆ มากมาย

 

ยกตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งอาจเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดกับแฟนเก่า แต่แทนที่เขาจะไม่ทำสิ่งนี้กับแฟนคนปัจจุบัน เขากลับเลือกที่จะไม่มีแฟนใหม่ไปเลยเพราะกลัวตัวเองจะทำผิดอีก นี่คือ “การลงโทษตัวเอง” ทำให้เขาเหงาต่อไป และไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุขกับความสัมพันธ์ใหม่ ๆ คนทั่วไปก็อาจจะมองสถานการณ์นี้ว่า ก็ปรับปรุงตัวสิ เตือนตัวเองไม่ให้ทำอีกสิ แต่เรามองว่าการปรับปรุงตัวไม่ใช่ประเด็น ปรับปรุงตัวน่ะ มันทำได้ไม่ยากหรอก แต่ประเด็นมันอาจจะอยู่ที่ว่า เราพร้อมที่จะให้อภัยตัวเองแค่ไหนมากกว่า

 

อย่างเราเอง เรามักจะปรับปรุงตัวได้ในทุกครั้งที่เราตั้งใจจริงๆ แต่ในเรื่องเดียวกัน นิสัยเดียวกัน การกระทำเดียวกัน ยังไงเราก็ให้อภัยตัวเองไม่ได้สักที  เรายังคงจำเหตุการณ์ที่เราทำร้ายจิตใจคนอื่นได้แม่น นั่นก็เพราะเราไม่ให้อภัยตัวเองในเหตุการณ์ครั้งเดิมนั้น และที่เราให้อภัยตัวเองไม่ได้ ก็เพราะเรายังเห็นว่าตัวเอง “ไม่มีคุณค่าพอที่จะต้องให้อภัย”

 

ไม่รับรู้ถึงคุณค่าของตัวเองและไม่เคารพตัวเอง

 

ข้อสุดท้ายคือการที่เรามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองและไม่เคารพตัวเอง ซึ่งในบางครั้งความรู้สึกนี้ก็ถูกทำให้เข้มข้นขึ้นด้วยโรคทางจิตเวชต่างๆ เราคิดว่านี่อาจจะเป็นต้นเหตุที่ฝังลึกที่สุดในบรรดาทุกสาเหตุที่เราเล่ามา เพราะมันเกี่ยวโยงกับการเลี้ยงดูและประสบการณ์ที่เราเลือกไม่ได้ แต่ประดังประเดเข้ามาในชีวิตแบบไม่หยุดหย่อน และเราก็ตอบสนองกับมันในวิธีที่ต่างกันไป

 

เราเองก็เคยเขียนเกี่ยวกับ self-esteem ไว้ในบล็อกหลายครั้ง ทั้งที่เกี่ยวกับความไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเองและการดูแลคนใกล้ตัวที่ไม่รักและเคารพตัวเอง แต่ถ้าถามว่าจะจัดการกับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเองยังไง เราคิดมานานแล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แล้วก็ยังล้มลุกคลุกคลานกับมันอยู่ดี เลยไม่รู้จะแนะนำเพื่อนๆ ยังไง เราเลยลองไปถามความเห็นของคนรอบตัวเรามา แต่ละคำตอบที่ได้ก็น่าสนใจทั้งนั้น และเหล่านี้คือคำตอบที่ช่วยเราได้มากๆ เลยขอหยิบยกมาแบ่งปันตรงนี้นะ

 

“พยายามทำความเข้าใจตัวเองแบบถึงแก่นว่าเป็นแบบนี้เพราะอะไร ในขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจโลกไปด้วย อย่างเราจะพยายามเข้าใจว่าโลกไม่ได้หมุนตามเรา ความผิดหวังและความรู้สึกสะเทือนใจมันมาจากเราดันไปชนกับคนอื่นที่อาจจะคิดไม่เหมือนเรา เชื่อไม่เหมือนเรา พอเราเห็นว่าโลกมันเป็นแบบนี้ มันเต็มไปด้วยคนที่แตกต่างกัน เราก็จะได้ไตร่ตรองความรู้สึกว่าเราควรจะถือหรือปล่อยวาง”

 

“เราว่ามันเป็นปกตินะที่เราจะไม่ชอบอะไรตัวเองสักอย่าง เพราะเราทุกคนต่างก็มีข้อด้อย เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่ามันคือเรื่องปกติ มันก็โอเคนะ สุดท้ายก็คือชอบตัวเองในแบบที่ไม่ชอบตัวเองด้วยมันก็สมดุลดี ไม่งั้นถ้าชอบตัวเองหมดทุกอย่างคงอีโก้เยอะแย่ ก็คงต้องคิดว่ามันเป็นปกติของตัวเองที่จะมีทั้งดีทั้งด้อย แล้วถ้าไม่ชอบตรงไหนจริงๆ ก็ต้องค่อยๆ แก้ไปแหละ อีกอย่างคือเราเชื่อว่าความสัมพันธ์ใด ๆบนโลกที่ดีที่สุดคือกึ่งๆ love-hate relationship รวมทั้งกับตัวเองด้วย รักด้วยเกลียดด้วยในเวลาเดียวกัน มันจะได้เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย”

 

“เราเป็นคนคิดมากโดยกมลสันดาน ถ้ามาบอกให้ไม่คิดมาก เราก็ทำไม่ได้ วิธีแก้คือถ้ามันส่งผลเสียต่อคนอื่น เช่น ถ้าทำเพื่อนนอย เราก็มักจะหนีไปนอนแล้วค่อยตื่นมาคุย เพราะตื่นมามันก็หายเกือบจะตลอด แต่ถ้ามันส่งผลเสียแค่กับแค่ตัวเรา เราเสียใจ เราก็จะปล่อยให้ตัวเองเสียใจ คิดมากไป เพราะถ้าไม่คิดตอนนี้เดี๋ยวก็คิดอีกอยู่ดี ปล่อยไหลเลย ให้เวลาฮีลตัวเองเอา”

 

“ต้องคิดก่อนว่านิสัยที่ว่าไม่ดีจริงๆ รึเปล่า ถ้าไม่ดีจริงๆ คือส่งผลเสียกับเราหรือคนอื่น ก็ค่อยๆ หาทางแก้ไป แต่ถ้าไม่ได้มีผลเสียอะไรก็ไม่ต้องแก้ก็ได้ แค่ยอมรับแล้วทำใจอยู่กับมันให้ได้ก็พอ เช่น เราเป็นคนชอบคิดมาก เราก็แก้ไม่ได้ เราเลยแค่พยายามตั้งสติ หาอะไรมาทำ เช่น เราชอบเดินไปเรื่อยๆ อะไรแบบนี้”

 

“บางทีเราก็เข้มแข็ง บางทีก็อ่อนแอเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าเราไม่มีอารมณ์แบบนี้เลยจะกลายเป็นผีดิบ เป็นคนธรรมดานะ เหนื่อยก็บอกเหนื่อย ท้อก็บอกได้ โง่ก็ยอมรับมัน แต่อ่อนแอไม่จำเป็นต้องแพ้นะ”

 

ทั้งหมดที่ว่ามาต้องใช้เวลา อย่ารีบเร่งกดดันตัวเอง เอาเป็นว่าเรามาลองคิดและทำตามคำแนะนำของเพื่อนเราไปอย่างช้าๆ พร้อมกันเนอะ 🙂

 

ILLUSTRATION BY MIEW8
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment