หลังจากเล่าความวุ่นวายในการตามหาจิตแพทย์ไปในตอนที่แล้ว (อ่านได้ที่นี่เด้อ) คราวนี้จะมาเล่าต่อว่าหลังจากได้เจอหมอแล้วเป็นยังไงบ้าง

 

จริงๆ นับจากตอนที่เราหาหมอครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราก็ไม่ได้เป็นซึมเศร้าหนักเท่านี้อีกเลย เพราะฉะนั้นการหาหมอรอบนี้เลยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราเหมือนกัน มันเหมือนเราต้องกลับมายอมรับอีกครั้งว่าที่เราดีขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าเราจะดีขึ้นตลอดไป แถมรอบนี้ยังเป็นการซักประวัติใหม่ทั้งหมด บล็อกโพสต์นี้นอกจากเราจะเล่าถึงการคุยกับหมอแล้ว เราจะพูดถึงการปรับตัวกลับมาสู่สภาวะปกติด้วย ซึ่งตอนนี้เราก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ เลยจะมาเล่าสู่กันฟังนี่แหละ

 

หลังจากถามคนอิตาเลียนที่มหาลัยแล้วไม่ค่อยได้ความจนต้องไปตามหาจิตแพทย์ให้วุ่นวาย (เรารู้ว่ามันไม่วุ่นมากหรอก แต่การจัดการทุกอย่างและเดินทางไปรอบเมืองด้วยสภาพจิตใจที่เปราะบางขนาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล่น) เราก็ไปถึงโรงพยาบาลจิตเวชจนได้ในวันที่ 20 มีนา Centro di Salute di Mentale คือชื่อของที่นี่ พอไปถึงก็เจอล่ามมารออยู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นคนแอฟริกัน พอแนะนำตัวกันเสร็จ พยาบาลผู้หญิงคนกับผู้ชายคน แล้วก็จิตแพทย์หญิงก็เดินมารับเราถึงห้องรอ พอเจอแบบนี้ก็อุ่นใจขึ้นมาบ้าง

 

ระหว่างคุยหมอก็มีประวัติเราที่พยาบาลซักไว้คราวที่แล้วอยู่ในมือ แต่หมอก็บอกให้เราเล่าเรื่องที่เราอยากบอกอีกรอบอยู่ดี ส่วนพยาบาลกับหมอฝึดหัดก็นั่งฟัง หมอไม่ได้แนะนำให้ปรับพฤติกรรมเท่าไหร่ เพราะเราเองก็คิดว่าเราไม่ได้มีพฤติกรรมแง่ลบอะไรมากมาย เอาจริงก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ที่ทำอยู่ก็มองโลกในแง่ดีและอยากจะหายจะแย่อยู่แล้ว ครึ่งนึงที่เหลือของ session เลยเป็นการซักประวัติการออนยาแต่ละตัวว่ากินมานานเท่าไหร่ โดสปกติที่กินเท่าไหร่ โดสมากที่สุดที่เคยกินคือเท่าไหร่ สุดท้ายก็ให้เราเพิ่มโดสยาตัวนึง แล้วก็เขียนใบสั่งยานอนหลับให้เราไปซื้อที่ร้านขายยา ค่าใช้จ่ายมีแค่อย่างเดียวคือค่ายานอนหลับนี่แหละ ส่วนยาที่กินทุกคืนเราเอามาเผื่ออยู่แล้ว สรุปการหาหมอครั้งนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่โอเคนะ โฟกัสที่ยาเป็นหลัก หมอนัดอีกทีสองอาทิตย์

 

ผ่านไปอาทิตย์กว่าเราก็เกิดดาวน์และร้องไห้ขึ้นมาอีก เพราะคิดงานจนเครียดหนัก แต่พอวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็เมนส์มา เป็นคำตอบว่าทำไมหนึ่งวันก่อนหน้าถึงเป็นบ้าได้ขนาดนั้น พอถึงวันนัดเราก็เข้าไปอัพเดตอาการกับหมอว่าสิ่งที่เรากังวลคือเราจัดการกับความเครียดที่พุ่งทะยานของเราไม่ได้ บวกกับตื่นมาแล้วหัวเราบล็อก ตื้อ ไม่เฟรช และตอนบ่ายก็ยังทนง่วงไม่ไหวจนต้องนอนตอนกลางวันอยู่วันละ 1-2 ชั่วโมง หมอเลยเพิ่มโดสยาอีกตัวนึงให้ และลดยานอนหลับเหลือครึ่งเม็ด เป็นอันเสร็จสิ้น ตื่นมาวันรุ่งขึ้นก็ปวดหัวหนัก ตาลายตลอดวัน และเหมือนจะบ้านหมุนหน่อยๆ จะเป็นยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที

 

คอมม่อนรูมและด้านหน้าของ Centro di Salute di Mentale

 

ทีนี้เรามาดูเรื่องการปรับตัวกันดีกว่าว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรบ้าง

 

1. การรับมือกับผลข้างเคียงของโดสยาที่เพิ่มขึ้นและยาตัวใหม่

 

ผลข้างเคียงมาแน่ทุกครั้งที่เพิ่มลดยา ถอนยา หรือเริ่มยาตัวใหม่ รอบแรกผลข้างเคียงที่เจอคือปวดหัวหนักพอสมควรแบบที่กินพาราแล้วเอาไม่อยู่ ไอบรูโพรเฟ่นช่วยบ้าง แต่มันน่าจะรวมกับการที่เมนส์เราใกล้จะมาอีกรอบด้วย อีกอาการคือเวียนหัวแล้วก็ไม่เฟรช รู้สึกตื้อๆ ตันๆ ตลอดเวลา ส่วนยานอนหลับช่วยให้เราง่วงภายใน 15-30 นาที และนอนได้ต่อเนื่องกันได้ 6-7 ชั่วโมงโดยไม่ตื่นกลางดึก แต่ตั้งคืนที่สี่แน่ะกว่าจะออกฤทธิ์ ส่วนรอบสองเราเพิ่มยาอีกตัวนึง และลดยานอนหลับเหลือครึ่งเม็ด วิธีที่เราใช้เพื่อทำให้รู้สึกดีขึ้นจากอาการทั้งหมดบ้างคือการออกกำลังกายเบาๆ อยู่กับที่อย่าง body weight เบาๆ อย่าง squat หรือ lunge สัก 20 นาทีก็ดีมากแล้ว ถ้าทุกวันไม่ไหวก็สองสามวันครั้งก็ยังดี แล้วก็ดื่มน้ำที่ทำให้สดชื่นเยอะๆ ทั้งน้ำเปล่า น้ำผลไม้ สมูธตี้ อิตาเลียนโซดา อะไรก็ได้ เคสเราลำบากเล็กน้อยเพราะเราเรียนหนัก จัดเวลาพักผ่อนยาวๆ แทบไม่ได้ ก็อัดน้ำไปเยอะๆ อ้อ เราเดินเยอะด้วย เหนื่อยหน่อยแต่ดีกว่าอยู่นิ่งๆ บนเตียงนะ

 

2. การจัดการกับความซึมเศร้าที่เปลี่ยนแปลงบุคลิกของเรา

 

อาจจะฟังดูแปลกสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับโรคซึมเศร้า แต่การเศร้าระดับที่ไม่เป็นตัวของตัวเองเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนนี่มันก็ไม่น้อยนะ มันเหมือนกับว่าเรากลายร่างเป็นคนอื่นที่มีไลฟ์สไตล์ ระบบคิด วิธีการมองโลก และวิธีการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวไม่เหมือนตอนปกติทั้งวันทุกวัน แทนที่จะออกไปนั่งทำงานอ่านหนังสือร้านกาแฟแบบไม่เครียด กลายเป็นนอนมองเพดานเป็นชั่วโมงแบบไม่มีเหตุผลแล้วร้องไห้บนเตียงซ้ำๆ แทนที่จะออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนตอนกลางคืน กลายเป็นอยู่บ้านผัดกับข้าวเงียบๆ คนเดียวพร้อมกับน้ำตาไหลไปด้วย และแทนที่จะออกไปวิ่งตอนเช้าสามโลสวยๆ กลายเป็นนั่งกลัวว่าจะทำร้ายตัวเองเมื่อไหร่ การใช้ชีวิตอยู่กับความอ่อนแอ ความเจ็บปวด และความหวาดกลัวระดับเข้มข้นเป็นเดือนไม่ใช่เรื่องเล่นเลย วิธีจัดการตอนเราเริ่มดีขึ้นก็คือต้องบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่เคยทำให้ได้ (แต่ห้ามกดดันมากไปถ้ายังไม่พร้อม) เราบังคับตัวเองให้ออกไปกินข้าวกับเพื่อน หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ชวนเพื่อนทำกับข้าวกินที่บ้านก็ได้ อย่างน้อยเราก็ยังได้อยู่ในสถานที่ที่เราคุ้นเคย ตั้งใจฮึบขึ้นมาออกกำลังกายอย่างน้อยก็ในบ้าน รวมทั้งผ่อนคลายและดูแลความสวยงามกับสุขภาพของตัวเองมากเท่าที่จะทำได้

 

3. การดูแลความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวและคนรอบข้าง

 

ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เราซึมเศร้าหนัก เราทำให้คนใกล้ตัวเป็นห่วง รู้สึกแย่ และพังพินาศตามเราไปเยอะมาก ทั้งบ่นใส่ ระบายใส่ จนถึงร้องไห้ใส่นานเป็นชั่วโมง มันสร้างทั้งความรู้สึกแย่และความรู้สึกผิดในใจ เพราะฉะนั้นเมื่อดีขึ้นแล้วก็ต้องมาตามเก็บสิ่งที่ทำไว้ แต่อย่าทำเพื่อโทษตัวเอง แต่ให้ทำเพราะเราเป็นห่วงและต้องการให้เค้ารู้สึกดี ลองกลับมาทำสิ่งดีๆ ให้กันแบบที่เคยทำ เล่าความรู้สึกดีของเราแม้จะเล็กน้อยมากๆ ให้กันฟัง พูดคุยกันเรื่องความรู้สึกเยอะๆ และไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเรานะ แต่ความรู้สึกของเขาด้วย ความสัมพันธ์เป็นการสื่อสารสองทางและการแลกเปลี่ยนความรู้สึก ถึงการฟังจะเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็ไม่ควรมีใครเป็นคนฟังตลอด สุดท้ายบอกตัวเองเสมอว่าถึงปัญหาในความสัมพันธ์มันทำให้เราเจ็บปวด แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ เราจะรู้สึกว่ามันแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้ง และคนที่ผ่านมันมากับเรานี่แหละคือคนสำคัญที่เราควรเอาใจใส่เขาเยอะๆ และเราก็ต้องพร้อมที่จะสนับสนุนเขาในยามที่เขาอ่อนแอด้วยเหมือนกัน

 

ILLUSTRATION BY SETAPA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment