“เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร” มีใครเคยตั้งคำถามกับตัวเองประมาณนี้บ้างมั้ย?

หนึ่งในหลายคำตอบของคำถามนี้อาจจะเป็นทำนองว่า ‘ความสุข’ ไงล่ะ เรามีชีวิตเพื่อที่จะมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขในแง่ไหนก็แล้วแต่แต่ละคนจะนิยาม ความสุขในการกิน การเที่ยว การช้อปปิ้ง การเข้าทางธรรม การอยู่อย่างสันโดษ การอยู่อย่างคนมีคู่ที่พร้อมสมบูรณ์ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เราเลือกทำหรือเราอยากมี มักจะนำพาเราไปสู่จุดที่เรียกว่า ‘ความสุข’

เราเองก็หนีไม่พ้นคำถามนี้เหมือนกัน แต่จากการที่อยู่กับภาวะซึมเศร้ามาจนค่อนข้างคุ้นชินกับมัน เราเลยไม่ค่อยแปลกใจกับตัวเองว่าทำไมเราถึงไม่ยอมรับการมีความสุขเท่าไหร่นัก หรือเรียกได้ว่าไม่ให้โอกาสตัวเองมีความสุขเลยด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเราก็พยายามโบ้ยให้กับโรคแหละ ว่ามันคงเป็นระบบหรือรูปแบบอาการในการดึงรั้งเราไว้ไม่ให้มีความสุข แต่ในขณะเดียวกันเราก็เห็นว่าคนอื่นที่อยู่ในภาวะใกล้เคียงกันกับเรา เค้ากลับสามารถผลักตัวเองออกมามีความสุขได้บ้าง หลังจากแอบสังเกตอยู่สักพัก เราเลยตั้งใจลุกขึ้นมาหาคำตอบแบบจริงๆ จังๆ สักทีว่า อะไรกันแน่คือสิ่งที่ดึงรั้งเราไว้ไม่ให้ไปถึงความสุขได้สักที จนวันนี้เราเริ่มมองเห็นรูปแบบของมันจนถึงกับเรียกว่าจับต้องได้ระดับนึงว่าจริงๆ แล้วอะไรที่ยื้อเราไว้ และเป็นสิ่งที่เราอยากจะมาแชร์ในวันนี้ นั่นก็คือ Guilt (ความรู้สึกผิด) ที่มันวนเวียนอยู่ในตัวเรา

เราลองมาดูกันดีกว่าว่า ความรู้สึกที่อาจจะฟังดูค่อนข้าง negative ที่เค้าว่าคือชุดความรู้สึกที่ขับให้เกิด positive Impact กับมนุษยชาติ จนเรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นการยกระดับศีลธรรมของมนุษย์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น อันส่งผลให้ทั้งในการแก้ไขสิ่งที่ผิดเป็นถูก การทำให้ดีกว่าครั้งก่อน หรือการป้องกันความผิดซ้ำซาก จนไปถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมให้กับสังคมมนุษย์เราน่ะ…มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า?

 

IT DID PUSH ME TO BE A BETTER PERSON (BUT NOT WHEN IT’S TOO MUCH)

ลองมองดูตัวเองและคนรอบตัวหลายคนก็ยอมรับเลยว่าจริง เราพบว่ากลุ่มก้อนความรู้สึกพวกนี้แหละที่คอยกระตุ้นให้เราหลีกเลี่ยงจากทำผิดซ้ำซาก มันบังคับเราให้เราไม่ทำอะไรให้ใครขุ่นเคืองใจ หลายครั้งที่เรามักจะพบว่าตัวเองเป็นคนที่ประนีประนอม มุ่งแก้ไขในสิ่งที่ผิดให้ถูกอยู่เสมอ ไม่เอาเปรียบใคร เป็นคนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ ชีวิต และหลายอย่างๆรอบตัว ทำให้เราถูกว่ามองว่าเป็น ‘คนดี’ คนหนึ่งได้ก็ว่าได้

แต่ไม่ใช่ว่าจะดีไปซะทีเดียว เวลาที่เราต้องรู้สึกผิดตลอดเวลาจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่จมอยู่กับความรู้สึกผิด อย่างน้อยที่สุดมันก็มาในช่วงเวลาสั้นๆ หรือมาพร้อมกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการตัดสินใจแต่ละอย่างในชีวิต ซึ่งนั่นแหละ มันทำให้เราไม่ค่อยสามารถตัดสินใจอะไรได้ดีเท่าไหร่ เพราะเราเอาแต่กังวลและกลัวว่าทุกอย่างที่เราตัดสินใจไป มันจะย้อน แปรสภาพกลับมาเป็นความรู้สึกผิดอีก เรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกผิดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มันสะสมกลายมาเป็นหลักฐานในการสนับสนุนว่าตัวเรานั้นไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สมควรจะได้รับสิ่งดีๆ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจพูดหรือทำอะไรบางอย่างไป แล้วผลของมันไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ทั้งที่ถ้ามามองกันตามความเป็นจริง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมันอาจไม่ได้มาจากเราเลยสักนิด แต่เราก็ยังรู้สึกผิดว่าเราทำไม่ดี เราเป็นคนตัดสินใจผิด เราไม่คิดให้รอบคอบ มันเหมือนเป็นภาวะของการหาเรื่องมาโทษตัวเอง เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผิด พอรู้สึกผิดก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า แล้วก็นำไปสู่ความรู้สึกของการไม่สมควรที่จะมีความสุข ทุกคืนก่อนนอน ก็มานั่ง replay ชีวิตในวันนั้นแล้วเริ่มทำการ ‘จับผิด’ ว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดอะไรไปบ้าง หรือมีอะไรที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง มันเหมือนว่าเรารู้สึกปลอดภัยกว่าเวลาที่เรามีตัวเองให้โยนความผิดใส่

นี่แหละ มันก็เลยตอบคำถามตัวเองได้ว่า อะไรที่รั้งเราไม่ให้รู้สึกมีความสุขสักทีวะ มันเป็นเพราะความเศร้าของเราที่กัดกินเวลาที่เราอยู่ในช่วง depressed หรือเปล่า และก็พบว่า เฮ้ย จริงๆมันไม่ใช่ มันคือความรู้สึกผิดต่างหากที่กัดกินเรา ที่ยื้อเราให้ไปไม่ถึงจุดนั้นซะที รู้สึกผิดกับตัวเอง ตอนที่ตัวเองกำลังจะรู้สึกดีแต่เราไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองรู้สึกดีเพราะคิดว่าเราไม่ดีพอที่จะได้รับมัน รู้สึกผิดที่เรามีอะไรดีกว่าคนอื่น แต่เราก็ยังไม่ยินดีกับมัน รู้สึกผิดที่มีสิ่งดีๆรอบตัวเข้ามา แต่เราก็ไม่สามารถทนอยู่กับมันได้ สุดท้ายก็วนลูปกลับมาเหมือนเดิม หลุดออกไปไม่ได้สักที

ความรู้สึกผิดที่มากไปทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ดีพอสักที คนละแบบกับความรู้สึก ambitious ที่ค่อนข้าง positive ในการผลักเราไปให้ดีขึ้น แต่มันเป็นความรู้สึกที่กัดกินและตอกย้ำความด้อยค่าของตัวเองบางอย่าง ยิ่งเวลาอยู่ในช่วง depressed เรื่องแย่ๆ ในอดีตผุดกลับขึ้นมาในหัวหมด ซึ่งมันไม่ได้มาแค่บอกกับเราว่า เราเคยเจอเรื่องแย่ๆนะ แต่มันมาในรูปแบบของการบอกว่า “เรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นทั้งหมด เรามีส่วนในการก่อให้เกิดทั้งสิ้น” ภาพที่เราเห็นในอดีต มันมีแต่ส่วนที่เห็นตัวเองทำผิด ได้แต่คิดว่าถ้าเราตัดสินใจอีกแบบ อะไรๆมันก็คงดีกว่านี้ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกเศร้า แต่ทำให้รู้สึกผิดต่างหาก มันเหมือนกับว่าทั้งชีวิตเรากำลังนั่งจับผิดตัวเอง รู้สึกระแวงในทุกการตัดสินใจของตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอสักที ชีวิตเรามาถึงทุกวันนี้ เสียโอกาสดีๆ หรือช่วงเวลาดีๆไปหลายครั้ง เพราะจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดนี่แหละ

 

OVERCOME THE FEELING OF GUILT

เราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหมอหลายครั้ง เมื่อก่อนก็แค่เล่าให้หมอฟังว่ามีหลายครั้งที่เราไม่ยอมรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตหรือหาเรื่องโทษตัวเองสำหรับเรื่องราวความผิดพลาดที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจกันว่ามันคงเป็นภาวะที่เรากลัวความผิดหวังหรือเปล่านะ เหมือนกับว่าถ้าวันนึงเราปล่อยให้ตัวเองรู้สึกดีมากๆ แล้ววันหลังมีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นแล้วเราก็ตกลงมาอยู่จุดเดิม แต่หลังจากที่คุยกับหมอจนสามารถถอดรหัสออกมาได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่ผ่านมา มันคือความรู้สึกผิดต่างหากที่เกาะกินเราอยู่ สิ่งแรกที่หมอแนะนำเลยคือควร ‘รู้จักขอโทษตัวเอง’ และ ‘ฝึกให้อภัยตัวเอง’ แม้ว่ายังไม่มีเรื่องผิดพลาด ก็รู้จักให้อภัยตัวเองไว้ก่อน

หมอบอกว่า ความรู้สึกผิดประเภทนี้เป็นความรู้สึกประเภทอัตโนมัติ คือรู้สึกทันทีเมื่อมีอะไรมากระตุ้น ลองคิดดูว่า เราให้อภัยคนอื่น เรายังทำได้เลย เพราะแม้ว่าการให้อภัยตัวเองอาจจะยากหน่อยสำหรับคนแบบเรา แต่หมอก็บอกว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงแน่นอน ต้องฝึกฝนและให้เวลากับมัน ไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่อาจเป็นปี หรือลองเริ่มมองหาโอกาสในความรู้สึกผิดนั้น หมายความว่า เมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกผิดปุ๊ป ให้รู้สึกมันไปให้เต็มที่ และขณะเดียวกันก็ให้มองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสในชีวิตที่เราจะได้ฝึกขอโทษและให้อภัยตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วชีวิตเราก็จะไม่ได้ไปไหนต่อสักที

อย่าลืมว่าความรู้สึกผิดมันจะมีพลังก็ต่อเมื่อมันมาในปริมาณที่พอดี มาในสภาวะที่สมเหตุสมผล ถูกที่ถูกเวลา แต่ถ้าใครเสียเวลาในชีวิตกับความรู้สึกผิดมากเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันก็จะกลายเป็นพิษ สะสมเป็นก้อน เป็นภาระ เป็นตัวถ่วงในชีวิต ถ้าพบว่าตัวเองเป็นแบบนั้นแล้ว ก็อยากให้ลองเริ่มขอโทษตัวเองและอภัยตัวเอง หรือพูดง่ายๆว่า “ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขบ้างเถอะ”

 

ILLUSTRATION BY FROYD
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

  • XHL
    Posted 12/02/2017 at 7:03 pm 0Likes

    เราเป็นแบบที่คุณเขียนทั้งหมดเลยค่ะ…
    คำที่เราเขียนในไดอารี่ มีแต่คำถามว่า เราดีพอให้ได้รับสิ่งดี ๆ ในชีวิตขนาดนี้เลยหรือ? เรามักจะร้องไห้เวลาที่มีคนบอกว่าเราทำดีแล้ว แต่ในหัวเราคือ ไม่เลย มันไม่ดี ยังไม่ดีพอ เหมือนเราเองก็รู้ตัวมาตลอดว่าเราจมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลา รับรู้แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง และไม่เคยคิดว่ามันส่งผลต่อชีวิตมากจนกระทั่งมาอ่านบทความนี้ของคุณ
    มีช่วงหนึ่งที่เราพบว่า ไม่ว่าจะทำอะไร เราก็ไม่มีความสุขเลย ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ความสุขคืออะไรกันแน่? มันคงเป็นเพราะเราไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข
    ขอบคุณจริง ๆ ค่ะที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา ต่อไปเราจะพยายามให้อภัยตัวเองมากขึ้น เผื่อว่าเราจะมีความสุขมากขึ้น 🙂

Leave a comment