สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตั้งแต่ยังเด็กคือเวลาเราพูดถึงนิยามความสัมพันธ์ คนรอบตัวเราหลายมักบอกว่าเราแปลกเพราะเราคิดไม่ค่อยเหมือนคนส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก เรามักจะตั้งคำถามกับความสัมพันธ์เสมอว่า ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น ใครเป็นกำหนด เริ่มต้นมาจากไหน ทำไมบางคู่ต้องหึงอะไรขนาดนั้น ทำไมมีแฟนแล้วถึงคุยกับคนอื่นไม่ได้ ทำไมเราถึงถูกจำกัดให้ต้องรักคนคนเดียวทั้งชีวิต ทำไมเราถึงรักคนหลายคนพร้อมกันในเวลาเดียวกันไม่ได้ ในเวลานั้นก็จะมีแต่คนบอกว่า ไว้เราโตขึ้นกว่านี้อีกหน่อย เราจะเข้าใจ ซึ่งในตอนนั้นเราก็ยอมรับแหละว่ายังไม่เคยรู้สึกหรือรู้จักมัน เรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดในตอนนั้นคืออะไร

พอโตขึ้นมาอีกนิด หลังจากเราเริ่มลองมีความสัมพันธ์ เริ่มมีเซ็กส์ แทนที่เราจะได้คำตอบสำหรับคำถามเมื่อตอนที่เรายังเด็ก ในทางกลับกัน เรากลับตั้งคำถามกับมันมากขึ้น เรายิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมขีดกำจัดเรื่องนี้มันเยอะนัก เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเรื่องเซ็กส์กับเรื่องความรักมาเป็นเรื่องเดียวกัน ทำไมต้องดราม่าเวลาแฟนไปมีเซ็กส์กับคนอื่น ทำไมต้องดราม่าหึงหวงอะไรกันเบอร์นั้น และแน่นอนหลายคนก็บอกว่า เพราะเรายังไม่เจอคนที่ ‘ใช่’ แน่ๆ

การที่คนใกล้ตัวแทบทุกคนมีมุมมองความคิดและความเชื่อเรื่องนี้ไม่เหมือนเรา ในระยะยาวมันทำให้เรามองเห็นอะไรมากขึ้น และแทนที่มันจะโน้มน้าวเราไปในทิศทางที่คนส่วนใหญ่เป็น มันกลับทำให้เราก็ตั้งคำถามกับมันมากขึ้น เช่น ทำไมการที่คนหนึ่งคุยกับหลายๆ คนพร้อมกัน ถึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ทำไมคนที่คุยกันแล้วไม่พัฒนาความสัมพันธ์ถึงกลายเป็นคนผิด กลายเป็นคนไม่จริงใจ ทำไมคนที่คบคนได้ไม่นานถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่จริงใจ

ด้วยความที่เราเองเคยผ่านโมเมนต์ Hypersexual ตอน Manic episode และช่วงที่กินยาจนเสียความต้องการทางเพศไปหมดสิ้น เลยอาจทำให้เรายิ่งมองเห็นทุกส่วนประกอบของความสัมพันธ์ออกเป็นส่วนๆ ได้ชัดเจนขึ้น เราเห็นเซ็กส์เป็นคนละเรื่องกับความรัก เรามองว่าเซ็กส์คือกิจกรรมๆ หนึ่ง ดังนั้นการที่เราไปมีเซ็กส์กับคนอื่น มันก็เหมือนการไปกินข้าว ดูหนัง แต่ทำไมคนต้องให้น้ำหนักกับเซ็กส์มากกว่ากิจกรรมอื่น เอาเข้าจริงแล้วเราว่ามีเซ็กส์กับคนอื่น มันก็เหมือนการช่วยตัวเอง แต่เปลี่ยนจากการช่วยตัวเอง เปลี่ยนจากการใช้มือ (หรืออุปกรณ์อื่นๆ) มาเป็นการมีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์อีกคนมากกว่า ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย ส่วนเรื่องมีใจให้กับคนอีกคนมั้ย มันเป็นเรื่องของการตอบสนองทางอารมณ์

สรุปแล้วความสัมพันธ์คืออะไร ทำไมกฏเกณฑ์ทางสังคมมันเยอะ ทำไมคนมันตัดสินกันจัง มันกลายเป็นเรื่อง ‘ถูก’ และ ‘ผิด’ ชัดเจนขนาดนั้นได้ยังไง มันก็เป็นเหมือนความเชื่อศาสนาไม่ใช่หรอ เช่น บางศาสนาสอนให้เชื่ออย่างนี้ ทำแบบนี้คือ ‘ดี’ ทำแบบนี้คือ ‘ไม่ดี’ สรุปมันคือเรื่องความเชื่อรึเปล่า แล้วทำไมแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์มันกลายมาเป็นบรรทัดฐานที่เราตัดสินคนอื่นได้ล่ะ มันก็คือเรื่องแนวคิดเหมือนกันไม่ใช่หรอ เราไม่ตัดสินคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้า เราไม่ตัดสินคนที่เชื่อเรื่องผี เพราะเราเคารพว่ามันเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่

จนวันนึงเราก็มาพบกับบทความอันหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘How Romanticism Ruined Love’ เขาบอกว่าความโรแมนติกเป็นชุดความคิดที่มีแนวโน้มที่จะทำลายความสัมพันธ์มากกว่าจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ แค่ฟังชื่อก็รู้สึกสอดคล้องกับสิ่งที่คิด เราเลยไปศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดๆหน่อยๆ แล้วก็พบว่า โอ้ นี่คือชุดความคิดที่เราคิดมาตลอดตั้งแต่เด็กนิหน่า ซึ่งเราก็ไม่แปลกด้วย เพราะมันเป็นแนวคิดที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งก็ไม่น้อยที่มีความเชื่อเหมือนกัน

วันนี้เราเลยลองมาสรุปให้อ่านกัน โดยรวบรวมจากบทความไม่กี่อันที่เราไปศึกษา ประกอบกับใส่แนวความคิดและความเห็นของเราไปด้วย อาจจะดูลำเอียงไปบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาจะเป็นปฏิปักษ์กับชุดความคิดใดๆ แค่อยากจะแชร์ให้เห็นอีกมุมของนิยามนี้ 🙂

 

ROMANTICISM ความรักคือแบบนี้ (เท่านั้น)

แนวความคิดนี้อาจจะเกิดขึ้นแบบเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1750 ก่อร่างสร้างตัวจนเป็นลัทธิได้เพราะเหล่านักกวี ศิลปิน และนักปรัชญาต่างๆ ที่พร่ำบอก พร่ำสอนเราว่าความรักคืออะไร มีอะไรในความรัก และทำไมต้องโรแมนติก ทำไมต้องดราม่า ซึ่งตอนนี้ความเชื่อเหล่านี้ได้ครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว

Romanticism สอนเราว่า ความสัมพันธ์มันมีรูปแบบของมันอยู่ หน้าที่ของคุณคือทำตาม checklist นั้นๆ ไม่ได้ถึงขนาดว่าคุณต้องทำอะไรบ้างในความสัมพันธ์ แต่มันมีหลักคิดที่ชัดเจนอยู่ เช่น การแต่งงานมีครอบครัว การนับเรื่องเซ็กส์กับความรักเป็นเรื่องเดียวกัน การที่ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว การทำตามหัวใจตัวเอง

จุดมุ่งหมายสูงสุดของ Romanticism มักจะเป็นเรื่องการแต่งงาน (หรือปัจจุบันอาจไม่ซีเรียสเรื่องการแต่งงาน แต่จะมองถึงการที่ได้อยู่ร่วมกันเป็นคู่ ครองรักแบบผัวเดียวเมียเดียวไปจนแก่จนเฒ่า) และนำคอนเซ็ปต์นี้มาผนวกรวมเข้ากับความรู้สึกเสน่หา เพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชีวิตคู่ไปถึงจุดที่ต้องการได้ นั่นคือการผนวกรวมความรักกับเซ็กส์เข้าไว้เป็นเรื่องเดียวกัน

ในข้อมูลเค้าบอกว่า แก่นที่แท้จริงของมนุษย์แล้ว ‘ความรัก’ กับ ‘เซ็กส์’ เป็นคนละเรื่อง นั่นคือมนุษย์เราสามารถมีเซ็กส์กับคนที่ไม่ได้รักได้ และสามารถรักกับคนที่ไม่มีเซ็กส์ด้วยได้ อย่างเช่นเคยมีบทความว่าด้วยว่าคนสมัยก่อนนู้นนั้น แยกเรื่องเซ็กส์กับเรื่องรักออกจากกันชัดเจนมากๆ ผู้ชายมีเซ็กส์ด้วยกันทางทวารเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศ แต่จะไปมีเซ็กส์กับผู้หญิงเพื่อสืบพันธุ์ หาใช่เพราะความรักไม่ แต่ลัทธิ Romanticism นี่แหละที่มาสร้างความเชื่อให้เราว่า “มันคือเรื่องเดียวกัน” โดยการตีความหมายมันไว้ว่า “การมีเซ็กส์คือการแสดงออกถึงความรัก” ให้นิยามมันว่า “ถ้ารักและเซ็กส์ไปด้วยกันได้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน” แต่ถ้ามีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งจะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ ลัทธินี้สอนเราว่า “คู่รักที่ดีคือคนที่ต้องเข้าใจกันแม้ไม่ต้องพูดออกมา” และเชื่อว่าการเลือก ‘คนที่ใช่’ คือการทำตาม ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่การพิจารณาจากเหตุและผล คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลายๆคนมองว่า เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องที่ต้องเอาขึ้นหิ้งมากกว่ากิจกรรมอย่างอื่นเพราะมันมีคุณค่าทางความรู้สึกอยู่มาก

แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ เขาสอนว่า ความโรแมนติกที่แท้จริงคือ ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่เรื่อง ‘ผลประโยชน์’ เพราะมันจะดูไม่โรแมนติกเลยเวลาเราพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ร่วม’ หรือเวลาที่เราบอกว่า คนนี้คือคนที่ใช่สำหรับเรา เพราะเราอยู่ด้วยกันแล้วผลประโยชน์ทุกอย่างลงตัว ในที่นี้หมายถึงนิสัย เงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ หน้าที่การงาน ฯลฯ แต่เราต้องบอกว่า คนนี้คือคนที่ใช่สำหรับเรา เพราะเรา ‘รู้สึก’ รักคนนี้ ทั้งที่จริงๆ เราเชื่อว่ามันคือผลประโยชน์นะ เช่น เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุขทั้งคู่ เราอยู่ด้วยกันแล้วเราสามารถมอบ moral support ให้กันได้ เราสามารถแชร์เรื่องต่างๆ ด้วยกันได้ หรือเวลาที่เรามีอารมณ์เขาก็สามารถและพร้อมจะมีอะไรกับเราได้ นั่นคือ ‘ผลประโยชน์ร่วม’ ที่ได้จากความสัมพันธ์ เหมือนกับการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าแล้วได้กำไร แต่เขาไม่ให้ใช้คำว่า ‘ผลประโยชน์’ เพราะมันจะดูไม่ ‘โรแมนติก’

พอใช้คำว่า ‘โรแมนติก’ มันเลยกลายเป็นเรื่องของอารมณ์นำเหตุและผล ดังนั้นเราก็เลยต้องใส่อารมณ์หึง อารมณ์หวง และอารมณ์ดราม่าต่างๆ เข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มระดับความ ‘โรแมนติก’ ให้สมจริงเข้าไปอีก

 

POST-ROMANTICISM ลองก้าวข้ามมันดูไหม

ถัดมาคือชุดความคิดอีกแบบ ซึ่งเรียกว่า Post-Romanticism นั่นคือการมองก้าวข้ามความโรแมนติกไปอีกขั้นว่า ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องของความ ‘โรแมนติก’ อย่างที่ใครเคยนิยามไว้ มองตามความเป็นจริงและเป็นเหตุและผลมากขึ้น ไม่ได้มองความสัมพันธ์เป็นก้อนเดียว แต่มองว่ามันเป็นหลายชิ้นส่วนที่มาประกอบกัน และไม่จำเป็นต้องมีครบทุกส่วน โดยแยกเรื่องรักกับเซ็กส์อออกจากกัน รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์ การเงิน และเรื่องชีวิตส่วนตัว ฯลฯ

เราต้องมองว่า เรารักคนนี้เพราะเรารู้สึกรัก เหมือนกับเรารักแม่ รักพ่อ เราไม่จำเป็นต้องหึงหวงแม่กับพ่อ ส่วนเรื่องเซ็กส์ก็คืออีกเรื่อง เรารู้สึกมีอารมณ์กับใคร ก็เพราะตัณหา ราคะที่ทำให้เราอยากมีอะไรกับคนนั้น ไม่ใช่เพราะ ‘ความรัก’ เราต้องสามารถคุยเรื่องการลงทุนวางแผนชีวิตด้วยกันในอนาคตได้ตั้งแต่แรกๆ สามารถพูดถึงเรื่องเงินและผลประโยชน์ที่เราจะแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้เราทั้งคู่มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เราต้องยอมรับว่าคนคนเดียวไม่สามารถเป็นทุกสิ่งให้เราได้ เขาเป็นเมียที่ดี เป็นแม่ของลูกที่ดีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่เซ็กส์ที่ดีได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทีปรึกษาที่ดีก็ได้

เราชอบคนนี้ เพราะคนนี้มีรูปร่างหน้าตาที่ถูกใจเรา มีนิสัยที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เราอยากให้เค้ามาเติมเต็มบางอย่างในชีวิตให้เรา ซึ่งแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้มันก็คือเรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นผลประโยชน์ทางความรู้สึก คำว่าผลประโยชน์ไม่ได้หมายถึงเรื่องของเงินทองเสมอไป มันเป็นผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ก็ได้ เช่น ฉันช่วยเธอ และเธอช่วยฉัน เรามอบ moral support ให้กันและกัน เป็นต้น ส่วนใครที่ได้คู่ครองที่ชีวิตเซ็กส์ไปด้วยกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีไป

ส่วนการไปมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับคนอื่นมันก็คืออีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นกิจกรรมสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องถูกตัดสินว่าเป็นเรื่อง ดี ไม่ดี ถูก หรือผิด มันก็แค่กิจกรรมหนึ่งของมนุษย์เท่านั้น

เราว่าตัวอย่างคู่ที่มีความสัมพันธ์และใช้แนวคิดแบบ Post-Romanticism ในการปฏิบัติต่อความสัมพันธ์ได้ชัดเจนที่สุดคือ ตัวละครหลักจากซีรีส์เรื่อง House of Cards ได้แก่ Claire & Francis Underwood ถ้าใครเคยดูคงจะเข้าใจดีมากๆ ว่านี่คือ Modern Love มันอาจจะดู ‘ซับซ้อน’ ในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับเราและพวกเขาคือความสัมพันธ์ที่ ‘เรียบง่าย’ มากๆ รวมทั้งชัดเจนและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด และมันเป็น ‘หนึ่งในทางเลือก’ ที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนานโดยแท้จริง

แก่นหลักๆ คือมองคู่เราเป็นมนุษย์คนนึง มนุษย์ที่เราวางแผนจะอยู่ด้วยกันไปอีกนานเท่านั้น และถ้าเรายอมรับมันจริงๆ ทัศนคติและชุดความคิดนี้แหละ ที่เราคิดว่ามันคือสิ่งที่จะมารักษาความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ นี่คือคำตอบของคำถามที่เราครุ่นคิดมาตลอด ว่าจริงๆถ้าเราไม่มีกรอบความคิดเรื่องความสัมพันธ์ เช่น การนอกใจเป็นเรื่องผิดและรับไม่ได้ ความสัมพันธ์มันคงไม่ซับซ้อนยุ่งยากวุ่นวายขนาดนี้ แต่ในที่สุดเราควรยอมรับว่า ชีวิตคู่คือ ‘ทักษะ’ ในการบริหารผลประโยชน์ที่ลงตัวและการประกอบขึ้นซึ่งสิ่งอื่นที่เป็นเหตุเป็นผล มากกว่าการจมตัวเองลงไปกับ ‘รักไร้เงื่อนไข’ หรือ ‘รักต้องยอมกันได้ทุกอย่าง’

 

ILLUSTRATION BY BEAM WONG
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment