ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้ตัวกันดีว่า แค่ดูแลตัวเองให้อยู่รอด ให้ผ่านไปแต่ละวันก็ยากพอแล้ว แต่จริงๆ ลึกๆ แล้วเราก็อยากมีความสัมพันธ์ดีๆ กับใครสักคนเหมือนกัน แต่พวกเรื่องความสัมพันธ์ ความโรแมนติก กุ๊กกิ๊ก ของมนุษย์น่ะ มันมีความเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์​ (Emotion) มากกกว่าเรื่องของเหตุผล (Logic) แล้วไอ้โรคไบโพลาร์เนี่ย มันคือโรคที่มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกโดยตรง นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไมเรื่องแบบนี้มันถึงยากสำหรับเรานัก

 

จากประสบการณ์ส่วนตัวของเรา เราเชื่อว่ามนุษย์ไบโพลาร์ส่วนใหญ่ (ซึ่งจริงๆ ประเด็นนี้เราอยากจะหมายรวมถึงมนุษย์ทั่วไปทุกคนด้วย) จะมีมาตรฐานการตั้งใจทำอะไรแต่ละอย่างสูงมาก คือทำอะไร เราก็อยากจะทำให้สุด เช่น สมัยเป็นนักเรียน เวลาจะสอบ บางคนตั้งไว้ว่าขอแค่ผ่าน บางคนตั้งไว้ว่าขอให้ได้ A ทำงานอะไรก็ขอให้งานออกมาดี ซึ่งพอมาเรากลับมามองในมิติของความสัมพันธ์เนี่ย มันก็คือการที่เราอยากจะเป็นแฟนที่ดีของใครสักคน และขณะเดียวกัน เราก็เชื่อว่าอีกฝ่ายก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน

 

จริงๆ แล้วเราไม่ได้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์อะไรเลยทั้งสิ้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นนักทำลายความสัมพันธ์ประเภทนี้อย่างมืออาชีพเลยล่ะ แต่จากหลายๆ ความสัมพันธ์ที่ผ่านมา (ที่เราทำพังไปแล้วทั้งนั้น) ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เราจะพยายามเอาความผิดพลาดของครั้งก่อนๆ มาแก้แค่ไหน จะปรับปรุงตัวมากเท่าไหร่ แต่มันก็ยังคงมีรูปแบบบางอย่างที่นำเราไปสู่ผลลัพธ์เดิมๆ เสมอ ซึ่งก็คือเรื่องที่เราจะมาเล่าให้ฟังในวันนี้

 

I OFTEN FEEL LIKE I’VE TO WEAR A MASK, BUT WHY SHOULD I?

 

มันคงฟังดูแย่มากเลยใช่ไหม ถ้าเราจะบอกว่า เรารู้สึกว่าเราต้องใส่หน้ากากเข้าหาคนที่เรารัก ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าเราควรจะจริงใจและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะเค้าก็คงรักเราในแบบที่เราเป็นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่แนวความคิดนี้คงใช้ไม่ได้กับคนที่เป็นไบโพลาร์แน่ๆ

 

คำถามแรกที่ควรถามตัวเองคือ ความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถูกไหม แล้วมันจะดีหรือเปล่า ถ้าใครคนใดคนหนึ่งต้องเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เพื่อให้อีกคนหมุนรอบตัวเอง คำตอบของทุกคนก็คงจะคล้ายกัน นั่นคือ “ไม่ดี ไม่สมควรแน่ๆ” ซึ่งนี่ก็คือความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่เราก็เชื่อและยึดถือไว้ เพื่อที่จะเป็นแฟนที่ดีให้ได้

 

ลองสมมติว่าตอนนี้เราอยู่ใน Depressive Episode สิ ถ้าเวลาอยู่กับเพื่อน อยู่กับครอบครัว หรือคนสนิทอื่นๆ เราก็สามารถ fade ตัวออกไปได้ รู้สึกดีเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับเข้ามาในวงโคจร โดยที่มันไม่แปลกเท่าไหร่ แต่พอกลับมามองผ่านมิติของความสัมพันธ์แบบเป็นแฟนล่ะ ถ้าเรารู้สึกแย่ แล้วเราตัดสินใจ fade ออกมาเลยจะดีไหม เพราะเรารู้ว่าเราอยู่ไปก็ทำให้เค้ารู้สึกแย่ตามไปด้วย ขณะเดียวกันถ้าเราจะฝืนกลบเกลื่อนความรู้สึกไว้ แกล้งทำเป็นโอเค อยู่ด้วยแล้วแฮปปี้มีความสุข เราก็จะยิ่งไม่แฮปปี้ เพราะนั่นหมายความว่าเรากำลังใส่หน้ากากกับคนที่เรารัก ต่อไปลองมองว่า ถ้าเค้าเข้าใจเรา แล้วปล่อยให้เราเป็นตัวของตัวเองมากๆ (นั่นคือปล่อยให้เราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลความสัมพันธ์นี้) ถามว่าเราจะรู้สึกสบายใจได้จริงๆ หรอ ซึ่งคำตอบคือไม่ กลายเป็นเราสงสารเค้าว่ะที่ต้องมาเจอคนแบบเรา

 

rela02

 

HOW CAN ONE FEEL GUILTY ABOUT POSITIVE EMOTIONS?

 

มันโคตรไม่ดีเลยที่ความรู้สึกหวังดีเหล่านั้น มันกลายร่างจนพัฒนามาเป็นความรู้สึกผิด (Guilt) ที่เราต้องแบกรับไว้ คือไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะลองทำวิธีไหน เราก็รู้สึกว่าเราเป็นแฟนที่ดีไม่ได้ ลองมองว่าถ้าเราจะกลบเกลื่อนทุกอย่าง ทำเป็นโอเคตลอดเวลา มันก็คือการใส่หน้ากาก แรกๆ มันก็พอทำได้แหละ แต่ทำไปนานๆ ความรู้สึกผิดมันก็เกาะ สะสมไปเรื่อยๆ จนมันหนักมากๆ ทั้งรู้สึกผิด ทั้งสงสารเค้า แล้วความรู้สึกพวกนี้มันจะประคองความสัมพันธ์เราได้จริงๆ หรอ

 

หลายครั้งที่คนข้างๆ เราคนนั้นจะบอกว่า “เราอยากช่วยอะไรเธอได้บ้าง” เราเข้าใจนะ คือถ้าเป็นเรา เราเห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์ เราก็อยากจะแบ่งเบามาบ้าง อยากช่วยอะไรได้บ้าง แต่ในความเป็นจริง มันช่วยไม่ได้หรอก ถ้าเค้าพยายามที่จะช่วยเรา แรกๆ เค้าก็จะสู้นะ แต่ถ้าช่วยไปนานๆ แล้วไม่มีอะไรดีขึ้น เค้าก็จะเริ่มเหนื่อยเอง จนวันนึงเค้าก็ต้องแบกรับความรู้สึกที่ว่า ตัวเค้าเองก็เป็นแฟนที่ดีไม่ได้ จนพัฒนามาเป็นความรู้สึกผิดกันอีก สรุปคือยังไง เราต้องรู้สึกผิดกับความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้เค้า ต้องรู้สึกผิดกับเรื่องดีๆ ที่เค้าทำให้เราหรอ สุดท้ายมันก็จะกลับมาสู่วงจรเดิมคือ เราทนแบกรับความรู้สึกผิดก้อนนี้ไม่ไหวจนต้องไป หรือไม่อย่างนั้นเค้าก็จะเป็นฝ่ายที่ทนแบกความรู้สึกผิด ความรู้สึกไม่สบายใจที่เค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นแฟนที่ดีไม่ได้เอาไว้เอง

 

เราเคยถูกบอกว่า “ตัวเอง เค้าเหนื่อยจังเลย เค้ารู้สึกว่าเค้าทำให้ตัวเองมีความสุขไม่ได้เลย เค้ารู้สึกแย่กับตัวเค้าเอง เค้าไม่แน่ใจว่าเค้าจะทนกับความรู้สึกนี้ได้นานแค่ไหน” แล้วในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกแบบนั้นด้วย คือเราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้จริงๆ สุดท้ายก็คือผลลัพธ์แบบเดิมอีกแล้วน่ะสิ

 

บางครั้งเวลาเราหลุดไปอยู่ในช่วง Hypomania หรือ Mania เราก็ทำไม่ดีกับเธอไปหลายครั้ง ถึงแม้เธอจะเข้าใจและไม่ถือโทษอะไรกับเราก็ตาม แต่พอเราก็กลับมาอยู่ในภาวะ Post-mania shame หรือ ภาวะที่เรามองย้อนกลับไปแล้วเกลียดตัวเองที่ทำพฤติกรรมแบบนั้น เช่นเดียวกันว่า มันก็จะกลายมาเป็นก้อนความรู้สึกผิดที่มาเกาะบนตัวเราเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

 

IT’S AS HARD FOR THEM AS IT IS FOR YOU

 

คนเราคบกัน มันก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน ทั้งสองคนก็ต้องยอมสูญเสียความเป็นตัวเองไปคนละนิด เดินมาคนละครึ่งทาง ปรับเปลี่ยนนิสัยให้อยู่ด้วยกันได้ นี่คือเรื่องปกติ อันนี้ใช่ และเราเห็นด้วย แต่คำว่าใส่หน้ากากของเรา มันไม่ใช่เชิงพฤติกรรมน่ะสิ มันไม่ใช่ว่าให้เป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น ให้เป็นคนรักษาความสะอาดมากขึ้น หรือเลิก/ลดการไปเที่ยวกลางคืน เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ การปรับตัวพวกนี้คือการปรับตัวด้านพฤติกรรมไง แต่ความยากของมันคือ เราต้องปรับสายตาที่เราใช้มองการมีความสัมพันธ์

 

มันไม่เคยง่ายเลยกับการที่เราต้องประคองอารมณ์ตัวเองเพื่อประคองความสัมพันธ์ เรารู้สึกว่าเราต้องพยายามมากว่าคู่อื่นๆ เป็นสองเท่า เพราะเราไม่อยากทำตัวเป็นภาระ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากใส่หน้ากาก มันยากมากนะ เหมือนต้องใส่หมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน จนบางครั้งมันก็เหนื่อยมาก นี่ยังไม่รวมว่า ยาที่กินน่ะมันทำให้เราหมดอารมณ์ทางเพศไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั่นก็เป็นอีกปัญหาหลักที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับคนที่อยู่ในในกระบวนความสัมพันธ์แบบนี้

 

แต่รู้ไหมว่า คนที่อยู่ข้างๆเราก็เหนื่อยไม่แพ้เรานะ เวลาที่เค้าต้องเห็นเราผ่านช่วง mania และ depression วนเวียนไปมาไม่รู้จบ เค้าเองก็ต้องปรับตัวหลายอย่าง เค้าต้องเป็นคนดึงเราขึ้นเวลาที่เราดาวน์ และต้องช่วยดึงเราลงเวลาที่เราขึ้น มันไม่ง่ายสำหรับใครทั้งสิ้นนั่นแหละ

 

rela03

ILLNESS DOESN’T HAVE TO DEFINE YOUR RELATIONSHIP

 

เราไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า คนเป็นไบโพลาร์ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ได้นะ เรื่องที่เล่ามามันเป็นแค่ส่วนนึง ที่เราแชร์มาจากประสบการณ์โดยตรง แต่เราก็เห็นหลายคู่ที่ผ่านกันมาได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะจัดการกับความสัมพันธ์แบบนี้ได้ แต่มันต้องมีสักคนที่จะแข็งแกร่งพอที่จะดีลกับคนประเภทเราได้ แต่เราก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ในการไม่จับมันมาเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะติดตัวไปตลอดความสัมพันธ์ เพราะวันนึงมันจะถึงวันที่เราทนแบกรับหินก้อนนี้ไม่ไหว

 

สิ่งที่จะนิยามความสัมพันธ์ของคนสองคนในกรณีแบบนี้ มันไม่ได้มีแค่เรื่องความรู้สึกผิด ความทรงจำแย่ๆ หรือพฤติกรรมที่เราทำตอนที่หลุดไป depressive หรือ manic episode มันมีรายละเอียดเล็กๆ อีกเยอะมาก ที่ถ้าเราแข็งแกร่งพอ เราจะเอามันมาทดแทนความรู้สึกผิดได้ อย่างเช่น ช่วงเวลาดีๆ ตอนทำอาหารด้วยกัน ไปเลือกซื้อของแต่งห้องด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน เหล่านี้แหละที่จะช่วยนิยามความสัมพันธ์ของเราได้

 

ILLUSTRATION: KWANGWALIN
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

2 Comments

  • Pat.nam.p
    Posted 14/01/2016 at 11:32 pm 0Likes

    เวลาหลุดเราจะแสดงและพูดอะไรที่โคตรแย่ออกมา
    ซึ่งพอผ่านไปสักพักหรือพอเราระเบิดไป
    เรทรู้ว่าเราโคนรแย่เลยที่ทำแบบนั้น
    เราจะรู้สึกผิดทันทีและยาวนาน
    คิดเรื่องนั้นซ้ำๆวนๆอยู่อีกเป็นวันๆ
    บางเหตการณ์มันผ่านมาเป็นปีแล้วยังจำสิ่งที่เราทำแยืๆได้อยู่เลย
    ตอนนี้ยังรู้สึกผิดอยู่เลย
    เคยคิดวนและปรึกษาพี่คนนึง
    เค้าตะคอกกลับมาว่า
    มันผ่านไปแล้วมันจบไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
    มันก็จริงอย่างที่เค้าพูดมันยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดเข้าไปอีกว่าเราไท่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นและเราขอโทษ

  • Mos
    Posted 15/01/2016 at 1:56 am 0Likes

    บทความดีๆเหมือนเคยเลยครับ ความรู้สึกในหัวที่อธิบายไม่ค่อยถูก เข้าใจตัวเอง แต่สื่อให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ คุณช่วยเขียนแทนให้ได้หมดเลย เว็บนี้ดีมาก

Leave a comment