“อะไรนะ! เดือนนึงแล้วยังไม่ได้เจอหมอ?”

 
เรามาเรียนต่อโทที่สาธารณรัฐเชค แล้วตามหลักสูตรคือเทอมสองต้องไปแลกเปลี่ยน ซึ่งเราเลือกมาเรียนที่เมือง Udine (อูดิเน่) เหนือสุดฝั่งตะวันออกของอิตาลี แล้วมาก็มาคนเดียว ภาษาอิตาเลียนก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไปนู่นไปนี่ยังต้องเปิด Google Maps อยู่เลย พออาการซึมเศร้ารอบนี้มันหนักหนาจนมากกว่าปกติที่เป็นแทบทุกเดือนก่อนเมนส์มา (อาการคือร้องไห้แบบไม่มีเหตุผลเป็นชั่วโมงติดกันเกือบอาทิตย์ ตื่นกลางดึกทุกคืนติดกันเป็นเดือน กินไม่ค่อยลง ไม่มีกะจิตกะใจเข้าสังคม ไม่อยากเจอคน รู้สึกดีไม่พอและไร้ค่า ไปเรียนไม่ไหว ไม่อยากออกจากบ้าน ใจมันหม่นเศร้าไปหมด) เราเลยเริ่มหาทางออกด้วยการถาม Coordinator ของโครงการเรา ซึ่งเขาไปถามหน่วยงานในมหาลัยที่ดูแลนักศึกษาต่างชาติที่เรียกว่า ISS (International Student Service) ให้อีกที ได้ความว่าถ้าตามขั้นตอนของรัฐซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขั้นต้นมีสองทางเลือกคือ หลังสองทุ่มให้ไปที่ Guardia Medica ซึ่งคือคลินิคกลางคืนของโรงพยาบาลรัฐที่ชื่อ Ospedale Getvasutta แล้วให้เขาช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน หรือไปหาหมอทั่วไปที่คลินิคตามเวลาเปิดปิดที่ให้มา แต่ทั้งสองทางเลือกไม่ใช่จิตแพทย์ทั้งคู่ ต้องให้เขา redirect เราไปที่จิตแพทย์โดยตรงอีกที ซึ่งพอเขาแนะนำมา เราก็เลยไปตามนั้น

 

22 ก.พ. เราเลือกตัวเลือกแรกคือไปที่ Guardia Medica เพราะ ISS บอกว่ารู้ผลเร็วที่สุดถึงคิวอาจจะยาว แต่สรุปเราไปถึงมีคนก่อนหน้าแค่คนเดียว สักห้านาทีเขาก็เรียกเข้าไป หมอที่คลินิคเป็นหมออายุรกรรมทั่วไป ใจดี พูดอังกฤษได้นิดหน่อย ก็สื่อสารกันไปช้าๆ พอบอกว่ามีอาการ Depression หมอถามว่า ตื่นกลางดึกไหม ร้องไห้เยอะไหม ถามเหมือนรู้ แล้วก็ถามเรื่องยาที่กินอยู่เป็นปกติ ถามว่ามาที่โรงพยาบาลยังไง ถ้ามาบัสจะได้จ่ายยาช่วยหลับได้ ว่าแล้วก็เอา Diazepam แบบสิบหยดผสมน้ำเปล่าให้กิน แล้วก็เขียนใบรับรองแพทย์ให้ แต่มากกว่านั้นเช่นจะปรับยา ต้องไปหาจิตแพทย์ ซึ่งเขาก็ให้ที่อยู่คลินิคมา แต่เราก็ยังไม่ได้ไปเพราะยังใจเย็นรอให้เมนส์มาก่อนเผื่อจะดีขึ้น

 

1 มี.ค. หลังจากไปหาหมอที่ Guardia Medica แล้ว เราก็ตัดสินใจไปเที่ยวมิลานตอนสุดสัปดาห์เพราะหวังจะปรับอารมณ์และรอให้เมนส์มา แต่เมนส์มาแล้ว กลับมาเมืองที่เรียนแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น Diazepam ที่กินไปก็ออกฤทธิ์ช่วยเรื่องนอนได้แค่ 3 คืน เรารู้สึก on the verge เหมือนจะเสียสติตลอดเวลา เลยตัดสินใจไปตามคลินิคที่ว่าซึ่งอยู่ใกล้บ้านมาก พอไปถึงก็ถามคนในคลินิคไปเรื่อยๆ ว่าไปทางไหนห้องไหนอะไรยังไง จนเจอแผนก Social Consultant เปิดประตูเข้าไปถาม สรุปว่าที่นี่มีแต่จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น! เขาเลยให้เราคุยกับ Social Assistant ที่พูดอังกฤษได้ โชคดีที่นางใจดีมากเราเลยใจชื้น นางช่วยโทรหาโรงพยาบาลจิตเวชหลักของเมือง แล้วก็ทำนัดให้ ซึ่งได้คิววันจันทร์ที่ 13 มีนา…เฮ้ย มันนานไป! แต่เค้าบอกว่าเร็วสุดได้แค่นี้ ออกมาจากคลินิคก็มีความงงว่าจะทำอะไรต่อดี เพราะก็พยายามหลายอย่างแล้ว ตั้งแต่ระบายกับเพื่อน ปรับเวลานอน จนถึงออกกำลังกาย เลยถามพี่สนิทที่เป็นเภสัชว่า เฮ้ย น้องเพิ่มยาเองเลยได้ไหมวะ เพราะไม่รู้จะทำยังไงแล้ว มันนานไปแล้ว ไม่ดีขึ้นเลย สรุปพี่เราเลยทำสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากมีจิตแพทย์ท่านใดผ่านมาอ่านต้องขอโทษด้วยค่า) คือเพิ่มโดสยาตัวนึงจากในสามตัวที่กินอยู่ กินไปแล้วก็เจอเอฟเฟกต์ยา แง่บวกคือนอนหลับแบบไม่ตื่นกลางดึกเป็นคืนแรกในรอบสองเดือน แง่ลบคือตื่นมาปวดหัวตื้อมาก รอดูผลในอีกสองสามวัน

 

3 มี.ค. เราเพิ่มโดส Abilify จากครึ่งเม็ด (2.5 mg) เป็นหนึ่งเม็ด (5 mg) แค่สองคืนก็เริ่มเห็นผล ความรู้สึกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเห็นทุกอย่างผ่านเลนส์สีหม่นมัวมาสองอาทิตย์เต็ม ตอนนี้เริ่มเห็นแสงแดดเป็นแสงแดด เห็นลำธารเป็นลำธาร เห็นคอนเฟตติบนพื้นเป็นคอนเฟตติบ้างแล้ว และที่สำคัญคืออ่านหนังสือและเพลิดเพลินกับการแต่งตัวแต่งหน้าได้เป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ เกือบไม่คิดว่าจะมีวันที่หายใจเป็นหายใจได้อีก เอาจริงๆ ก็ยังไม่หายดี อาการหลายอย่างยังแผลงฤทธิ์อยู่และอาการปวดหัวก็ยังไม่หายไป และรู้สึกว่าการซึมเศร้าติดกันเป็นอาทิตย์ทำให้บุคลิกเราเปลี่ยนจนต้องพยายามปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติกันอีก ส่วนจะเอายังไงต่อกับเรื่องยาคงต้องสังเกตอาการกันอีกสักพัก

 

7 มี.ค. ช่วงเวลาอาทิตย์นึงหลังจากเพิ่มยามาก็ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็ยังไม่ stable เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยวก็ยิ้มได้ เดี๋ยวก็ร้องไห้ ต้องลุ้นกันเป็นวันหรือครึ่งวัน และใกล้หมดวันก็ใช่ว่าจะวางใจได้ วันนี้เราตัดใจลดโดสยากลับมาเท่าเดิมเพราะพี่เภสัชสั่ง นางไม่อยากให้เพิ่มยาเองนานเกินไป เอาให้หายวิกฤติเป็นพอ (อันนี้จริงมากๆ สำคัญมากๆ การเพิ่มลดยาเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก) อันที่จริงเราตั้งใจจะลดยาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่พอหัวค่ำฟ้ามืดก็ร้องไห้โฮขึ้นมาอีก เลยขอกิน 5 mg อีกสักวันแล้วกัน ส่วนลดกลับมาเหลือ 2.5 mg คราวนี้จะเป็นยังไงต้องรอดู

 

12 มี.ค. ลดยากลับมาเท่าเดิมได้ห้าวัน ถึงจะไม่พังแต่ก็เรียกได้ว่าลุ่มๆ ดอนๆ พอตัว ความหมายก็คือยังไม่หาย ยังไม่ stable อย่างที่ควรจะเป็น นับตั้งแต่ต้องพยายามขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงเพื่อไปเรียนคาบเช้า ต้องกลั้นหายใจอ่านหนังสือไปสอบย่อย เวลาเห็นภาพตัวเองโดดตึกก็ต้องทำเป็นไม่ใส่ใจ และพยายามไม่ร้องไห้บ่อยเกินไปนัก แต่ถ้าไม่ไหวก็จะไม่ฝืน แล้วก็ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเอาน่า อย่างน้อยลดยากลับมาเท่าเดิมก็ช่วยให้ไม่ปวดหัวหนักจากเอฟเฟกต์ยาแล้ว

 

13 มี.ค. วันนี้จะได้เจอหมอ เราเตรียมใบรับรองแพทย์ของ Guardia Medica และใบประกันสุขภาพไป พอนั่งบัสไปถึงโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งอยู่อีกฟากนึงของเมือง เขาก็ให้เรานั่งรอในห้องรอ แล้วก็แนะนำให้รู้จักล่ามภาษาอังกฤษซึ่งเป็นคนจีน เขาบอกว่าขอโทษที่หาล่ามไทยให้ไม่ได้ (เราเองก็มั่นใจว่ามีเราเป็นคนไทยคนเดียวในเมืองแหละนะ) แต่ก็เลือกล่ามจีนซึ่งเป็นผู้หญิงมาให้เผื่อจะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจ ระหว่างรอคิวล่ามก็ชวนคุยทำความรู้จักเราไปพลางๆ รอไม่ถึง 10 นาทีพยาบาลก็มาเรียกขึ้นไปบนห้องตรวจซึ่งเป็นโต๊ะยาวประกอบด้วยเรา พยาบาลสองคน และล่าม แต่! เขาบอกว่าวันนี้เราจะยังไม่ได้เจอหมอ! นี่คือการซักประวัติโดยพยาบาลเพื่อทำรายงานส่งจิตแพทย์ แล้วจิตแพทย์จะอ่านรายงานแล้วโทรกลับมาหาเราภายใน 7-10 วันเพื่อนัดวันเข้าพบ! ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็นั่งพูดให้พยาบาลซักประวัติไปเป็นเวลาชั่วโมงครึ่ง เริ่มใหม่หมดทั้งกระบวนการเพราะเขาไม่รู้จักอะไรเราทั้งสิ้น ถามทุกอย่างเท่าที่จะนึกออก ตั้งแต่อาการที่เป็น ประวัติส่วนตัว ลักษณะนิสัย ชีวิตวัยเด็ก พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนและแฟน ปัญหาในชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบัน เริ่มกินยาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงกิน ตอนนี้กินอะไรโดสเท่าไหร่ ฯลฯ

 

หลังเสร็จพยาบาลซักประวัติแล้วซีรอกซ์ใบรับรองแพทย์ของเราเสร็จ เราก็ลงมานั่งจิบชาพีชใส่น้ำตาลในห้องนั่งเล่นซึ่งมีผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว สามคนกำลังเล่นไพ่ อีกคนกำลังนั่งแกะส้ม ส่วนอีกคนกำลังนั่งเหม่อ เราคิดว่าเราต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวพวกเขาหรอก แต่กลัวจะเป็นอย่างพวกเขามากกว่า ก่อนจะออกมาจากที่นั่น ป้าคนที่กำลังนั่งเหม่อขอจับมือเรา แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “Goodbye baby” เรายิ้มให้แกแล้วรีบจ้ำออกมา เพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหลเสียก่อน …แล้วสุดท้ายมันก็ไหลออกมาจริงๆ
 
ไว้เราได้เจอจิตแพทย์แล้วจะมาเล่าต่อในตอนถัดไปนะ
 

ILLUSTRATION BY SETAPA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment