เห็น Infographic มากมายบนโลกออนไลน์ที่พูดถึงประเด็นสุขภาพจิต อย่างเช่น สัญญาณบอกโรคซึมเศร้า สัญญาณที่คุณเตรียมพบหมอ หรือ วิธีสังเกตไบโพลาร์แบบง่ายๆ ฯลฯ ทำให้เกิดคำถามต่อผู้อ่านผู้ชมมากมายว่า เอ๊ะ เราเป็นหรือเปล่า เราต้องไปหาหมอมั้ย เพราะในบางช่วงเวลา หลายคนคงรู้สึกว่า เราก็มีอาการแบบนี้เหมือนกัน เราก็เครียดนะ เราก็เศร้านะ นอนไม่หลับด้วย กินไม่ลงด้วย โอ้โหใช่เลย แถมบางครั้งเราก็รู้สึกว่าตัวเองเก่ง บางทีเราก็รู้สึกว่าตัวเองห่วยจัง สรุปเราเข้าข่ายมั้ยเนี่ย แล้วเราต้องไปหาจิตแพทย์หรือยัง จะทำยังไงต่อดี จะอยู่ไปแบบนี้ก็ประสาท โอ้ย ปวดหัว!

 

แต่เชื่อเถอะว่า ไอ้ข้อมูลที่ย่อยจนเหลือแค่วิธีสังเกตง่ายๆ แบบที่เราเห็น มันไม่มากพอที่จะให้คำตอบที่แน่ชัดกับเราว่าจะไปหรือไม่ไป มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะนำมาเทียบกับตัวเอง แล้วตัดสินใจภายในห้านาที และหลายหัวข้อต้องการคำอธิบายมากกว่านั้น วันนี้เราก็เลยอยากแชร์รายละเอียด และเบื้องลึกเบื้องหลังของความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจชัดเจนมากขึ้น โดยเรารวบรวมมาจาก key message ที่มักถูกใช้สื่อสารในเพจต่างๆ จนเกิดความเข้าใจผิดไปตามๆ กัน

 

1. ไม่อยากลุกจากเตียง

 

โอ้ยยยยยย เชื่อเถอะว่า ร้อยทั้งร้อยทุกคนต้องเคยมีอารมณ์นี้แน่ๆ คือยังไม่อยากลุกจากเตียง ยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นวันใหม่ ยังไม่พร้อมจะออกไปเจอรถติด เจอความวุ่นวาย ไปทำงานที่ออฟฟิศ ไปประชุม ฯลฯ คือกำลังหลับสบายๆ ก็คงไม่มีใครอยากลุกจากเตียงหรอก ซึ่งส่วนใหญ่ ไอ้ความรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงเนี่ย มันมาจากความขี้เกียจ คืออาจจะอยู่ในท่าที่สบาย กำลังหลับเคลิ้มๆ ซึ่งมันไม่เหมือนกับคนที่เป็นซึมเศร้านะ เพราะความรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงในกรณีนี้เนี่ย มันไม่ได้มาจาก ‘ความขี้เกียจ’ แต่มันคือความรู้สึกว่า วันนี้เราไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่เพราะกำลังสบายหรือขี้เกียจ แต่เป็นเพราะเราไม่อยากและไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตในวันนั้นจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็อย่างเช่น เราจะนอนจ้องเพดาน หรือนั่งจ้องผนังห้องด้วยความว่างเปล่า เพราะเราไม่พร้อมจะหายใจในวันนั้นๆ

 

สรุปก็คือ แยกให้ออกว่า ไอ้ความรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงเนี่ย มันเป็นเรื่องของความขี้เกียจหรือเปล่า หรือมันเป็นอารมณ์หดหู่ที่ไม่อยากเผชิญกับสิ่งที่จำเป็นต้องเผชิญตลอดวัน เช่น ต้องไปพบเจอผู้คน ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ต้องฝืนยิ้มทั้งที่ไม่พร้อม หรือกระทั่งต้องทนหายใจให้พ้นวัน

 

2. ไม่อยากยุ่งกับใคร อยากอยู่คนเดียว

 

อันนี้ก็ยอดฮิต มีใครบ้างไม่เคยอยากอยู่คนเดียว ไม่มีหรอก มันต้องมีสักโมเม้นต์ในชีวิตแหละที่รู้สึกว่าสังคมมันวุ่นวายเกินไป วันนี้เจอคนเยอะมาก อยากกลับไปอยู่ห้องคนเดียวเงียบๆ สงบๆ ถูกไหม ประเด็นนี้ต้องแยกให้ออกเลยนะว่า ว่ามันไม่ใช่ว่าเราเป็นคนประเภท Introvert คือหมายถึงพวกโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับคนเยอะๆ หรือแค่วันนี้เจอคนเยอะแล้วเหนื่อย อยากพักจากความวุ่นวาย แต่ความรู้สึกที่เกิดจากโรคซึมเศร้าที่แท้จริงเนี่ย มันจะอยากอยู่คนเดียว เพราะมันไม่มีแรง ไม่มีแพชชั่น ไม่มีอารมณ์อยากจะปฏิสัมพันธ์กับใคร ไม่อยากต้องสบตาใคร ไม่อยากต้องแกล้งยิ้มให้ใคร ไม่อยากต้องมาทำหน้าบึ้งใส่ใคร เลยไม่อยากเจอใคร ไม่รู้สึก enjoy ที่จะต้องได้ยินเสียงคนเยอะๆ หรืออาจจะรู้สึกแพนิคว่า คนรอบตัวที่เราเจอ เค้ากำลังเกลียดเรา เค้าไม่อยากให้เราอยู่ตรงนี้ เค้าต้องกำลังนินทาเราอยู่แน่ๆ แล้วเราก็ไม่ต้องการไปขวางหูขวางตาใคร คือมันโคตร feel uncomfortable อ่ะ มันไม่ใช่แค่ I prefer being alone. แต่มันขึ้นไปถึงความรู้สึก insecure เลย

 

ดังนั้นให้ตั้งใจสังเกตว่า ที่ไม่อยากเข้าสังคมเนี่ย เพราะเป็นพวก introvert หรือแค่เหนื่อย อยากพักเงียบๆ หรือว่าเราไม่ไหวกับการต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นจริงๆ กันแน่ แถมท้ายอีกนิดว่า Just being an introvert, doesn’t mean you’re wrong! อย่าฟังคนอื่นมากว่าเป็น introvert แล้วไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อยู่คนเดียวมากๆ ระวังจะเป็นโรคซึมเศร้า คือมันไม่เกี่ยวกัน

 

3. หมดใจกับสิ่งที่รัก

 

อันนี้พีคจริงๆ ไม่รู้ว่ามีใครเคยรู้สึกเล่นๆ กันหรือเปล่า เพราะการที่ไม่มีแรง ไม่มีใจ ที่จะลุกไปทำสิ่งที่เราชอบนั้น มันแย่มากๆ มันเหมือนพลังที่เคยไดร์ฟให้เรามีชีวิตมันค่อยๆ มอดดับไป อย่างเช่น การที่ไม่มีอารมณ์แม้แต่อยากจะนั่งดูหนังที่เคยชอบดู ไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านหนังสือที่ชอบ หรือทำกิจกรรมที่เรารักและผูกพันเหลือเกิน มันไม่ใช่เพราะขี้เกียจ ไม่ใช่เพราะเลิกชอบ ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลา แต่แค่แพชชั่นที่ไดร์ฟเราไปตรงนั้นมันไม่มีแล้ว สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งนั้นมันหายไป มันค่อยๆ จางลงไปเรื่อยๆ เราไม่ enjoy สิ่งเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว เรามองไม่เห็นความสุขที่จะได้จากการทำสิ่งนั้น ทั้งที่ลึกๆ อาจจะอยากทำแต่มันทำไม่ได้

 

ความรู้สึกตรงนี้มันอธิบายออกมายากจริงๆ นะ เพราะถ้าไม่เคยไปถึงจุดนั้นก็คงจะไม่เข้าใจ คนที่ไม่เคยเป็นคงตั้งคำถามว่า อะไรวะ มันจะทำสิ่งที่อยากทำไม่ได้ได้ยังไงกัน ก็ถ้าชอบ ถ้าอยากทำ มันก็ควรจะทำได้ปะวะ อย่างเช่น ถ้าเราอยากกินอะไรที่อยู่ตรงหน้าแต่เรากลับกินไม่ได้ เพราะความรู้สึกมันไดร์ฟเราไปไม่ถึง มันเป็นยังไงหนอ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ยินดีด้วย หมายความว่าคุณไม่เคยหมดแพชชั่นกับสิ่งที่คุณรักนั่นเอง


4. รู้สึกตัวเองไม่มีค่า

 

อันนี้ไม่ใช่ความรู้สึกเฟลกับตัวเองเวลาเราทำอะไรผิด หรือโกรธที่ตัวเองตัดสินใจผิดๆ มันไม่ใช่แค่เพราะเราผิดหวังที่เราทำอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะเฟลจากความผิดหวัง แต่ไอ้ความรู้สึกไม่มีค่าอันนี้เนี่ย มันต้องกระทบการใช้ชีวิตมากๆ มันเป็นความรู้สึกไม่มีค่าแบบที่เราเหมือนฝุ่นละออง เป็นส่วนเกินของชีวิตคนอื่น เหมือนเราเป็นภาระ และเราไม่สมควรที่จะมีตัวตนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น เรามันไม่มีค่า ไม่เคยทำอะไรดีๆ ได้สักอย่าง ซึ่งความรู้สึกมันจะลามไปถึงว่า เรารู้สึกว่าเราไม่มีค่าจนเราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ ไม่สมควรที่จะมีความสุข ซึ่งร่างกายมันอาจตอบสนองมาในรูปแบบของการทำร้ายตัวเอง เพราะเชื่อว่าเราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ ความเจ็บปวดคือสิ่งที่เหมาะสม จนอาจถึงขั้นที่แย่ที่สุดคือ เรามันไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่เลยด้วยซ้ำ

 

จริงๆ ประเด็นหลักๆ ของ negative attitude พวกนี้มันไม่ได้มาแค่ครั้งคราวหรือรู้สึกแป๊บเดียวระยะสั้นๆ แต่มันจะมีอายุยาวนานและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆจนกระทบการใช้ชีวิต ยิ่งฝืนความคิดก็ยิ่งเหนื่อย เผลอๆ จะทำให้แย่ลงไปอีก มันจะกระทบถึงการเรียน การงาน บางคนต้องดรอปเรียนหรือลาออก เพราะวันๆ แค่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อสู้กับความคิดพวกนี้ก็ไม่ไหวแล้ว มันจะพาลไปจนเราไม่สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุขได้เลย

 

อย่าลืมว่ายังไงมนุษย์เราก็มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรู้สึกพวกนี้มันจะ ไปไกลกว่ามาตรฐานอารมณ์มนุษย์ มันเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้นั่นเอง อย่างคนที่เป็นไบโพลาร์ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่จะถูก misdiagnose ว่าเป็นโรคซึมเศร้าก่อน เพราะคนเราจะตัดสินใจมาหาหมอได้ก็ตอนที่เศร้า ที่ด่ำดิ่ง นั่นแหละ เพราะตอนที่ mania หรือ hypomania เราจะมีพลังทำนู่นทำนี่ ช่วงนั้นใครจะไปคิดว่าการที่เรามีพลังในการมีชีวิต มันเป็นเรื่องผิดปกติกันล่ะ จริงไหม : )

 

ผมหวังไว้จริงๆ ว่า บทความนี้จะช่วยทำให้คุณมองโรคนี้อย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น ได้เห็นว่า ‘ความรู้สึกเศร้า’ กับ ‘โรคซึมเศร้า’ มันต่างกัน ความรู้สึกซึมเศร้ามันมาจากปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้รู้สึก ซึ่งมันจะดีขึ้นและหายไปตามกาลเวลา แต่โรคซึมเศร้า มันเกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย นั่นหมายถึง ไม่ว่าปัจจัยภายนอกคุณจะยอดเยี่ยมเพอร์เฟคแค่ไหน คุณก็ลดความซึมเศร้าที่เกิดจากโรคพวกนี้ไม่ได้จริงๆ หรอก

 

ILLUSTRATION: KWANGWALIN
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

  • Hitzuja
    Posted 04/05/2016 at 12:06 am 0Likes

    การไปหาจิตรแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ขนาดประธานาธิบดีของอเมริกายังมีจิตแพทย์ส่วนตัวเลย มันเป็นเรื่องดีซะด้วยซ้ำที่จะมีใครสักคนตั้งใจนั่งฟังสิ่งที่เก็บไว้จนแน่อกออกมา มีคนเคยเล่าให้ฟังว่าเขามักจะเห็นผีเจอผีผู้หญิงผมยาวมายืนในบ้าน พิธีกรรมการศาสนาก็ลองแล้วเอาไม่อยู่ สุดท้ายเจอยาระงับประสาทเข้าไปวันละ 2 เม็ด ตั้งแต่วันนั้นมาไม่เจอผีอีกเลย …

Leave a comment