ชอบมีคนบอกคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือเป็นโรคซึมเศร้าว่า อย่าเครียดนะ อย่าคิดมากนะ หาอะไรทำสิ หางานอดิเรกทำ อ่านหนังสือธรรมะ ไปนั่งสมาธิ หรือไปเจอเพื่อนๆ สิจะได้หาย ฯลฯ เราย้ำตรงนี้อีกทีนะว่า ถ้าเป็นหนักถึงขั้น Depression หรือ Bipolar เนี่ย สำหรับบางคนแล้ว วิธีการเหล่านี้มันแทบจะใช้การไม่ได้เลย เพราะมันไม่ได้อยู่แค่ใจแล้ว มันลามไปถึงสารเคมีในสมองเรียบร้อย (เราเอาวิธีการเหล่านี้มาใช้หลังจากหายแล้วเพื่อช่วยให้อาการคงที่ได้นะ แต่ย้ำอีกรอบบบบ ถ้าเป็นหนักไปแล้วมันช่วยไม่ได้จ้า)


เราเข้าใจนะว่าการทำใจว่าต้องกินยาอาจจะเป็นเรื่องยากและผิดปกติสำหรับบางคน อย่างรุ่นน้องเราคนนึงเป็นซึมเศร้าและเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแปดหน! (ใช่จ้ะ แปดหน) แต่พี่สาวนางไม่ยอมให้กินยาเพราะอยากให้พยายามหายด้วยตัวเอง… โถพี่จ๋า ยอมรับเถอะว่าถึงจุดนึงคนเราก็ต้องการความช่วยเหลือนะ อย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเลย หรือบางคนอาจจะมีความคิดว่า ชั้นไม่ได้บ้า ทำไมชั้นจะต้องกินยาด้วย โถคุณพระคุณเจ้า ปี 2015 แล้วค่า พี่ยังไม่รู้อีกหรอคะว่า mood disorder กับ psychosis มันคนละอย่างกัน! สรุปแล้วก็คือเราอยากให้หลายๆ คนลองเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อยาดูทีละนิดเนอะ คนไทยอาจจะยังไม่ชินกับการกินยาจำพวกนี้แบบระยะยาว แต่คนตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกาจะคุ้นชินกับสิ่งนี้มากๆ เค้าไปหาจิตแพทย์กันเป็นปกติเลย

ก่อนจะไปต่อ อ่านตอนแรกกับตอนสองได้ที่นี่นะ

 

THE WORST PART IS YET TO COME


แต่ได้ยาแล้วอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเรายังต้องต่อสู้กับ side effects กันอีกยกค่า นี่แหละนรกของจริงขอบอก ว่ากันอย่างง่าย side effects ของยาสามัญทั่วไปของมนุษยชาติก็อาจจะแค่กัดกระเพาะ เลยต้องกินหลังอาหารทันที หรืออะไรแบบนี้

แต่ side effects ของยา psychoactive เหมือนภูเขาไฟระเบิดตู้มลาวาไหลหลากค่ะ (ขอพูดถึงแค่ตัวที่เรากินนะ ได้แก่ Lexapro, Lamictal และ Lorazepam ส่วน Seroquel เราเพิ่งมากินเมื่อเร็วๆ นี้ แทบไม่มี side effects เลย) เริ่มตั้งแต่ ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ตาลาย ตาพร่า เห็นภาพซ้อน ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย ใจสั่น เจ็บหน้าอก เหงื่อออก กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล อยู่ไม่สุข ริมฝีปากแห้ง ลิ้นแห้ง ง่วงทั้งวัน แต่บางทีกลางคืนกลับนอนไม่หลับ สมองประมวลผลช้า ตอบสนองช้า ฟังใครพูดอะไรต้องนิ่งคิดนิดนึงถึงจะตอบได้ บางทีก็พูดสลับคำไปมา เช่น ไม่อยากกินข้าว เป็น อยาก ข้าว ไม่กิน แล้วเวลาเดินก็จะรู้สึกตัวเบาเหมือนเท้าลอยจากพื้น (ฮือ เยอะจุง)

และที่โหดที่สุดคือในช่วงแรกของการกินยา suicidal ideation และอาการซึมเศร้า ทั้งหมดจะกลับมา พอบวกกับอาการทางกายเราเลยกลายเป็นซอมบี้เต็มตัวเลยฮ่า ช่วงสองอาทิตย์แรกนี่ออกไปไหนไม่ได้เลย ต้องอยู่บ้านตลอดเพราะอาการกำเริบหนักมาก ร้องไห้แบบไม่มีเหตุผลทั้งวัน วันละหลายรอบ ฝันร้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้โฮทุกคืน (ย้ำว่าทุกคืน) ออกจากบ้านครั้งแรกหลังเริ่มยานี่ทรมานสุดๆ เรามีอาการไม่กล้าสบตาคนขึ้นมาเฉยๆ ต้องใส่แว่นดำทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน ใส่แขนยาวขายาวตลอด เหมือนเป็นพฤติกรรมตอบสนองความ insecure แต่พอสองเดือนเท่านั้นแหละ แทบจะหายเป็นปลิดทิ้งเลย เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ นะทุกคน อย่าเพิ่งตกใจไป ที่มันแย่ลงแทนที่จะดีขึ้นก็เพราะพอยาไป mess up กับสารเคมีในสมอง อะไรๆ ก็เลยเละเทะ แต่มันจะแย่แค่พักนึงเท่านั้นแล สองอาทิตย์ก็จะเริ่มดีขึ้นแล้วจ้า

ยอมรับเลยว่าสองอาทิตย์ก่อนยาจะออกฤทธิ์เนี่ยแทบตายจริงๆ นรกชัดๆ สติแทบไม่มีเพราะ side effects แรงจนรู้สึกล่องลอยตลอดเวลา เหมือนสมองไม่สั่งการ ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง คุยกับตัวเองยิ่งไม่รู้เรื่อง แถมยังอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องจากอาการทางกายทั้งหลาย

ช่วงนั้นเราใช้วิธีหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทำฆ่าเวลา อย่างวาดรูป ดูซีรีส์ เล่น pinterest คุยกับแม่ที่ช่วยเราได้เยอะมาก (เพราะนางไม่ตื่นตระหนกใดๆ และไม่โอ๋เราเลย ทำให้เราไม่ใจเสีย) นัดดินเนอร์เธอราพีกับโน้ตซึ่งก็ผ่านประสบการณ์เดียวกันมา และหาโอกาส rehab จริงจัง ตอนนั้นเราหนีไปทะเล 5 วันก็ช่วยได้เยอะมาก ถึงแม้ตอนกลางคืนจะฝันร้ายสะดุ้งตื่นร้องไห้เหมือนเดิมก็ตาม

 

IT’S A CHOICE TO STAY – OR NOT TO STAY


สิ่งที่ทำให้เราฮึดขึ้นมาก็คือการที่เราทนเห็นร่างซอมบี้ของตัวเองไม่ไหวแล้ว เราไม่ได้ฮึดขึ้นมาทันทีทันใดหรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่พอพ้นช่วงวิกฤติสองอาทิตย์แรกไป ความสามารถในการคิดในการคุยกับตัวเองก็เริ่มกลับมา มันเลยถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองแบบเบาๆ (ห้ามกดดันตัวเอง) ว่าจะเอายังไงต่อดี มีอะไรที่จะช่วยให้เราดีขึ้นได้บ้าง ด้วยความหวังที่จะหายดี กลับมาเป็นมนุษย์แอคทีฟคนเดิมที่ balance ชีวิตได้เก่งขึ้น


ช่วงเริ่มกินยาใหม่ๆ เราอ่านกระทู้เรื่อง mood disorder และ mental health ของฝรั่งเยอะมาก จะได้รู้เท่าทัน side effects กับอาการต่างๆ และไม่ตกใจเวลาเกิดอะไรประหลาดๆ ขึ้นมา เค้าคุยกันเปิดอกสุดๆ ไปเลย เราเลยได้ความรู้เกี่ยวกับยาและการดูแลตัวเองมาเพียบ เพราะฉะนั้นถึงเราจะร่ายเรื่องยามายาวมาก แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องยานะที่เราเชื่อ ตอนนั้นเราก็ทำอย่างอื่นที่จะช่วยให้ฮอร์โมนคงที่ไม่ขึ้นลงโหดๆ ด้วยเหมือนกัน เช่น พยายามคุมอาหาร เลือกกินสิ่งที่จะไม่ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนกระโดดโลดเต้น เช่น เนื้อสัตว์บก ช่วงปีแรกที่กินยาเรากินแค่อาหารทะเล ผัก เต้าหู้ แล้วก็ไข่, ลดของ toxic ทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของทอด ของที่เป็นกรด, ปรับเวลานอน นอนให้ตรงเวลา พักผ่อนเยอะๆ และช่วงหลังเราก็เริ่มออกกำลังกายด้วย ฯลฯ ทำหลายอย่างควบคู่กันไป โดยทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าฮอร์โมนตัวน้อยของเราเป็นเด็กดี อยู่ในโอวาทนั่นเอง


หลังจากนั้นก็เริ่มวางแผนชีวิตในระยะใกล้ว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้ชีวิตไม่หยุดนิ่งไปเฉยๆ เพราะไม่งั้นก็จะเฟลกับตัวเองไปอีก เรายอมลดวิชาเรียน เลือกลงวิชาที่ไม่หนักเพื่อให้ไม่ต้องเครียดเกินไป และไม่ต้องอยู่มหาลัยนานๆ แล้วก็ยอมดรอปเทอมถัดไป ทำให้จบช้ากว่าเพื่อนปีนึง (โชคดีที่เราไม่แคร์ว่าต้องรีบจบ เพราะมันไม่ได้พิสูจน์คุณค่าของเราสักหน่อย) แล้วก็เอาเวลาที่ดรอปไปทำงานอื่นที่เพิ่มความมั่นใจและความรักตัวเองให้มากขึ้น บอกตัวเองว่าเรามีโอกาสปรับตัวและเริ่มต้นใหม่ มองไปข้างหน้าและอย่าลืมว่าเราอยู่เพื่ออะไร พอเห็นสิ่งนั้นแล้วก็อย่ายอมให้อะไรมาขัดขวางการเดินทางของเรา


ไม่ว่าเราหรือใครก็ต้องเดินบนเส้นทางอันขรุขระนี้ต่อไปอีกนานเลยแหละ แต่เราเชื่อว่าทั้งสองฝั่งถนนของทุกคนจะเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม อาจจะมีพายุฝน ทอร์นาโด หรือแผ่นดินไหวบ้าง แต่บนรถไฟขบวนนี้มีแต่ผู้โดยสารจอมถึก ตายยากกันทุกคน เพราะฉะนั้นมันก็คงจะวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ แหละเนอะ 🙂

 

ILLUSTRATION: PHAOPAO
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

5 Comments

  • Taomikka
    Posted 21/10/2015 at 8:25 pm 0Likes

    (y)

  • JU
    Posted 22/10/2015 at 12:54 pm 0Likes

    🙂 This page helps ppl to understand more abt Bi-polar .
    Thx lol

  • Trackback: BIPOLAR DISORDER 102 : LOSING CONTROL - Moody Twenties
  • ontheotherside
    Posted 19/01/2016 at 10:25 am 0Likes

    กลับมาอ่านอีกที คิดถึงตัวเอง เอา on Cipralex พอเริ่มมาซักปีหมอให้ลดลง จากเม็ด 20 กรัม ก็ให้กินครึ่ง เพราะเห็นว่าเราดีขึ้น
    (หมอมาขอโทษทีหลังว่าดูโดสผิด ลดแบบนี้มันกระชากเราไป) ตอนนั้นเหมือนเป็นบ้าลดยา อาการซึมเศร้ากลับมา ร้องไห้ ข้าวปลาไม่กิน ไม่อยากเจอใคร ขนาดเราว่าเราเป็นไม่หนักนะคะ ส่วนตอนนี้ก็กินยาเหมือนเดิม อาการคงที่ นานๆ ทีจะ dowท แบบไม่มีเหตุผล

    ตั้งแต่ออนยามาปีกว่าๆ เราว่าชีวิตเราสบายขึ้นรู้สึกกินได้ นอนหลับ (ง่ายกว่าเดิม) กินได้อย่างมีความสุข น้ำหนักขึ้นไป 10 กิโล แต่สำคัญที่สุด เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

  • Pipooh
    Posted 19/03/2016 at 5:00 pm 0Likes

    เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นแพนิคค่ะ แต่จากแพทย์ทั่วไปนะคะ ไม่ใช่หมอจิตเวช เพราะมีอาการใจหวิว มือเย็น เหมือนจะเป็นลม จะเป็นตอนขับรถค่ะ เป็นสักประมาณ 30 นาทีก็จะหายไปเอง ตรวจไทรอยด์ คลื่นหัวใจ เบาหวาน ก็ปกติทุกอย่าง

Leave a comment