“เรารู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อมาตลอด เพราะเราเป็นคนกระดูกใหญ่ในสังคมที่ทุกคนคิดว่าตัวเล็กผอมบางคือความงดงาม ตอนประถม ม.ต้น จะค่อนข้างเป็นปม แต่ตอนนี้โอเคกับร่างกายตัวเองมาก จะเป็นฟีลแบบ ให้กูทำไงวะ ถึงกูลดจนผอมกูก็ตัวใหญ่อยู่ดี ตอนนี้เราไม่ได้มองว่าตัวใหญ่หรืออ้วนแล้วไม่ดี เราแค่ชอบความสุขภาพดี”
– อิ๊ง, 25

“เรามีปัญหาเรื่องนี้มากเลย รู้สึกว่าทุกคนชอบคนสวยน่ารัก ฉันมันไม่สวยก็เลยไปทำงานทำให้ตัวเองมีค่าจากข้างใน จนมีคนต้องการเราไปทำงาน มันเลยรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น จนมันออกมาสู่ภายนอกน่ะ พอทำงานมากขึ้น เจอคนมากขึ้น เจอคนที่หุ่นไม่ดี แต่แต่งตัวดี ทำงานดี แล้วดูสวยเก่ง ก็เลยเกลียดตัวเองน้อยลง แล้วก็มารับรู้ว่าอีห่า กูก็ได้อยู่ว่ะ มีคนกรี๊ดมึงนะว้อย”
– ลิลลี่, 23

“ตอน ม.ต้นโดน bully จากเพื่อนในห้อง บอกว่าปากหนาเหมือนรถดูดส้วม นมเล็กเหมือนลูกเกดแปะกระดาน ตอนนั้นแม่งไร้ความมั่นใจมาก ต่างจากตอนประถมที่เก่งทุกอย่าง มั่นใจ พอเข้า ม.ต้นเป็น the darkest hour ของชีวิต ทั้งเรื่องโดนตัดผมเท่าติ่งหู และผมหนา ตัดยังไงก็ไม่สวยอ่ะ โดนล้อ แต่ต้องทน ตอนนั้นเลยมีปมว่าอยากเป็นที่รัก เลยพยายามทำทุกอย่างให้เป็นที่รัก ตามใจคนอื่น แต่ก้ยังดีที่มีความดื้อในตัวเอง จนมาดีขึ้นตอนเข้าม.ปลาย ดีที่สุดตอนเข้ามหาลัยที่รู้สึกว่าเราไม่ต้องเหมือนใครก้ได้ มันไม่ผิด เราเป็นเรา ไม่ต้องพยายาม แต่กว่าจะทำได้จริงๆ กล้ายืนหยัดมากขึ้น ก็ตอนใกล้จบกับตอนทำงานแล้ว”
– แอน, 25

“จากเดิมเราไม่สนใจตรงนี้ แต่พอคนที่เราแคร์มากๆ เขาพูดเรื่องหุ่น เราจะรู้สึกนอย เพราะเราก็อยาก perfect สำหรับเขา เราบอกกับคนที่เราแคร์มากที่สุดว่า เฮ้ย ไม่เอาเราไปเทียบกับคนอื่นได้ไหม เพราะถ้าเขาไม่พูด ถ้าเขาเข้าใจเรา เราก็จะเข้าสู่โหมด Don’t give a fuck ได้เหมือนเดิม”
– อิ๊ก, 23

 

เหล่านี้คือความเห็นที่เราชอบและคิดว่าสะท้อนความรู้สึก Body shame ของผู้หญิงในช่วงอายุ 20 กว่าได้ดี นั่นคือความรู้สึกที่ว่า ต้องเป็นไปตาม ‘ค่านิยมของสังคม’ และ ‘ความคาดหวังของคนที่เราแคร์’

เราเองก็เป็นคนที่มีความรู้สึกอับอายกับร่างกายตัวเองเหมือนกันทั้งที่เอาเข้าจริงเราเป็นคนที่หุ่นปกติหรือเข้าใกล้พิมพ์นิยมของสังคมด้วยซ้ำ คือผอมเพรียว สูงกำลังดี กระดูกเล็ก หน้าใสไร้สิว แต่ก็ยังมีบางส่วนของร่างกายที่เราไม่ชอบอยู่ดี เช่น หน้าอกเล็ก จมูกบี้ ฯลฯ ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นปกติของแทบทุกคน คือไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ยังไม่เคยดีพอ ซึ่งมันไม่ใช่อะไรที่จะแก้กันได้เพียงแค่บอกว่าไม่ต้องคิด เพราะมันไม่ใช่ ‘ความคิด’ แต่คือ ‘ความรู้สึก’ ที่มีที่มาจากความกดดันทางสังคม

สำหรับเรามันยังข้ามไปอีกขั้นด้วย นั่นคือนอกจากจะไม่พอใจบางส่วนของร่างกายตัวเองในแง่ความสวยงามหรือภาพลักษณ์ (ซึ่งเกี่ยวพันกับความเห็นและการมองของคนอื่น) เรายังรู้สึกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับร่างกายและอวัยวะภายนอกของตัวเองด้วย (ซึ่งเกี่ยวพันกับความรักและเคารพตัวเองล้วนๆ) ถ้าจะให้ลองอธิบายก็คือเรารู้สึกรังเกียจมัน รู้สึกว่ามันไม่ใช่ร่างกายของเรา รู้สึกแปลกแยกกับมัน รู้สึกว่าร่างกายและจิตใจเป็นคนละส่วน ไม่สัมพันธ์กัน และไม่เดินไปด้วยกัน เราไม่สบายใจที่จะมองตัวเองในกระจกก็จริง แต่มันก็ไม่เคยมีผลกับการใช้ชีวิตของเรา เราเลยลืมเลือนมันไป ทั้งที่มันก็ส่งผลกับ self-esteem ของเราอยู่ลึกๆ นั่นแหละ

เราใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์ต่างๆ ที่กระทบความรู้สึก จนมาถึงจุดที่ความรู้สึกของเราในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนไป เราไม่มีความรู้สึกอับอายหรือรังเกียจบางส่วนของร่างกายที่ไม่เป็นไปตามที่สังคมกำหนดว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นถึงจะสวย เรารู้สึกดีกับร่างกายตัวเองมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพราะมั่นใจว่าสวยหรือหุ่นดี แต่คือความรู้สึกที่ว่า นี่คือธรรมชาติของเรา -และของมนุษย์คนหนึ่ง- ที่รักตัวเองมากพอที่จะรู้สึกสบายใจกับร่างกายของตัวเอง

 

HOW PEOPLE DEAL WITH IT?

 

เรารู้สึกว่า Body shame มีสองระดับ ระดับแรกคือภาพลักษณ์ของเราที่คนอื่นมองและตัดสินว่าดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย ตรงกับพิมพ์นิยมของสังคมหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่การกดดันให้เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เพื่อที่จะเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ไม่ถูกกลืนหายไปจากวงสังคมที่ตัวเองอยู่ และไม่ถูกคนที่เราแคร์ล้อเลียนหรือดูถูก ส่วนระดับที่สองคือการยอมรับและเคารพในร่างกายของเราในระดับคอนเซปต์ที่เกินไปจากเรื่องภาพลักษณ์ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราจะมาคุยกันถึงระดับแรกกันก่อน

จากการไปเซอร์เวย์กับเพื่อนพี่น้องมา เราก็พบว่าถ้าไม่นับศัลยกรรม ตัดเติมเสริมแต่ง หรือฉีดฟิลเลอร์นู่นนี่ การดีลกับ Body shame ที่หลายคนใช้กันคือการเบี่ยงเบนความสนใจของคนอื่นให้มองส่วนที่ตัวเองภูมิใจแทน หลายคนมีทริคแต่งตัวเป็นของตัวเองเพื่อที่จะเน้นส่วนที่ชอบและพรางส่วนที่ไม่ชอบ เราชอบใส่เสื้อเปิดไหล่เพราะชอบที่ตัวเองไหล่กว้าง เพื่อนเราไม่ใส่กางเกงรัดรูปเพราะไม่ชอบที่ตัวเองสะโพกใหญ่ อีกคนใส่รองเท้าสีเดียวกับกางเกงตลอดเพราะทำให้ดูสูงขึ้น รุ่นพี่เราชอบใส่กางเกงขาสั้นเพราะชอบที่ตัวเองขายาว หรือรุ่นน้องเราอีกคนที่ทำผมสีแรงตลอดเพราะอยากให้คนโฟกัสที่ผมแทนใบหน้าซึ่งนางรู้สึกว่าไม่สวย

นอกจากนั้นหลายคนยังใช้บุคลิกที่ตัวเองชอบหรือมั่นใจมาหันเหความสนใจของคนอื่นไปจากรูปลักษณ์ของตัวเอง หรือไม่ก็โฟกัสไปที่ความสามารถในการทำงาน การเรียน การเล่นกีฬา หรืองานอดิเรกแทน เพื่อบอกกับตัวเองและสังคมว่า ถึงเราจะไม่ได้สวยสดงดงามตามครรลองของสังคม แต่เราก็ ‘มีอะไรดี’

เรายังเห็นรูปแบบจากการที่เราลองสังเกตคนรอบตัวมาสักพักว่า ไม่ใช่แค่การเบี่ยงเบนความสนใจที่ช่วยให้คนเราดีลกับ Body shame ในใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘อายุ’ และ ‘วุฒิภาวะ’

หลายคนหรือแทบจะทุกคนที่เราไปคุยด้วยมักจะมีปัญหาเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก โดนผู้ใหญ่และเพื่อนล้อว่าตัวดำบ้าง หน้าสิวบ้าง ผมหยิกบ้าง นั่นก็เพราะเด็กยังไม่มี ‘ความโดดเด่น’ อย่างอื่นในชีวิตนอกจากรูปร่างหน้าตา และยังไม่สามารถเอาคุณสมบัติหรือความภูมิใจอื่นในชีวิตมา ‘ต่อสู้’ หรือ ‘ต่อรอง’ กับการล้อเลียนนั้นได้ เด็กหรือวัยรุ่นที่ใจยังไม่นิ่งเลยตกเป็นเหยื่อของ Body shame อยู่ร่ำไป แต่เมื่อเข้าใกล้ความเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนเต็มคนเมื่อไหร่ ชีวิตมีคนที่คอยให้กำลังใจอยู่ล้อมรอบวันไหน ความรู้สึกนี้ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนลางจางหายไปเอง

จริงอยู่ที่หลายคนจดจำคำกล่าวของพ่อแม่ที่พูดให้กำลังใจว่า เราสวยและน่ารักที่สุดสำหรับเขา และผ่านชีวิตวัยเยาว์มาได้ด้วยถ้อยคำนั้น แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่โชคดีมีคนใกล้ตัวอย่างพ่อ แม่ หรือแฟนคอยชื่นชม หลายต่อหลายคน develop ความรู้สึกนี้ขึ้นมาเพราะคำพูดเปรียบเทียบเปรียบเปรยแสนเจ็บแสบของคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ ความรู้สึกนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้หายไปจากใจไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด
 
 

 

WHAT IF IT’S ON THE INSIDE?

 

ที่ว่าไปข้างบนยังคุ้นเคยกันดี แต่ถ้าความรู้สึกมันฝังลงไปลึกกว่านั้นล่ะจะทำยังไง? นี่คือสิ่งที่เราเป็นมายาวนานแต่ไม่ได้ใส่ใจ ไม่รู้ว่ามันกระทบจิตใจอยู่ลึกๆ เราไม่สนใจรูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ หรือสิ่งที่คนอื่นมองเราแล้ว บางครั้งเราออกจะภูมิใจกับมันด้วยซ้ำ แต่ทุกครั้งที่เรากลับมาอยู่กับตัวเองบนเตียง อาบน้ำ หรืออยู่หน้ากระจก เรากลับสลัดความรู้สึกเกลียดชังนั้นออกไปไม่ได้ เราไม่อยากเห็นร่างกายตัวเองเท่าไหร่ เดินเข้าห้องน้ำแล้วก็อาบน้ำไป ออกมาก็ห่อคลุมตัวเองด้วยผ้าขนหนู แล้วก็ไม่ต้องเห็นมันอีก

เราไม่ได้รู้สึกแบบ เฮ้ย ทำไมนมเล็กจังวะ หรือสะโพกใหญ่ไปไหมเนี่ย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามันไม่ใช่ร่างกายของเรา เราไม่รู้จักมัน ทำไมมันดูแปลกไปไม่คุ้นเคย ทั้งที่เราก็อยู่กับมันมาตั้งนานและเห็นมันทุกวัน มันฟังดูแปลกมากๆ จนทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วมีแค่เราที่รู้สึกไปเองคนเดียวรึเปล่า

มานั่งคิดดูดีๆ เราคิดว่าการที่เรารู้จักร่างกายเราไม่ดีพอก็มีส่วน ตอนยังเด็กเราป่วยบ่อย ไม่ออกกำลังกาย ไม่เห็นว่าร่างกายของเราทำอะไรได้บ้าง วันนึงก็ใช้แต่สมอง ไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหน เราไม่เคยเรียนรู้ที่จะรักร่างกาย (ไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์) ของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่เราได้มีประสบการณ์ดีๆ กับร่างกายหลายอย่าง และเราเชื่อเลยแหละว่ามันมีส่วนที่ทำให้เรารู้จักและเรียนรู้ที่จะรักร่างกายตัวเองมากขึ้น เริ่มมองเห็นและเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ามันมีศักยภาพในการทำให้จิตใจที่บอบบางของเรากลับมาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อร่างกายได้กลับมาอยู่ร่วมกันกับจิตใจ เหมือนเพื่อนสนิทสองคนที่สื่อสารกันได้ มอบความสุขให้แก่กันได้ เราก็ได้เข้าใจว่าร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ธรรมชาติมนุษย์’ ประสบการณ์สองอย่างที่ว่านั้นก็คือ การออกกำลังกายและเซ็กส์

เราเริ่มออกกำลังกายหลังจากเริ่มเทคยาได้สักพัก เพราะรู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีพลังในการใช้ชีวิต แถมสุขภาพไม่ดี น้ำหนักลดฮวบฮาบจากเอฟเฟกต์ยาอีก เราเลยลองเริ่มด้วยโยคะ เพื่อจะแก้อาการเจ็บหัวเข่าบวกกับปวดเมื่อยคอบ่าไหล่อย่างรุนแรง พอฝึกไปสักพักก็พบว่า มันไม่ได้แค่ช่วยเรื่องสมาธิอย่างที่คนส่วนมากชอบพูดถึง แต่มันช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของร่างกายอย่างมาก ตลอดเวลาขณะที่ฝึกเรารู้สึกดีมากๆ ที่ได้เห็นว่าร่างกายและกล้ามเนื้อของเรามีศักยภาพมากขนาดไหน เวลาทำท่ายากๆ หกคะเมนตีลังกา เราไม่ได้ภูมิใจในตัวเองแบบอีโก้มา แต่มันทำให้เรารู้สึกประหลาดใจที่ร่างกายสามารถสื่อสารกับจิตใจเราได้ เมื่อจิตใจเราบอกให้ร่างกายขยับ ร่างกายก็ขยับตาม และการที่ร่างกายขยับก็ทำให้จิตใจเรารู้สึกโลดเต้นได้

การออกกำลังกายอีกอย่างที่เรารักมากๆ คือการวิ่งระยะไกล เราวิ่งได้ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก แค่มินิมาราธอน แต่ก็แฮปปี้มากแล้ว ความรู้สึกมันจะคล้ายกับตอนเล่นโยคะ แต่เข้มข้นกว่าและเชื่อมโยงกับจิตใจมากกว่า เพราะวิ่งไกลต้องใช้กำลังใจสูง แล้วการที่ร่างกายกับจิตใจมันไปด้วยกันก็เป็นอะไรที่งดงามและประเสริฐมาก ในแง่นึงเราว่ามันเป็นการฝึกเลยนะว่าจะทำให้สองอย่างนี้มันไปด้วยกันได้มากแค่ไหน เช่น บางทีเรากำลังใจมามากๆ แต่กลับเจ็บเข่าขึ้นมา เป็นโอกาสที่ร่างกายกับจิตใจจะได้คุยกันว่าจะเอายังไง หรือบางทีเราวิ่งแล้วสองขามันส์ในอารมณ์มาก แต่จิตใจกลับบอกว่าไม่ไหวแล้ว นี่ก็เป็นอีกโอกาสของการพูดคุย เพราะสุดท้ายปลายทางของการวิ่งระยะไกลไม่ใช่วิ่งให้เร็วแต่คือวิ่งให้จบ เหรียญที่ได้ไม่ใช่รางวัลของจิตใจเพียงเท่านั้น แต่เป็นรางวัลของ ‘ตัวเรา’ ที่ประกอบกันขึ้นมาจากร่างกายและจิตใจในสัดส่วนที่เท่ากัน

ส่วนเรื่องเซ็กส์ จากประสบการณ์และการเซอร์เวย์กับคนรอบตัวทุกคนลงความเห็นว่าเซ็กส์ช่วยจริงๆ ทั้งในระดับความมั่นใจเรื่องภาพลักษณ์และคามรู้สึกเชื่อมโยงกับร่างกายตัวเอง เป็นเพราะเซ็กส์เป็นกิจกรรมที่ต้องเปิดเผยร่างกายตัวเองกับพาร์ตเนอร์ การที่เรารู้สึกสบายใจที่จะให้ใครสักคนเห็นร่างกายของเราที่เราไม่ได้ชอบมันมากนักเป็นข้อพิสูจน์แหละว่าเราเริ่มรับมันได้ในระดับที่น่าพอใจ อีกระดับก็คือมันจะมีความรู้สึกว่าพาร์ตเนอร์ต้องการร่างกายเรา และไม่ว่าพุงจะยื่น ก้นจะย้อย มันก็ไม่ได้มีส่วนในการทำให้กิจกรรมนี้มันแย่ลง และรู้สึกว่ามันเป็นเรื่อง ‘ธรรมชาติ’ อย่างหนึ่งในชีวิตที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่ากิจกรรมอื่นใด ทำให้ร่างกายกับจิตใจรู้สึกสัมพันธ์และทำงานร่วมกันได้ดีมากๆ ด้วยหลักการแบบเดียวกับการออกกำลังกาย

ถึงอย่างนั้นก็มีคนรอบตัวหลายคนเหมือนกันที่ประสบปัญหาเพราะมันกลับออกมาในแง่ลบเมื่อพาร์ตเนอร์แสดงความไม่พึงใจในร่างกายของเรา ส่วนตัวเราคิดว่ามันเจ็บอยู่นะ แต่อยากให้คิดว่า มันคือร่างกายของเราว่ะ ไม่ใช่ของเขาหรือของใคร และมันคงจะดีกว่าถ้าเราจะโฟกัสกันที่ ‘ร่างกาย’ และ ‘ปฏิสัมพันธ์’ ระหว่างกัน มากกว่า ‘ภาพลักษณ์’ เขียนมายืดยาวนี่ก็จะบอกว่าสองอย่างนี้มันไม่เหมือนกันนั่นแหละ

อย่างไรก็ตามที่ว่ามาไม่ได้บอกให้ไปมีเซ็กส์เพื่อแก้ Body shame หรือหลุมแห่งความผิดหวังที่เราตกลงไปนะ เพราะถ้ามีเซ็กส์โดยไม่พร้อม ไม่สบายใจ หรือไม่เอ็นจอย แทนที่เราจะรู้สึกดีกับร่างกายมากขึ้น กลับกลายเป็นดีเพรสต้องนอนขดตัวร้องไห้เป็นกุ้งไปอีก แต่แค่มาแลกเปลี่ยนให้ฟังว่า สำหรับเราทั้งสองอย่างนี้มีส่วนช่วยเยียวยาระดับนึงเลย เราเชื่อว่าแต่ละคนก็คงมีเคล็ดลับของตัวเองในการ ‘ใช้ร่างกายเยียวยาจิตใจ’ และ ‘ใช้จิตใจเยียวยาร่างกาย’

 
หามันให้เจอ แล้วกลับมา ‘รัก’ ร่างกายตัวเองกันนะ

 

ILLUSTRATION BY PALIM
TRANSLATED TO ENGLISH BY PARISA BUNNAG
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

1 Comment

Leave a comment