Bipolar Disorder หรือ Manic-Depressive Disorder คืออาการที่คนชอบเรียกกันว่า ‘โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว’ (เราว่าชื่อนี้รุนแรงไปนิดแล้วก็ทำให้มองภาพอาการผิดไป เหมือนกับว่าแปรปรวนตลอดเวลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่จริงๆ เราก็มีช่วงที่นิ่งเหมือนกัน) หรืออาการขึ้นสุดลงสุด mood swing เหมือนเมนส์มาตลอดเวลา โดยแต่ละคนก็มีความถี่และความยาวนานของอาการต่างกันไป เช่น บางคน mania อาทิตย์นึง แล้ว mild depression ต่ออีกเดือนหรือสามเดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของไบโพลาร์อีก ซึ่งมีสองประเภทหลักคือ Type 1 (Mania นำ) และ Type 2 (Depression นำ)

แล้วไบโพลาร์เกิดได้ยังไง เอาเข้าจริงก็ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ประมาณนึง แต่หลักๆ ก็มีสองข้อเหมือนโรคทั่วไปเลย สาเหตุแรกคือกรรมพันธุ์ เหมือนเรากับแม่ที่เป็นไมเกรนตั้งแต่อายุ 18 เหมือนกัน ไบโพลาร์เป็นโรคที่เกี่ยวกับสารเคมีในสมองหรือฮอร์โมนในสมองโดยตรง คือร่างกายเราบกพร่องเหมือนคนเป็นภูมิแพ้นั่นแหละ แต่เป็นที่สมองแทน นั่นคือสารสื่อสมองทำงานผิดปกติไปนิ๊สหรืออาจจะไม่นิดก็แล้วแต่คน สารที่ว่าก็คือ Serotonin เป็นหลัก แล้วก็มีตัวอื่นอีกตามแต่อาการ ซึ่งจะมียาช่วยตรงจุดนี้จ้ะ

อีกเหตุผลนึงคือสิ่งแวดล้อม ต้องยอมรับว่าพอสารไม่เสถียรแล้วเนี่ย เราเลยมีความรู้สึกกับสิ่งต่างๆ ง่ายเป็นพิเศษ พอ sensitive มากก็จะควบคุมอารมณ์ยากตามไปด้วย แล้วก็ทำให้เราเป๋ได้นะ หรืออาจจะเป็นสถานการณ์พิเศษก็ได้ (แต่ไม่ได้เกิดบ่อย หรือถ้าจะเกิด ก็มักมีแนวโน้มที่จะเป็นอยู่แล้ว) อย่างเช่นบางคนอาจจะเพิ่งเจออุบัติเหตุทางรถยนต์มา มีอาการบาดเจ็บ หลังหัก คอเดี้ยง ขาเดาะ แล้วทำอะไรไม่ได้อย่างที่ต้องการ เดินเหินไม่สะดวก เคสแบบนี้ก็จะเกิดอาการ PTSD หรือ Post-traumatic Stress Disorder แล้วก็พัฒนาเป็น Depression หรือ Bipolar ได้ในกาลต่อไป (แต่ก็ต้องมีแนวโน้มจะเป็นอยู่แล้วด้วย) อย่างเช่นเราเคยใช้ track pad มากจนเจ็บข้อมือ เอ็นข้อมืออักเสบ ต้องไปฉีดยา ทำให้เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องเลื่อนสอบทุกวิชาทั้งเทอม รับจ๊อบไม่ได้ อะไรแบบนี้ ช่วงนั้นเราก็ซึมเศร้าไปเลย ดราม่าว่าจะไม่หาย อนาคตจะเขียนหนังสือได้ไหม (เพราะเรียนและหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียน) อะไรแบบนี้ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้เราควบคุมได้ยากอยู่แล้วใช่มะ มันก็ขึ้นอยู่กับ timing ในชีวิตของแต่ละคนเนอะว่าเจออะไรมา

ทีนี้มารู้จักสองอาการหลักของไบโพลาร์กันดีกว่า นั่นคือ mania และ depression นั่นเอง

 

WHAT IS MANIC EPISODE?

 

Mania คือขึ้นสุด แต่ไม่ใช่มีความสุขนะ มันคือความรู้สึกพีคแบบท่วมท้นแนว euphoric หรือ overwhelmed ความคิดจะฟุ้งซ่านมากถึงมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นความคิดเชิงบวก ไม่ทำร้ายตัวเอง อย่างอาการ mania อ่อนๆ หรือ hypomania เนี่ย จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมาก ความคิดสร้างสรรค์จะเปล่งประกายเป็นเลิศ (ศิลปิน นักเขียน และนักดนตรีถึงเป็นไบโพลาร์กันเยอะ) ทำงานได้เยอะมาก ฟิตจัด fucking very productive ใครท้าอะไรทำหมด ทำได้จ้า ซุปเปอร์วูแม่น ไม่ท้อถอยแม้ใกล้ตาย นอนน้อยได้ไม่สะเทือนร่างกาย ทำงานทั้งวัน เที่ยวทั้งคืน work hard play hard เมาแหลก สนุกกับชีวิตแบบเว่อวัง no limit ชีวิตเกินร้อยเหมือนแดกเอ็มร้อยสิบขวดในคืนเดียว สู้ตายถวายชีวิต เอะอะมะเทิ่ง เสียงดัง คิดอะไรออกตลอด พูดเร็วเป็นไฟ มึงจะรีบพูดไปไหนคะ (แบบว่าความคิดมันไปไวกว่าปากอะนะ)

บางคนอาจจะสงสัยว่ามันผิดปกติตรงไหน ปกติเราก็ฟินกันได้เรื่อยเปื่อยนี่หว่า แต่ปัญหาคือพอมันเป็นมากๆ เข้าเนี่ย มันชักจะชิบหายละครับ คือเริ่มเข้าข้างตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่งกว่าชาวบ้าน ทำได้ทุกอย่าง ชั้นเป็นที่หนึ่ง คนอื่น not fine จ้า ชั้นนี่แหละที่สุดละ อะไรแบบนี้ ซึ่งโอ้ย ดอกทองมากๆ น่าตบสุดๆ แต่ตอนนั้นคิดจริงนะ ambitious มากจนเกือบจะประสาทหลอน บางคนนี่จะยึดถือความคิดตัวเองมาก ชั้นถูกที่สุด ทุกคนต้องฟังชั้นสิ สิ่งที่ชั้นพูด คิด และเขียนไปน่ะถูกที่สุด (ตอนนั้นเราถึงขั้นเคยเอางานที่ตัวเองเขียนมานั่งอ่านซ้ำบ่อยๆ แล้วนั่งปลื้มใจที่เขียนออกมาได้ อะไรของมึง ผิดวิสัยมาก เพราะถ้าเป็นช่วงซึมเศร้าจะรู้สึกไม่มั่นใจแทน)

นอกจากนั้นยังขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจเร็วปานจรวด เช่น หยุดช้อปปิ้งไม่ได้แบบไม่ได้จริงๆ ไม่ได้พูดเว่อร์ คือช้อปจนหมดตัว กระทั่งของที่ไม่จำเป็นอย่างอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ฟองน้ำ แปรงสีฟัน หรือช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ถ้ามันไม่กระทบชีวิตตัวเองและคนอื่นก็ทำไปเถอะ แต่ส่วนมากมันจะกระทบมากค่ะ พูดกันตรงๆ คือคนรอบตัวคงรับกับอะไรแบบนี้ไม่ค่อยได้ เช่น คนรอบตัวอาจจะเกิดอาการแบบ ทำไมกูต้องทนกับความอารมณ์ร้ายของมึงด้วยวะ หรือถ้ารับได้ก็อาจจะต้องทำความเข้าใจกันหนักมาก

ส่วนอาการที่สำคัญสุดและทรมานสุดแบบสาบานได้ คืออาการ alcoholic และ hyper-sexuality ซึ่งถ้าเป็น mania ถึงขั้นสุดแล้วเนี่ยก็อาจจะประสาทหลอน (hallucination) และมีอาการ psychotic ได้ (อาการทั้งหมดนี้ตัวอย่างที่ดีเลิศคือ แคร์รี่ นางเอกซีรีส์ Homeland นางเป็น BP 1 หนักจนต้องช็อตไฟฟ้า) เราอาจจะโชคดีที่ไม่ได้เป็น BP 1 เพราะปกติเป็นแค่ manic อ่อนๆ เคย manic เต็มสตรีมหนเดียว แต่เป็นพร้อมกับ depression หรือที่เค้าเรียกว่า mixed state นั่นเอง ซึ่งคือนรกขุมอเวจีครับ เลวกว่าอะไรทั้งมวลบนโลก (ตัวอย่างคือเมียพระเอก ฆาร์เวีย บาร์เดม ใน Biutiful) ส่วน depression นี่เป็นตลอดมาประมาณ 2 ปีก่อนเริ่มกินยา สลับกันระหว่างน้อยและมาก เป็นช่วงๆ ไป

 

2-final

 

WHAT IS DEPRESSIVE EPISODE?

 

ทีนี้มาว่าเรื่อง Depression หรืออาการซึมเศร้ากันดีกว่า อันนี้คนเข้าใจผิดเยอะมาก และชอบบอกว่าแค่ไปนั่งสมาธิ ฟังธรรมะ หรือหางานอดิเรกทำก็หายแล้ว แต่ไม่เลย มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ภาพจำที่คนทั่วไปมีต่อคนเป็นโรคซึมเศร้า (MDD หรือ Major Depressive Disorder) คือเงียบ ไม่คุยกับใคร นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง ฯลฯ แต่เปล่าจ้า เราเดินสยามได้เชิ้บๆ ยิ้มได้ คุยกับคนอื่นได้ปกติ ไปเรียนได้ ทำงานทำการได้ แต่ข้างในนี่แทบบ้า ควบคุมอารมณ์ลำบากมาก อยากร้องไห้ตลอดเวลา หดหู่กับชีวิต รู้สึกทุกอย่างดำมืดไม่มีทางออก

อาการที่สำคัญมากๆ คือ รู้สึกว่าตัวเองห่วย (แล้วลองคิดดูว่าเวลาเป็น depression สลับกับ mania ชีวิตจะพังขนาดไหน วินาทีนึงคิดว่าเก่งสุด อีกวินาทีอยากจะฆ่าตัวตายเพราะห่วยเนี่ย) รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ มีแต่คนเกลียด มีแต่คนรำคาญ ทั้งๆ ที่ก็รู้นะว่าไม่จริงเล้ย แต่มันควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ เป็นที่ส่วนลึกของความรู้สึกมากๆ เป็นความเศร้าซึมลึกแบบที่อธิบายแทบไม่ได้เลย เราจะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมาก เป็นเศษเสี้ยวของจักรวาล ไม่อยากเจอใคร ไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ (หลายคนคงบอกว่า ทำไมไม่คิดล่ะว่ามีคนที่แย่กว่าเราเยอะ แต่มันใช้ไม่ได้จริงๆ นะเอ้า บางทีพาลไปรู้สึกผิดอีกว่าคนที่แย่กว่าเรายังสมควรมีชีวิตอยู่มากกว่าเลย เพราะเค้าเข้มแข็งกว่า เรามันอ่อนแอ บลาๆ)

พอเป็นหนักเข้าก็จะเริ่มใช้ชีวิตประจำวันลำบากละ เริ่มกระทบการเรียนการทำงาน อาจจะมีอาการนอนทั้งวัน นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่มีกะใจใช้ชีวิต แค่หายใจเข้าออกก็เหนื่อยแล้ว ลุกไปอาบน้ำนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง รู้สึกเหมือนให้ไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอนเลยครับ มองหน้าตัวเองในกระจกแล้วก็รู้สึกรังเกียจตัวเอง รู้สึกสงสารร่างกายตัวเองที่ต้องทนเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณอันอ่อนแอ (โอ้ยนังบ้า) ชีวิตมันเศร้า หดหู่ และนิ่งสงบ จนแบบว่าถ้าโลกจะระเบิดในอีกสามนาทีข้างหน้าก็ไม่สะเทือน เพราะสิ่งที่เรารู้สึกอยู่มันเหี้ยที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะเหี้ยกว่านี้ได้อีกแน่ๆ (ตัวอย่างที่ดีคือ เคิร์สเท่น ดันสท์ ใน Melancholia ฮ่ะ)

ส่วนขั้นสุดของ mania อย่างที่บอกไปคืออาการ psychotic ใช่มะ แล้วขั้นสุดของ depression คืออะไร นี่เลย หนึ่งคือ self-harm/self-injured การทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตบตีตัวเองหรือกรีดแขนให้เป็นรอย สองคือ suicidal ideation ความคิดอยากฆ่าตัวตาย และสามคือ suicide attempt การพยายามฆ่าตัวตาย

เราไปถึงจุดไหน เดี๋ยวจะมาเล่าต่อในตอนสองนะ

 

ILLUSTRATION: PHAOPAO
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

8 Comments

  • kizu
    Posted 17/10/2015 at 11:41 pm 0Likes

    บทความน่าสนใจมากค่ะ ปกติเราจะรู้จัดแต่ฝั่งซึมเศร้าอย่างเดียว เพราะคุณแม่มีอาการในบางครั้งแล้วก็ส่งมาถึงเราด้วย
    อ่านจบเลยได้รู้ว่ามีแบบที่เป็นทั้งสองแบบด้วย

    • Wassachol
      Posted 18/10/2015 at 10:50 am 0Likes

      ดีใจที่ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นนะคะ อยากให้เขียนเรื่องอะไรหรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมบอกได้เลยนะ 🙂

  • Chompoo
    Posted 18/10/2015 at 1:30 pm 0Likes

    เขียนได้อ่าน+เข้าใจง่ายมากเลยค่ะ พึ่งรู้ว่าการปลอบแบบ “ลองดูคนอื่นสิ เขายังสู้เลย ” << แบบนี้ไม่โอเคอย่างแรง

  • Taomikka
    Posted 18/10/2015 at 3:26 pm 0Likes

    เป็นบทความที่ดีมากๆเลย ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ๆนะคะ
    ตอนนี้สุขภาพกายใจจิตเราปกติ ถือว่าโชคดี
    อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกเป็นกำลังใจให้คนเป็นไบโพล่ามากมากเลยค่ะ
    สู้ต่อไปนะคะ
    P.s. รอตอนที่สองอยู่ค่ะ 🙂

    • Wassachol
      Posted 18/10/2015 at 3:28 pm 0Likes

      ยินดีมากค่ะ ตอนที่สองคืนพรุ่งนี้นะคะ 🙂

  • Trackback: BIPOLAR DISORDER 103 : BACK FROM HELL - Moody Twenties
  • Blue.K
    Posted 22/02/2017 at 2:33 pm 0Likes

    พอดีจะหาบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านค่ะ แต่บทความอื่นอ่านแล้วยังไงก็ไม่เข้าใจ พอมาเจอบทความนี้อธิบายง่าย เราเข้าใจมากขึ้นเลยจริงๆ ขอบคุณมากๆที่คุณเขียนมา จะติดตามเรื่องเล่าของคุณต่อไปนะคะ ช่วยเราได้มากจริงๆ

Leave a comment