อ้างอิงจากการอ่านความเห็นเว็บบอร์ดไบโพลาร์ของเมืองนอกมาเยอะแยะมากมายก็พบว่า คนส่วนใหญ่ที่เป็นไบโพลาร์แล้วมาหาหมอเนี่ย เหตุผลของการมาหาคือรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้า คือต้องเข้า depressive episode ก่อนถึงจะรู้ว่าตัวเองผิดปกติ (เพราะตอน manic episode คนส่วนใหญ่จะดี๊ด๊าจ้า คิดว่าตัวเองมีความสุข โดยที่ไม่รู้ว่าความสุขที่มีน่ะคือ delusional happiness) เราเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้ที่ต้องรอให้เข้า full depressive episode ก่อนถึงจะรู้ตัว เลยมาหาหมอด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่า หนูซึมเศร้าค่ะ ซึ่งหมอส่วนใหญ่ก็อาจจะวิเคราะห์โรคผิด (misdiagnose) ว่าเป็นซึมเศร้าล้วนแล้วละเลยอาการอีกด้านไป ซึ่งหมอไม่ผิดซะทีเดียวนะ เราแค่ต้องคุยกับหมอเยอะๆ ให้เค้าเห็นภาพการใช้ชีวิตของเรามากที่สุดจ้ะ

ก่อนจะไปต่อ อ่านตอนแรกได้ที่นี่นะ

 

WHAT WAS HAPPENING, EXACTLY?

 

ช่วงวิกฤติของเราเริ่มที่ hypomanic episode ก่อน ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ช่วงนั้นเราทำงานนอกเยอะมาก เป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ความรับผิดชอบเยอะ ดีลกับคนเยอะ บรรยากาศการทำงานเอื้อให้ถกเถียง ก้าวร้าว และใช้อารมณ์มากพอสมควร คนรอบตัวก็รับกรรมกันไปสิ (เลวจริงกู) แล้วก็มีจ๊อบอื่นที่ทำคนเดียวอีก ซึ่งเป็นจ๊อบที่เครียด ต้องอ่าน เขียน แปล และวิเคราะห์เยอะ แล้วก็มีโปรเจกต์วิชาเรียนอีก 6 วิชาซึ่งตอนนั้นคือปลายภาคเทอมสองพอดี ซึ่งตอนแรกไฟต์มากข่ะ ช่วงนั้น work hard play hard กินเบียร์บ่อยมาก แล้วก็ hyper-sexuality ด้วย ซึ่งพอมีสองอย่างนี้มาเอี่ยวก็เลยทำให้สมาธิในการทำงานหดหาย อีกนิดจะ mania ละ หมายความว่าชีวิตการงานเริ่มพัง แต่ตอนนั้นยังไม่รู้สึกตัว

พอทำงานเยอะขนาดนี้ร่างกายเลยงอแง ป่วยซ้ำซาก ประกอบกับเรื่องดราม่ารอบตัว พอทุกอย่างประดังประเดกันเข้ามา สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยอย่างช้านที่ปกติแค่เมนส์จะมาก็ร้องไห้ลั่นโรงอาหารแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้แล้วเนี่ย (ซึ่งตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นแค่ PMS หรือ Post-menstrual Syndrome) ก็เลยพังพินาศจ้า จิตวิญญาณพังทลายกระจัดกระจาย ชีวิตชิบหายในทันใด (แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้หมายความว่าใครที่ชีวิตพังในช่วงหนึ่งจะเป็นไบโพลาร์นะ คือมันต้องมีเชื้อมาก่อนอยู่แล้วถึงจะหลุดง่าย วิกฤติชีวิตเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายมากกว่า)

นี่คือช่วงที่เราเริ่มเข้า full depressive episode ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน อาการหลักๆ คือแทบจะร้องไห้ตลอดเวลา นอนเยอะมาก การตื่นนอนเป็นอะไรที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไปเรียนไม่ได้ คุยกับใครไม่ได้ แค่พูดธรรมดาเพื่อสื่อสารความคิดของตัวเองยังลำบาก ต้องย้ายออกจากหอกลับมาอยู่บ้านเพราะไม่กล้าอยู่คนเดียว แล้วก็ช่วยเพื่อนทำโปรเจกต์ไม่ได้ ซึ่งเพื่อนสนิทที่คณะก็ไม่เข้าใจอีก จบเห่ครับ ชีวิตมหาลัยของข้าพเจ้า

เทอมนั้นพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ผ่านพ้นการสอบไปให้ได้ คะแนนเท่าไหร่ชั้นไม่แคร์แล้วล่ะ เอาให้จบๆ ไปเป็นพอ และแน่นอนว่าเราขึ้นไปแตะขั้นสุดของมันคือ suicidal ideation หรือความคิดอยากฆ่าตัวตายนั่นเอง

 

Post_03-01

 

TO JUMP OR NOT TO JUMP – THAT IS THE QUESTION

 

Episode นี้ แค่ผ่านแต่ละวันไปได้โดยไม่คิดอยากฆ่าตัวตายได้ก็เก่งแล้ว แต่เราก็ทำไม่ได้ เราจมอยู่กับภาพตัวเองโดดตึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เป็นเดือน มันน่ากลัวมาก เพราะตอนนั้นเรายังรู้สึกอยู่ว่า เราไม่อยากตาย เราไม่อยากโดด แต่ภาพมันวิ่งเข้าใส่เราตลอดเวลาเหมือนผีหลอก คือหลอนมากอ่ะ เห็นเป็นภาพสโลวโมชั่นเลยนะว่าตัวลอยออกไปจากระเบียงแล้วค่อยๆ ถลาลงไปข้างล่าง มีลมพัดด้วย ท้องฟ้าสีฟ้า เมฆปุกปุยสีขาว องค์ประกอบศิลป์ มุมกล้องอะไรนี่มาเต็มมากอย่างกับจะไปถ่ายหนังโฆษณา

จริงๆ ต้องขอบอกก่อนว่าพื้นฐานเราเป็นคนที่ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเลย เราสนุกกับการมีชีวิตมาก ชอบที่ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ พบเจอผู้คนมากมาย แลกเปลี่ยนทัศนะต่างๆ กับคนที่สนใจ ได้ทำกิจกรรมหลายหลาย ได้รู้จักเพื่อนมนุษย์ อ่านหนังสือดีๆ ดูหนังที่ชอบ ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ มีความฝัน ทะเยอทะยานและเต็มที่กับมัน ฯลฯ

แต่ depression ไม่อ่อนข้อให้เราหรอก มันจะเข้ามาสิงสถิตอยู่ ณ ส่วนลึกสุดของความคิดเรา เปลี่ยนเราให้เป็นอีกคนนึง เป็นคนที่เราไม่เคยรู้จัก จากคนที่ทำทุกอย่างและทุกทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตและอยากประสบความสำเร็จ มาวันนึงมันไม่เหลือความรู้สึกนั้นเลย มันรู้สึกเหมือนเรามันต่ำต้อยที่สุดในปฐพี

แต่คือแม่งน่ากลัวน่ะ น่ากลัวมากๆ ถามว่ากลัวอะไร เรากลัวว่าจะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ กลัวว่าขาจะเดินออกไปแบบอัตโนมัติแล้วเราจะห้ามตัวเองไม่อยู่ ตอนนั้นนี่อยู่บนตึกอะไรนี่แทบไม่ได้เลยนะ อันตรายมาก หลอนไปหมด ขนาดอยู่บนโรงอาหารชั้นสองยังหลอน นั่งร้องไห้แพนิคแดกอยู่ตรงนั้นแหละ เพราะกลัวจะกระโดดลงไปแล้วตายจริง (ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่คนมอง แต่ตอนนั้นคือไม่สนแล้ว กูจะร้อง ทำไม มึงมีปัญหาอะไรมั้ย) ซึ่งลึกๆ แล้วมันเหมือนเป็นปฏิกิริยาตีกลับของส่วนลึกของจิตใจที่รู้สึกว่าตัวเองห่วย ไม่สมควรได้รับความสุข ความสุขมันเป็นเรื่องของคนเก่งๆ ที่ควบคุมตัวเองได้ คนที่มีค่ากว่านี้ คนที่รักตัวเองมากกว่านี้ พอเราไม่มีค่าพอจะได้รับความสุข มึงก็จงตายไปซะค่ะ (กระหน่ำ suicidal ideation รัวๆ)

พอรู้สึกแบบนี้นานๆ เข้าเลยกลายเป็นคนที่กลัวความสุข ไม่อยากมีความสุขนานๆ เพราะรู้ว่าอีกไม่นานชีวิตแม่งต้องเหี้ยอีกแน่ๆ นี่แหละคือคาแรคเตอร์หลักของอาการซึมเศร้า และในทางกลับกัน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเวลาตัวเราในโหมด manic มีความสุขถึงปล่อยตัวปล่อยใจไปไกลมาก เพราะรู้สึกว่านานๆ ทีชั้นถึงจะยินยอมให้ตัวเองมีความสุขได้ เลยต้องคว้าโอกาสนั้นเอาไว้ให้มั่น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ชีวิตพัง’

 

I WILL NO LONGER STAY IN THIS

 

ขั้นต่อไปก็คือ ไปเรียนและทำงานไม่ได้โดยอัตโนมัติ วันนั้นแหละที่เราตัดสินใจกลับบ้าน อยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ได้แล้ว เราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ พอกลับมาอยู่บ้านแล้ว เราก็ใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงในการตัดสินใจว่าจะเอาไงต่อดี เป็นวีคที่อาการแย่สุดๆ แย่แบบที่ร้องไห้แทบทั้งวัน วันนึงก็เลยตัดสินใจว่า เอาล่ะ เราต้องเลือกแล้วว่าเราจะอยู่แบบนี้ต่อไปหรือตัดสินใจ seek help ซึ่งแน่นอนว่าเราเลือกอย่างหลัง

เย็นวันนั้นก็เลยโทรนัดหมอแบบแรนดอม แล้วรุ่งขึ้นก็ไปโรงพยาบาลเองคนเดียว หมอก็ซักประวัติทั่วไป ตอนนี้รู้สึกยังไง รู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเค้าลางมานานไหม แย่ที่สุดเป็นยังไง ปกติเป็นคนแบบนี้รึเปล่า ก่อนหน้านี้เคยกินยามาก่อนไหม ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง สนใจอะไรเป็นพิเศษไหม เล่าให้ที่บ้านฟังรึเปล่าว่าเป็นแบบนี้ ฯลฯ แล้วสุดท้ายหลังจากหมอวินิจฉัยว่าเป็น Cyclothymia ร่วมกับอาการ Panic (แล้วเปลี่ยนมาเป็น Bipolar ในครั้งถัดมา) เราก็ได้ยามากินชุดนึง  กลับมาก็แอบกินยาเอง ไม่ได้บอกที่บ้าน แต่พอผ่านไป 2-3 วันก็ต้องบอกจนได้ เพราะ side effects แรงจนแสดงออกทางร่างกายเยอะมาก ไม่บอกก็รู้ว่าผิดปกติ เราอธิบายให้แม่ฟังอย่างคร่าวๆ โชคดีที่นางเข้าใจและไม่คัดค้าน

เพราะฉะนั้นขั้นตอนต่อไปก็คือ การสู้กับ side effects นี่แหละ ตัดสินใจแล้วก็ต้องไปให้สุด จะได้รู้ว่ามันจะหายหรือไม่หาย

 

ILLUSTRATION: KWANGWALIN
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

10 Comments

  • Trackback: BIPOLAR DISORDER 101 : HELLO MONSTER - Moody Twenties
  • Taomikka
    Posted 20/10/2015 at 8:06 am 0Likes

    เนื้อหาบล็อคคุณดีมากกกเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าคุณเข้มแข็งมากๆ
    รู้สึกถึงคำว่าต่อสู้อย่างชัดเจนเลยค่ะ (ลองคิดว่าถ้าเป็นตัวเองคือคิดไม่ออกจริงๆถ้าอยู่ตรงจุดที่คุณยืนอยู่จะเป็นยังไง)
    โชคดีมากเลยที่ได้อ่านก่อนไปเรียน ทำให้รู้สึกสู้ขึ้นอีกนิด 555555 (เพราะช่วงนี้ก็รู้สึกชีวิตยากนิดหน่อยเหมือนกัน)
    ยังคงรอตอนต่อไปนะคะ
    PS ภาพสวยทุกตอนเลยค่ะ

    • Wassachol
      Posted 03/12/2015 at 11:33 pm 0Likes

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ และขอโทษที่ตอบช้านะคะ นี่ปีหน้าก็กำลังจะไปเรียนต่อเหมือนกัน เรามาสู้ไปด้วยกันนะ 🙂
      ส่วนภาพสวยๆ ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ของเราหลายคนเลย เราชอบมากกกกก ดีใจที่ชอบนะคะ

  • FILM
    Posted 20/10/2015 at 4:03 pm 0Likes

    ตอนที่เป็น manic episode จุดระเบิดของคุณเป็นยังไงเหรอฮะ

    • Wassachol
      Posted 03/12/2015 at 11:37 pm 0Likes

      โห ตอบยากจัง เอาจริงๆ เรายังไม่ถึงจุดที่หนักสุด แค่ hypomania จนเข้าใกล้ mania หนักที่สุดคือมีอารมณ์ทางเพศสูง ส่วนอาการปกติคือไม่ว่าจะรู้สึกอะไรก็จะใหญ่ไปหมด ควบคุมได้ยาก เช่น โกรธมาก บ้างานมาก ออกกำลังหนักมาก หัวเราะแรงมาก ฯลฯ อะไรประมาณนี้ค่ะ
      ปล. ขอโทษที่ตอบช้าน้า

  • Pullme
    Posted 21/10/2015 at 6:14 am 0Likes

    ขอบคุณค่ะที่เขียนบทความขึ้นมา เราเป็นอีกคนที่เป็น major depressing มันเป็นช่วงเวลาทรมานและยากลำบากจริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึงที่จะช่วยเยียวยาคือความเข้าใจของคนใกล้ชิด 🙂

    • Wassachol
      Posted 03/12/2015 at 11:40 pm 0Likes

      ดีใจที่มีโอกาสได้ให้กำลังใจกันนะคะ เราเชื่อว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ สู้ไปด้วยกันนะ 🙂

  • Trackback: BIPOLAR DISORDER 103 : BACK FROM HELL - Moody Twenties
  • loukpu
    Posted 16/11/2015 at 9:51 pm 0Likes

    ไม่รูว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า เพราะไม่เคยไปหา แต่ก็ซึมเศร้าอยู่เป็นเดือนๆ ร้องไห้ทุกวัน ทรมานมาก แต่ก็ไม่ได้อยากตายนะ แต่ไม่อยากจะใช้ชีวิต (อะไรก็ไม่รู้555555) รู้สึกอยากนอนแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย พอเลยจุดที่เป็นหนักๆ มาแล้วก็เหมือนจะดีขึ้นแต่ก็รู้ตัวเองว่า สภาพจิตใจมันไม่ปกติแล้ว รส.แย่ง่ายมาก คิดลบตัวเองง่ายมาก แล้วก็เรื้อรังมาเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นรู้สึกเฉยชากับทุกๆ สิ่งไปแล้ว ไม่รู้อยู่ในภาวะ anhedonia หรือเปล่า (วิจัยเองตลอด 55555555) ขอบคุณที่เชียนบทความดีๆ นะคะ อ่านแล้วเพลินมาก mental disorder นี่ถ้าคนไม่เป็นนี่ไม่ทางเข้าใจจริงๆ

    • Wassachol
      Posted 03/12/2015 at 11:41 pm 0Likes

      เย้ ดีใจที่ชอบนะคะ คราวหน้าถ้ามีสัญญาณว่าจะเป็นหนักๆ อีก อย่าลืมไปปรึกษาหมอน้า ปลอดภัยไว้ก่อน 🙂

Leave a comment