สำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า (Clinical Depression) เรามักจะบอกเสมอว่า ในเมื่อมันเป็นความป่วย เป็นความผิดปกติของร่างกาย ทางแก้ที่ถูกต้องจึงควรจะเป็น ‘ยา’ ที่เข้าไปรักษาความผิดปกตินั้น อันจะนำมาซึ่งคำถามทำนองว่า “ก็กินยาแล้วนี่ ทำไมยังเศร้าอยู่ล่ะ” หรือ “ควรจะมีความสุขได้แล้วสิ ก็ยานั่นช่วยให้มีความสุขไม่ใช่หรอ”

ถ้าใครคิดแบบนี้ อยากบอกว่าคุณกำลังคิดผิดมหันต์! นั่นไม่ใช่การทำงานของมัน นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาของมัน นั่นไม่ใช่ผลผลลัพธ์ของมัน อย่างชื่อของมันก็บอกสรรพคุณในตัวเองอยู่แล้ว Antidepressant แปลตรงตัวว่า anti ความเศร้า มันทำงานเพื่อแก้และป้องกันความเศร้า แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความสุข เพราะความเศร้าไม่ได้ตรงข้ามกับความสุข ‘การไม่เศร้า’ ไม่ได้แปลว่า ‘มีความสุข’ และการที่ ‘ไม่ได้กำลังมีความสุข’ ก็ไม่ได้แปลว่า ‘กำลังเศร้า’ จริงมั้ย ?

ยาต้านซึมเศร้ามีหลายสิบหลายร้อยตัว ทุกตัวต่างก็มีวิธีการทำงานแตกต่างกัน และก็มี side effect แตกต่างกัน ถ้าใครคิดว่าเป็นโรคนี้ ‘แค่โยนยาเข้าปากก็ดีขึ้น’ ลองมาอ่านกันดีกว่าว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ เราต้องผ่านอะไรกันมาบ้าง

 

SORRY, I’M NOT PARACETAMOL ขอโทษทีที่เราไม่ได้ง่ายเหมือนยาแก้ปวด

 

ใครๆ ก็คงเคยปวดหัวกันจนต้องหายากิน พอกินพาราเซตามอล ไม่นานเท่าไหร่ก็เริ่มหายปวด ไม่กี่ชั่วโมงเองด้วยซ้ำ ใช่มั้ยล่ะ แต่ Antidepressant มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ

สิ่งแรกที่ต้องเจอเลยคือ ผลข้างเคียงของยาแต่ละตัว list กันมาแบบเกิน 10 อาการเลยล่ะ อย่างประสบการณ์ของเรา แค่สัปดาห์แรกก็ท้อแล้ว ทั้งอาเจียน ท้องเสีย กินข้าวไม่ลง มือสั่น หายใจไม่ทัน ตัวเกร็ง นอนไม่หลับ ฯลฯ ซึ่งเป็นแบบนี้เป็นอาทิตย์ วินาทีนั้นรู้สึกลุ้นอย่างเดียวว่าจะรอดหรือเปล่า สรุปแค่ 2 สัปดาห์แรกตอนนั้นน้ำหนักลงไป 5-6 กิโลฯ เลย แต่ขณะเดียวกัน บางคนกินยาตัวเดียวกัน กลับมีอาการข้างเคียงแตกต่างกันไป เช่น บางคนอาการกลับกับเราหมดเลย คือกินเยอะ นอนทั้งวัน น้ำหนักขึ้น เป็นต้น ดังนั้นพวกอาการข้างเคียงนั้นเป็นอะไรที่ individual มากๆ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครจะเป็นแบบไหน

แล้วการกินก็ไม่ใช่ว่ากิน 1 เม็ดหรือ 2 เม็ด รอผล 1 สัปดาห์ ไม่ได้ง่ายอะไรแบบนั้นนะ คือว่าสมมุติว่ายาที่เรากิน เราควรจะกินที่ 100mg แต่ตอนเริ่มกิน เราต้องเริ่มกินจาก 10mg สัก 1-2 สัปดาห์ แล้วก็เพิ่มเป็น 20mg อีก 1-2 สัปดาห์ แล้วก็เป็น 50mg 75mg จนถึง 100mg นับเวลาร่วมเป็นเดือนกว่าจะรู้ผล เพราะว่ายาพวกนี้มีผลข้างเคียงที่รุนแรงมากๆ หากกินเข้าไปในปริมาณที่เยอะแล้ว ร่างกายอาจจะปรับตัวไม่ทันแล้วแย่กว่าที่เป็นอยู่ได้

ส่วนตัวเราเข้าใจ ด้วยความที่ยามันเข้าไป ‘ปรับ’ ระดับสารเคมีในสมอง ซึ่งสมองเป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย พอระดับสารบางอย่างมันเปลี่ยนแปลงไป มันก็เลยส่งผลกระทบไปทั้งร่างกาย เราจึงต้องค่อยๆ กิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับ ปรับไปทีละนิด ปรับไปด้วยกัน เมื่อร่างกายเราชินกับระดับสารเคมีใหม่แล้ว ผลข้างเคียงก็จะค่อยๆ หายไป

 

FIGHT FOR THE RIGHT ONE กว่าจะเจอคนที่ใช่

 

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ยาในกลุ่มเดียวกันนี้ก็มีตัวเลือกให้เลือกกินหลากหลายเป็นสิบตัวเลือก กว่าจะรู้ว่ายาที่เรากินนั้นมันได้ผลกับเราหรือเปล่า ก็ต้องรอให้ร่างกายปรับตัวกับผลข้างเคียงให้ได้ก่อน แล้วยังต้องให้กินจนถึงปริมาณโดสที่คาดหวัง แค่นั้นก็ใช้เวลาร่วม 2 เดือนแล้ว กินรอดูอาการไปอีกสักเดือน ถ้าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นไปตามที่หมอคาดไว้ ก็คงเป็นเพราะว่ายาตัวนี้ไม่เวิร์คกับเรา

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าก็แค่หาตัวใหม่ลอง เพราะการที่เราจะถอนยาพวกนี้ สิ่งแรกเลยคือ ค่อยๆ กินเข้าไปฉันใด ก็ค่อยๆ ลดยาออกมาฉันนั้น นั่นหมายถึง หากเรากินที่ 100mg เราไม่สามารถเลิกกินได้ทันที เพราะไม่อย่างนั้นระดับสารเคมีในสมองเรา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเวลาอันสั้นทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ฉะนั้นเราต้องค่อยๆลดจาก 100mg เป็น 75mg 2-3 อาทิตย์ลดลงมาอีก 50mg 25 10mg และเลิกกินในที่สุด เวลาตรงนี้ก็กินเวลาร่วมไปประมาณ เดือนสองเดือน (นี่สำหรับแค่ถอนยานะ)

ส่วนถึงเวลาลองตัวใหม่หรอ ก็กินไปสิ ค่อยๆเพิ่มไป 1-2 เดือนมาดูกันอีกที ว่าเมื่อกินอยู่ในระดับโดสที่ต้องการรักษาแล้ว มีผลลัพธ์เป็นอย่างไร แต่อย่าลืมนะว่า ตอนที่เริ่มกินนะ ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงอะไรกันอีก ซึ่งก็เป็นอะไรที่ปัจเจกมากๆ บอกไม่ได้ว่าต้องเตรียมใจขนาดไหน

หากเราเดินทางมาถึงจุดที่เริ่มรู้สึกดีขึ้นจากการกินยา ยินดีด้วย คุณอาจจะเจอยาที่ใช่แล้ว! ทีนี้ก็ถึงเวลาที่ตัวเองจะช่วยประคองอาการจากยาแล้วล่ะ ซึ่งยาบางตัวระหว่างที่กิน อาจทิ้งร่องรอยของความสูญเสียบางอย่าง ซึ่งนั่นคือราคาที่ต้องแลกมาซึ่งชีวิต ณ จุดจุดนี้

หลายคนคิดว่า ถ้าเราไม่กินยา แล้วถ้าเราทนกับโรคซึมเศร้าไปได้อีกสัก 1 ปี เราอาจจะชิน จนไม่รู้สึกว่ามันเป็นโรคและอยู่กับมันได้ โดยที่ไม่ต้องกินยา ซึ่งนั่นก็อาจจะจริง แต่ขณะเดียวกัน เราอยากจะบอกว่า คุณอายุ 25 ได้แค่ครั้งเดียวนะ มันคือเวลา 1 ปีเต็มเลยนะ ซึ่งคุณจะยอมสูญเสียมันไปง่ายๆ แบบนั้นจริงๆ หรอ

 

SO… IS IT A HAPPY PILL? สรุปแค่กินก็มีความสุขแล้วหรอ?

 

ไม่ใช่นะ มันแค่ช่วยให้เราไม่รู้สึกเศร้า (หรือเศร้าน้อยลง) เวลาที่ต้องไปกินข้าว เวลาที่โทรศัพท์ดัง เวลาที่จะนอน เวลาที่ลืมตาตื่น เวลาที่อาบน้ำ เวลาที่ขับรถ เวลาที่เห็นตัวเองในกระจก เราจะไม่รู้สึกเศร้า ในเวลาที่ชีวิตไม่มีอะไรที่น่าเศร้า

ในขณะเดียวกันนั้นเอง เราก็จะรู้สึกถึงความเศร้าชนิดที่เป็นเหตุเป็นผล ‘มากขึ้น’ คาดเดาได้ ‘มากขึ้น’ เรารู้สึกเศร้าได้ในแบบที่เราไม่ต้องรู้สึกไร้ค่า รู้สึกเศร้าเวลาที่เราผิดหวังจากอะไรสักอย่าง รู้สึกเศร้ากับความสัมพันธ์ที่มีปัญหา รู้สึกเศร้ากับการสูญเสีย และรู้สึกเศร้ากับสิ่งที่ควรเศร้า – นี่คือความเศร้าที่เราอยากรู้สึกและปรารถนาเสมอมา

และเหนือสิ่งอื่นใด ระหว่างที่มันพรากเอา ‘ความเศร้าชนิดที่เราไม่ต้องการ’ ออกไป มันก็ได้ลากบางสิ่งบางอย่างใน ‘ตัวตนของเรา’ ติดตัวมันไปด้วย เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาเมื่อเราเลือกที่จะเดินในเส้นทางนี้ และหวังเสมอว่าเมื่อเราไม่ต้องกินยาเหล่านั้น ‘สิ่งสำคัญที่ว่า’ จะเดินทางกลับมาหาเราอีกครั้ง

 

ILLUSTRATION BY WENDY VAN SANTEN/HANS BOLLEURS
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment