ปกติเราจะเห็น มัดหมี่-พิมพ์อร โมกขะสมิต ในภาพสาวฟิตเนสสุดสตรองผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เจ้าของเว็บไซต์ CU.FITGIRL ที่มีคนตามกว่าสี่หมื่นคนใน Facebook และอีกสามหมื่นกว่าคนใน Instagram แต่คงยังไม่ค่อยมีใครเคยเห็นแง่มุมการใช้ชีวิต และวิธีคิดในเรื่องอื่นที่นอกจากฟิตเนสของเธอเท่าไหร่ คราวนี้เราเลยมานั่งคุยกับมัดหมี่เกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ ในฐานะวัยรุ่นอายุ 23 ที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน มีพลังในการใช้ชีวิตและสร้างตัวตน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความเครียด และความลำบากใจในชีวิตประจำวัน เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรัก บทสัมภาษณ์นี้คงจะช่วยย้ำให้เราเห็นว่า “การรักตัวเองอย่างถูกต้องมันสำคัญขนาดไหน”

 

ปกติเป็นคนอารมณ์เสียง่ายไหม

เราเป็นคนไม่ฟึดฟัด แต่เราเป็นคนไม่ค่อยยุ่งกับใคร เพราะว่าเราเป็นคนขี้รำคาญ ถ้าไม่ชอบเราก็ไม่ยุ่ง เราจะเลือกพลังงานที่ทำให้เราเติบโตเท่านั้น เราจะไม่รับพลังงานด้านลบ เพราะการที่เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ จะสร้าง ทำอะไรที่ดี จะสร้างผลงานหรือครีเอตอะไร เราต้องการพลังงานที่ดี และใครก็ตามที่ให้พลังงานที่ไม่ดีกับเรา เราก็จะเอาออกไป เราไม่จำเป็นต้องได้รับพลังงานเหล่านั้น

 

หมี่คิดว่าในสังคมของเรามีคนที่เป็นแดรกคูล่าคอยดูดเลือดเราเยอะไหม

เยอะนะ มีคนนึงเคยพูดกับเราว่า ถ้าคนคนนึงให้พลังงานเรา เราต้องเก็บคนคนนั้นไว้ในชีวิต แต่ถ้าเค้าดูดออกไป มันก็ไม่เวิร์คอะ ถ้าเราโดนดูดพลังงานออกไปหมด เราก็ไม่สามารถเก็บพลังงานที่มีจำกัดของเรา ที่เอาไว้ช่วยคนอื่นที่สมควรได้รับมันได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตัดคนพวกนี้ออกไป เพราะมันเสียเวลา มันไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น โอเค ถ้าเขามี potential ที่จะเปลี่ยนได้ เราก็ดู แต่ว่าถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่ได้ก็อย่าไปฝืน อย่าไปหลอกตัวเองว่าฉันทำได้ มันเสียเวลา เสียใจเราเองด้วย

 

แต่บางคนมันก็อาจจะไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะไฟท์กับคนเหล่านั้น ไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะตัดคนบางคนออกไป

เราว่ามันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก แต่เราเคารพในตัวเองมากๆ เราเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเอง เรารักตัวเองมากๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่ดีกับเรา เราก็ต้องเอาออกไป มันเป็นอย่างนั้น ยากมั้ย ยาก คือบางทีคนเรามันก็มีความยึดติดที่แบบไม่อยากปล่อย แต่เราต้องรักตัวเองมากกว่า เรายังสามารถทำอะไรให้กับโลกนี้และคนอื่นๆ ได้อีกเยอะมาก กับแค่คนหนึ่งคนที่เค้าไม่ควรค่ากับตัวเรา ก็ต้องตัดใจปล่อยไป เป็นหลักการที่ใช้ได้กับทั้งความรัก ทั้งเพื่อน หรืออะไรก็ตาม

 

madmee2

 

คนจะเห็นว่าหมี่เป็นคนมีชีวิตชีวา เป็นคนที่จัดการทุกสิ่งได้ แต่หมี่มีปัญหาด้านอารมณ์บ้างไหม

ใช่ เราเป็นคนแบบนั้น แต่แน่นอนว่าทุกคนมีช่วงเวลาที่ดาวน์ เราเองก็มีช่วงเวลาที่รู้สึก insecure แต่ทุกอย่างอยู่ที่การจัดสมดุล ปีนี้แผนของเราคือเราจะพยายามส่งด้านที่เป็นมนุษย์ของเราออกไปให้โลกเห็นมากขึ้น เพราะมันคือเรื่องจริง แต่มันต้องใช้ความกล้าหาญมากในการที่จะเขียนความรู้สึกของเรา แต่ถ้าถามว่าเรามีด้านที่เป็นมนุษย์มั้ย ต้องบอกว่าเราเป็นยิ่งกว่ามนุษย์อีก เราเป็นคนที่เหมือน roller coaster เพราะฉะนั้นเราจะเคยผ่านช่วงเวลาสูงสุดและตกต่ำที่สุดแล้วในด้านอารมณ์ สิ่งนึงที่สำคัญคือเราต้องรักษาสมดุลของตัวเองให้อยู่ประมาณ 70% ตลอด เราจะไม่ขึ้นสูงจนถึง 150% และเราจะไม่ลงต่ำ เพราะเวลาขึ้นสูงปุ๊ป เวลาตก มันตกเลย ส่วนถ้าต่ำมันก็ทำอะไรไม่ได้ไง เพราะฉะนั้นเราจะ balance อารมณ์ของเราไม่ให้ดีใจเกินไป เสียใจเกินไป ไม่ตื่นเต้นเกินไป ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง กลางๆ ไปเรื่อยๆ พอจิตใจเรามี balance เราก็จะทำทุกอย่างได้โดยไม่มีปัญหาอะไรเลย

จริงๆ เราว่าเราก็เป็น depression นั่นแหละ มันมีช่วงเพิ่งเรียนจบที่เราทำอะไรเยอะมาก ทุกอย่างมันเยอะไปหมดจนเราทำอะไรไม่ไหวเลย แล้วมันรุมเร้า ตอนนั้นเราเหนื่อยมาก ร่างกายมันขึ้นสุด ทุกอย่างมันพังหมด มันก็เลยตกต่ำไปหมดเลย

สิ่งที่ช่วยตอนนั้นเราว่ามันไม่ได้มีอะไร เราแค่อยู่กับมันและผ่านพ้นมันไปให้ได้ คือรับรู้มันในสถานการณ์นั้นๆ ว่าเราเป็นอะไร เรารู้สึกอะไร แล้วก็สู้กับมันไปเรื่อยๆ ซึ่งในที่นี้มันไม่ได้มีวิธีสำเร็จรูปว่าคุณต้องกินยาหรืออะไรแบบนี้ เราแค่รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น รับรู้อารมณ์ของเรา แล้วก็พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกวันของเรา แต่ต้องไม่ผ่านแต่ละวันไปด้วย mindset ที่หมดอาลัยตายอยาก ไม่ใช่แบบ เฮ้ย เศร้า ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่ถึงตอนนั้นเราเศร้า เราก็ยังทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา อะไรที่เราทำแล้วรู้สึกดีขึ้น แล้วมันก็จะหายไป แค่อย่ายอมแพ้กับอะไรก็ตาม เราเชื่อว่าตอนที่มันแย่ มันก็แย่ แต่ว่าถ้าเราไม่ยอมแพ้ มันก็ต้องดีขึ้นสักวันนึง ถ้าลงต่ำสุดแล้ว มันไม่มีทางลงต่ำไปกว่านั้นได้แล้ว ทางเดียวที่จะไปต่อได้มันต้องขึ้นแล้วไง

 

กลวิธีในการรักษาสมดุลของหมี่คืออะไร

หนึ่งคือตัดเรื่องที่มันไม่ใช่ออกไป เรื่องที่มันเป็นพลังงานที่ไม่ดีออกไปทั้งหมด แล้วก็ไม่ตามใจตัวเองมากไป สมมติถ้าบางคนเวลามีปัญหา อย่างเราที่ติดบุหรี่ซึ่งเราเลิกแล้ว พอเรามีปัญหาแล้วเครียด เราก็สูบบุหรี่ใช่มั้ย นี่คือการตามใจตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่าบุหรี่เป็นที่พึ่งของเรา แต่การตามใจตัวเองในที่นี้มันทำร้ายตัวเราไง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง คือปล่อยตัวเองได้ในระดับนึง แต่ไม่ใช่เกินไป สุดท้ายคือลุกขึ้นมาทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าการอยู่นิ่งๆ จะยิงทำให้นอยด์ คือพยายามที่จะหาแรงบันดาลใจหรือหาอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เราเป็นคนสวิงในระดับนึง แล้วเราก็เป็นคนละเอียดอ่อน ซึ่งอารมณ์เราสามารถเปลี่ยนไปได้ง่ายมาก แต่เราจะต้องรีบดึงตัวเองกลับมา บางทีเรารู้สึกว่าเมื่อเช้าเรายังอารมณ์ดีอยู่เลย อยู่ดีๆ ดาวน์ ต้องมีอะไรผิดปกติละ ก็ต้องพยายามดึงตัวเองขึ้นมา ฟังเพลงนู่นนี่ หาสิ่งที่เรารู้ว่าพอเราได้เสพปุ๊ป มันจะทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้น

สำหรับเรา แรงบันดาลใจอยู่ในทุกที่นะ ไม่ว่าจะเป็นภาพถนนหนทางที่เราเดินไปในแต่ละวัน หรือเพลง หรือผู้คน อีกอย่างนึงที่สำคัญมากคือร่างกาย เพราะว่าร่างกายสัมพันธ์กับเรื่องจิตใจและ performance ทั้งหมด ต้องรักษาร่างกายให้โอเค บางทีถ้าตามใจมากเกินไป อาจจะนอนดึกมากหรือไม่ยอมนอนเลย กินเยอะมาก กินน้อยมาก กินน้ำน้อย สุดท้ายพอร่างกายดาวน์ปุ๊ป สมองและจิตใจจะดาวน์ตามทันที เพราะฉะนั้นต้องดูแลร่างกายตัวเองด้วย

 

madmee3

 

อยากให้เล่าประสบการณ์การเป็นเทรนเนอร์ให้ฟังหน่อย

การเป็นเทรนเนอร์ทำให้เรารู้จักคนเยอะขึ้น ทำให้เรารู้จักความเป็นมนุษย์ของคนมากขึ้น ซึ่งเราชอบมาก เราชอบทำงานกับคน การเป็นเทรนเนอร์จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่มันคือจิตวิทยา จริงๆ แล้วศาสตร์ของการออกกำลังกายมันเป็นวิทยาศาสตร์ ยังไงมันก็เวิร์คถ้าคุณทำได้ ตามแพลนเด๊ะๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือการพยายามดันให้คุณทำได้ไปตลอด นั่นคือหน้าที่ของเรา เหมือนเราอยากให้คุณรู้สึกว่าคุณ comfortable กับตัวคุณเอง แล้วก็เปลี่ยนวิธีคิดหลายๆ อย่าง เหมือนมีลูกค้าหลายคนที่แบบว่า ไม่มีความสุข หรือทำอะไรหลายๆ อย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ ไม่ปกติ เช่น เคี้ยวขนมแล้วก็คายทิ้ง หรือการที่พะวงกับรูปลักษณ์มากๆ เรามาเพื่อบอกคุณว่า คุณสามารถมีชีวิตที่เฮลตี้ แฮปปี้ และสวยได้ มันแค่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด นั่นคือหน้าที่ ออกกำลังกายใครก็ทำได้ ใครก็สอนได้ แต่มันคือเรื่องจิตใจ มันทำให้เราได้เรียนรู้คน ความละเอียดอ่อนของคน

การทำงานกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่เราชอบ เราชอบความเยอะ เพราะงานอีกอย่างของเราคือการบล็อก ซึ่งสุดท้ายมันคือจิตวิทยาล้วนๆ เลย มันคือการอยู่กับ insight ของคนล้วนๆ เราสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากศูนย์ มันคือความคิด มันคือทัศนคติของเราหมดเลย เราเลยต้องการ input ในเรื่องนี้มาก งานเทรนเนอร์ก็ตอบโจทย์ มันทำให้เรามีเพื่อนเยอะขึ้นเยอะมาก เป็นเพื่อนที่จริงใจต่อกัน เพราะเค้าเปิดใจ แล้วเราเองก็เปิด เราได้เพื่อนเยอะมาก ได้ connection ที่ดี ได้รู้จักคนดีๆ เป็นโชคดี

การเปิดใจทำให้เราได้เจอสิ่งดีๆ ในชีวิตเยอะมาก ได้เปิดโอกาสให้ตัวเองเยอะมาก การที่เราปิดตัวเองก็เหมือนเราอยู่ในกล่องๆ นึง ที่ไม่ว่าโอกาสหรืออะไรก็ตามเข้ามาเราก็มองไม่เห็น แต่ถ้าเราเปิดไว้โล่งเลย เราแค่ดูว่าอะไรเข้ามาแล้วเราก็ absorb แต่ว่าเราต้องเปิดใจแบบมีสตินะ ไม่งั้นก็พังอีก โดนเค้าหลอก คือเปิดใจแต่พาสมองไปด้วย เราจะไม่ปิดความเป็นไปได้ใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเลย

 

ตอนที่ยังเด็กกว่านี้มีปัญหาชีวิตอะไรบ้าง

จริงๆ เรามีปัญหาครอบครัวเยอะ เราเป็นเด็กที่ค่อนข้างคิดเยอะมาตั้งแต่เด็ก แต่อย่างนึงคือมันทำให้เรารู้จักตัวเอง ที่เราจัดการกับตัวเองได้ดีเพราะเราอยู่กับตัวเองเยอะ พอมีปัญหาในตอนเด็กเราอยู่คนเดียวตลอด มันเลยทำให้เรารู้จักตัวเองดีมาก และสบายใจที่จะอยู่กับตัวเอง มันทำให้เราวิเคราะห์ตัวเองได้หมดเลยว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยู่กับอะไรได้หรือไม่ได้ สำหรับเราปัญหาครอบครัวตอนเด็กหรือว่าสิ่งเลวร้ายที่เราเจอมา มันเป็นคำสาปในตอนนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นของขวัญวันนี้ เพราะมันทำให้เราเรียนรู้และเติบโตมากกว่าคนอื่น เราเชื่อว่าการ struggle ทำให้คนเติบโต การอยู่สบายมันไม่ทำให้เราพยายามที่จะทำให้ดีขึ้น แต่พอมีปัญหาปุ๊ป เราก็ต้อง move อยู่ตลอดเวลา แล้ววันนึงมันก็พาเรามาอยู่ในจุดนี้

 

ที่บอกว่าเป็นคนหลงตัวเอง มันเป็นยังไง

เป็นการ รู้คุณค่าในตัวของเราเองมากกว่า รู้ถึงความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่ว่าหลงเพราะเรารู้สึกว่าเราสวย ว่าเรานู่นนี่นั่น ว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น จริงๆ เรารู้สึกตัวเองโคตรห่วยแตกเลย แต่ว่าเราแค่รักและภูมิใจในความเป็นตัวเองที่เราเป็นนี่แหละ ซึ่งถ้ามองมุมนึงคนอาจมองว่าหลงตัวเอง แต่เหตุผลของมันก็คือ เรารู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง และสิ่งที่เราทำมีคุณค่าต่อคนอื่นยังไงบ้าง มันไม่ว่าแบบฉันรวยฉันเก่ง แต่อันนี้คือเรารู้สึกว่าเรามีผลงานที่ให้กับโลก เราพยายามที่จะพัฒนา ที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆวันๆ เหตุผลแค่นั้นก็คงจะภูมิใจแล้วก็รักตัวเองได้แล้วมั้ง

 

คิดว่าการเป็นคนแบบนี้มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง

สำหรับ เรามันเป็นข้อดีมากๆ เลยนะ เพราะว่ามันทำให้เรามั่นใจไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เพราะว่าอย่างนึงมันทำให้เรากล้าที่จะเสี่ยงทุกอย่าง คนหลายคนที่ไม่กล้าทำ เป็นเพราะว่ารู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ แต่สำหรับเรา อะไรที่เข้ามาเราคิดว่าเราทำได้หมด เพราะเราเชื่อใน ability ของตัวเอง เราไม่เคย doubt ใน ability ของตัวเอง ส่วนข้อเสียก็คือบางทีเราอาจจะดูเป็นคนหัวดื้อ ดูน่าหมั่นไส้ อะไรแบบนี้

 

madmee5

 

เห็นบอกว่าเพิ่งเลิกบุหรี่

ใช่ บอกก่อนว่าที่เราสูบบุหรี่ เราสูบแค่หกเดือน อย่างที่บอกคือตอนนั้นเราเป็น depression แล้วเราก็อยู่คนเดียวเยอะมาก แล้วบุหรี่มันช่วยให้เราคิด มันทำให้ผ่อนคลาย นี่เรื่องจริงนะ แต่ว่าสุดท้ายเราก็รู้สึกว่า ในชีวิตเรา เราไม่ต้องการที่จะพึ่งพาสิ่งใดเลย โดยเฉพาะสิ่งที่มันไม่ดีต่อร่างกายเรา และมันก็ไม่ดีต่ออะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลิก แล้วเราก็เลิก ตอนนี้นอกจากบุหรี่เราไม่เสพติดอะไรแล้ว นี่คือเป้าหมายของตอนนี้ มันทำให้เรารู้สึกอิสระ

 

คิดว่าตอนนี้คนในรุ่นเราเสพติดอะไรกันบ้าง

เสพติดการยอมรับจากคนอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น มันมีหลายอย่างนะ ถ้าเป็นสิ่งของก็อะ เหล้า บุหรี่ ยา กัญชา บางคนก็เสพติดของกิน แต่เอาเข้าจริงการเสพติดของพวกนี้มันก็คือการทดแทนช่องว่างในหัวใจของเรา อะไรสักอย่างที่มันขาดไป เราแค่หาอะไรมาแทนตรงนั้นไง แต่ว่ามันไม่ถาวร เพราะส่วนมากมันก็จะทำร้ายเราในท้ายที่สุด

 

คิดยังไงกับการหาอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ

เราไม่สามารถยึดเหนี่ยวอะไรได้ 100% แบบว่านี่คือของของฉัน นี่คือตัวฉัน แต่ว่าเราก็ต้องมีความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งบ้าง แต่ในระดับนึงที่เรามีสติรู้ตัว สมมติเราจะรักใครสักคน เราก็รัก เรา enjoy กับความรักนั้น เราผูกติดกับคนๆ นี้ ถ้าวันนึงเค้าไป เค้าก็ไป เราก็ต้องอยู่ต่อ เพราะเราเคยผ่านช่วงที่เราไม่ยึดเหนี่ยวอะไรเลย แล้วเรารู้สึกว่า ชีวิตมันไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเราเหมือนเป็นแค่ก้อนๆ นึงที่ลอยไปลอยมา ไม่ได้มีความรู้สึก

 

FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

2 Comments

  • พัน
    Posted 11/02/2016 at 9:42 am 0Likes

    ขยันหาอะไรใหม่ๆมาให้อ่านได้ตลอดเลย ขอบคุณนะคะ ชอบมากค่ะ

Leave a comment