เม้ง—ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ เป็นบุคคลที่เราชื่นชอบและคิดว่ายากจะจำกัดความ เขาเรียนจบภาพยนตร์ ตอนนี้ทำงานประจำที่บริษัทโปรดักชันแห่งหนึ่ง แต่ในพาร์ตส่วนตัว เขาทำทั้งหนัง ดนตรี เอ็มวี โฟโต้บุค คอมิคบุ๊ค มีบทความเกี่ยวกับดนตรีและศิลปะเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง และกำลังพัฒนาโปรเจคต์หนังที่ชื่อ Junk Food Fable เรายังไม่เคยไปดูเขาเล่นดนตรีแนว Experimental Rock หนักๆ ในนาม Beam Wong and Friends เลยสักครั้ง แต่ก็หวังจะได้ไปเป็นกองหนุนเขาบ้างเร็วๆ นี้

 

ก่อนจะมีโอกาสไปเย้วๆ หน้าเวทีคอนเสิร์ต เราขอแว้บมาคุยกับเขาสักนิดด้วยความสงสัยที่ว่า ชาวครีเอทีฟที่ทำงานครอบคลุมหลายสื่อแบบเขานั้นมีปัญหาทางใจแบบไหนบ้าง เม้งไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรือกินยา ถึงเขาจะบอกไว้ว่า “ผมยังไม่เคยลองไปหาหมอนะครับ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นรึเปล่า” แต่ที่เราอยากคุยกับเขาก็เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็สับสน ฟุ้งซ่าน เครียด นอย และไม่จอยได้ทั้งนั้น รวมทั้งคนทำงานศิลปะที่ดูเหมือนชีวิตจะเพลิดเพลินสนุกสนาน แต่ก็มีอะไรคุกรุ่นอยู่ภายในให้ต้องต่อสู้เช่นกัน

 

และเขาก็ดูจะจัดการกับมันได้ดีทีเดียว

 

 

คิดว่าปัญหาทางใจที่เป็นสากลของคนทำงานสร้างสรรค์ในยุคนี้มีอะไรบ้าง อุปสรรคอะไรที่คนรอบตัวเม้งมักจะเจอ

 

จริงๆ เพิ่งคุยเรื่องนี้กับเพื่อนเลย ไม่แน่ใจว่าคนรอบตัวเจอตลอดหรือเปล่านะครับ หรืออาจจะเป็นแค่ช่วงนี้ คือเหมือนเราไม่แน่ใจว่าเราสนุกกับมันแล้วมั้ย หรือแบบ เอ้ย อยากทำจริงๆ เหรอ อันนี้หมายถึงงานส่วนตัวนะครับ แล้วแปลกที่พอคุยกับเพื่อนแล้วมันเป็นกันหลายคนเลย ไม่ได้รู้สึกทุกข์ทรมานอะไรมากนะ แต่มันล้าๆ และชาๆ

 

ส่วนถ้าเป็นงานครีเอทีฟที่ต้องทำงานตอบโจทย์ลูกค้า ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีอะไรนะครับ จะมีพวกปัญหาคลาสสิคแบบคิดไม่ออกบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคนรอบๆ ตัวเขาซีเรียสขนาดนั้น คือก็ต้องค่อยๆ คิดแก้กันไป แต่ผมว่ามันก็มีเรื่องกลัวงานซ้ำเจ้าอื่นๆ บ้าง อันนี้ในเรื่องงานคอมเมอร์เชียล

 

การทำงานบนสื่อหลายชนิดพร้อมๆ กัน มีผลต่อจิตใจในแง่ไหนบ้าง เช่น ถามตัวเองบ้างไหมว่าจะทำอะไรอย่างเดียวดีไหม รู้สึกตัวเองเป็ดไหม

 

แอบเป็นเรื่องดีนิดนึงนะครับ เหมือนเราสามารถวิ่งไปทำอะไรอย่างอื่นเพื่อแก้เบื่อหรือแก้อาการโหวงๆ ได้ เช่น ถ้าเบื่อหนังก็ไปทำเพลงได้ แล้วพอเราทำหลายอย่าง ก็ยิ่งเห็นว่ามันมีอะไรเชื่อมกัน เป็นไอเดียให้กันและกันได้ ผมทำหนังคล้ายๆ เพลงหรือทำเพลงคล้ายๆ หนัง เรื่องบางอย่างจากคอมิคก็เอาไปทำต่อเป็นหนังได้ หรืออะไรที่ตอนแรกคิดไว้เป็นหนังก็อาจจะเอามาทำเป็นคอมิคได้ การเขียนบทความก็ช่วยเรื่องไอเดีย ฯลฯ

 

แล้วส่วนตัวผมไม่คิดเรื่องการเป็นเป็ด ไม่เก่งซักอย่างอะไรประมาณนั้น ผมทำที่อยากทำ แล้วสื่อแต่ละอย่างมันมีฟังก์ชั่นที่เอื้อให้เราสนุกได้ไม่เหมือนกัน และที่ชอบมากๆ คือเวลามันเชื่อมโยงกัน

 

งานสร้างสรรค์แต่ละชนิดให้ผลลัพธ์ทางอารมณ์กับเม้งแตกต่างกันไหม ยังไงบ้าง

 

ถ้าเป็นงานคอมเมอร์เชียลตอบโจทย์โฆษณาเอ็มวี หรืองานบทความ มันเป็นเรื่องของการฝึกฝน สื่อสาร หรือเป็นอะไรที่บังคับให้เราต้องรีเสิร์ช แต่งานส่วนตัวอย่างการเขียน ผมว่ามันเป็นความพรั่งพรู มันไหลออกมา เป็นการระบายโดยตรง หมายถึงการวาดด้วยนะครับ ดนตรีก็คล้ายกัน เป็นการระบายออกโดยตรงโดยที่เรายังอยู่ในบรรยากาศบางอย่าง และยังได้ทดลองกับความรู้สึกเยอะ เพราะนอกจากการปล่อยออกมาจากตัวเรา มันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าตอนเล่น และมันมีผลสะท้อนกลับจากคนดูด้วย

 

ส่วนหนังเป็นอะไรที่รวมหลายอย่างไว้ด้วยกันสำหรับผม ความพรั่งพรูระบายออกมันก็ต้องถูก shape มากขึ้นในขั้นตอนการทำงาน ความคิดต่างๆ จะตีกันไปหมด ผมเริ่มทำหนังจากการเขียน หลังจากนั้นก็ไปต่อ เหมือนเราเอาสิ่งที่อยู่ในใจมาจัดการ กึ่งเป็นระบบ กึ่งปล่อยไหล ผลทางอารมณ์ของหนังช่วยตกตะกอนและช่วยเคลียร์ตัวเองได้มากๆ สำหรับผม

 

เวลาทำงานแล้วรู้สึกหลงทาง ตั้งคำถามอะไรกับงานตัวเองและตัวเองบ้าง

 

คำถามที่ตั้งกับตัวเองมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ในท้ายที่สุดแล้วก็จะทำงานต่อไปเพื่อเคลียร์ตัวเอง อย่างที่บอกว่า สำหรับผม การทำงานส่วนตัวโดยเฉพาะหนังมันคือการจัดการตัวเอง เวลาหลงทางก็จะพยายามทำต่อเพื่อให้ที่สุดแล้วมันคลี่คลายได้

 

เท่าที่จำได้ การหลงทางของผมเกิดขึ้นสามครั้งใหญ่ๆ คือช่วงตอนเรียน ตอนทำธีสิส แล้วก็ตอนนี้ มันก็จะเป็นคำถามแบบ ทำไปทำไม ที่ทางเราคืออะไร ฯลฯ แต่ตอนนี้คือยังสนุกมั้ย หรือสิ่งนี้จะหายไปได้มั้ย บางครั้งคำถามก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันขนาดนั้น ที่สุดแล้วผมเลยคิดว่า ทุกๆครั้งที่หลงทาง ผมจะพยายามทำงานต่อไปเพื่อให้เคลียร์ตัวเองได้ในที่สุด

 

แต่ว่าก็มีบางครั้งที่พักเหมือนกัน อันนี้เพิ่งมาเป็นช่วงหลังๆ สมัยก่อนรู้สึกว่าเราต้องรีบไปให้สุด จัดการทุกอย่างก่อนที่งานมันจะหายสด แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีการผ่อนบ้าง รู้สึกว่าพอเป็นแบบนั้นก็ทำให้เห็นอะไรชัดขึ้นเหมือนกัน

 

คิดว่าโดยส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ทำให้เม้งทุกข์และที่สุดในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์คืออะไร

 

การหมดสนุกครับ น่าจะแค่นั้นเลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าต้องสนุกแค่ไหนหรือวัดยังไง มันเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดด้วยมั้ง แล้วมันก็มีความจอย แต่อยู่ๆ มันก็วูบไป ทีนี้ลามไปเรื่องอื่นเลยครับ เพราะมันไม่ใช่แค่งานประจำแต่สิ่งที่เราชอบ พอมันวูบไปเลยเหมือนมีความรู้สึกอะไรหายไปด้วย ก็ใช้ชีวิตหรือทำงานได้ปกตินะ แต่มันโหวงๆ แปลกๆ เหมือนทำให้ชีวิตไม่จอยกับอะไรเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเกี่ยวเนื่องกันขนาดไหน แต่เป็นความไม่จอยที่ไม่ได้ทรมาน แค่รู้สึกมีอะไรหาย

 

แต่ส่วนตัวผมคิดว่าไอ้ที่หายไปมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบมาตลอด และคิดว่าถ้าทิ้งไปนานๆ มันก็อาจจะไม่กลับมาอีกเลย เราจะอยู่ได้แหละ อาจจะง่ายขึ้นด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องเปลืองเงินหรือเวลากับงานส่วนตัว แต่คิดว่าเราคงจะแหว่งๆ ไปเลย

 

 

คิดยังไงกับการทำงานบางอย่างเพื่อหาเงิน แล้วเอาเงินที่ได้มาทำงานที่อยากทำเพื่อบำบัดตัวเอง เห็นด้วยหรือต่อต้านการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้

 

ค่อนข้างเห็นด้วยนะครับ เพราะเป็นแบบนั้นอยู่ด้วยมั้ง แล้วจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกงานบำบัดได้มั้ย เพราะบางทีมันก็เพื่อทดลองเล่นเฉยๆ อีกอย่างอาจะโชคดีด้วยที่งานประจำที่ทำไม่ได้แย่ แล้วผมมองว่ามันไม่ได้เป็นขาวดำขนาดนั้น แบบว่างานประจำคือทุกข์ เอาไว้เก็บเงินอย่างเดียว งานส่วนตัวคือที่สุด แต่ใช้หาเลี้ยงไม่ได้ เพราะการมีโจทย์เวลาทำงานประจำก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่งที่เอามาประยุกต์ในงานส่วนตัวได้ และงานสไตล์ตัวเองก็อาจจะเอาไปใช้ตอบโจทย์ลูกค้าได้เช่นกัน

 

อีกอย่างคือรู้สึกว่า ถ้าใช้ชีวิตในแบบใดแบบนึงเลยก็อาจจะน่าเบื่อและตัน กระทั่งได้ทำงานตัวเองอย่างเดียวเต็มที่เลย ใช้หาเงินได้ด้วย พอไปถึงจุดนึงก็อาจจะไม่ได้จอยขนาดนั้น เพราะอยากขยายขอบเขตตัวเองด้วยมั้งครับ แต่อันนี้ก็เป็นความคิดในเวลานี้นะ ในอนาคตเองที่วางแผนก็อยากให้งานตัวเองหาเลี้ยงได้เหมือนกัน แต่ก็ยังอยากทำงานตามโจทย์อยู่ เป็นงานที่ได้ใช้วิธีตัวเองตอบโจทย์อื่นๆ อยากบาลานซ์ลายเซ็นทางศิลปะ แต่ก็ขยายมันไปใช้ในรูปแบบอื่นนอกจากงานส่วนตัวได้ด้วย อันนี้ความฝันที่หวังไว้นะครับ

 

ทำยังไงเวลารู้สึกตัน คิดงานไม่ออก มีวิธีหาอินพุทหรือแรงบันดาลใจยังไงบ้าง

 

ก็ลองหาอะไรเสพไปเรื่อยๆ แต่ว่าไม่รู้จะแนะนำได้มั้ย เพราะหลังๆ บางทีรู้สึกว่าเสพเยอะไปก็อาจจะล้าได้ เดี๋ยวนี้เริ่มบาลานซ์การพักผ่อนมากขึ้นครับ แล้วอาจจะฟังดูเสร่อนิดนึง แต่ว่าการออกไปดูอีเว้นท์จริงๆ อาจจะดีกว่าหน้าคอม และการนอนเป็นเวลานี่ดีนะครับ

 

จริงๆ เป็นคนชอบตอนกลางคืนมากๆ ก็เลยรู้สึกว่าการนอนเป็นเวลานี่อาจจะไม่ได้ต้องขนาดสี่ทุ่มก็ได้ สมัยก่อนชอบโต้รุ่ง พอถึงจุดนึงมันจะล้าเกินไป ผมว่ามันสะสม แล้วหลายคนจะชอบบอกว่ามีไอเดียดีๆกลางคืน จริงๆ ก็ใช่ แต่บางทีไอ้ความคิดเยอะๆ ที่เป็นไอเดียอาจจะกลายเป็นความประสาทแดกได้ด้วย พอนอนเป็นเวลามันจะช่วยเคลียร์พวกนั้นได้ ผมเคยนอนดีๆ แล้วตื่นมาตอนเช้า จังหวะนั้นไอเดียดีกว่าหลายอย่างที่มาตอนกลางคืนอีก

 

 

เคยรู้สึกกลัวไหมว่าตัวเองจะเปลี่ยนหลังจากนี้ แล้วคิดว่าจะจัดการกับมันยังไง

 

เปลี่ยนอยู่แล้วครับ ชัวร์ๆ ไม่ได้กลัวความเปลี่ยนแปลงนะครับ แต่กลัวจะไม่จอยมากกว่า สมมุติถ้าเปลี่ยนไปแล้วมีความสนุกในแบบใหม่ๆ ผมก็โอเคนะ ชอบการที่มีอะไรใหม่ๆ ให้ทำ จริงๆ พอมองย้อนไปสมัยก่อนที่เราสดกว่านี้ ก็เคยรู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ตอนนี้ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ แต่พอคิดอีกที มันก็มีอะไรที่ตอนนั้นทำไม่ได้ แต่ตอนนี้ทำได้อยู่เหมือนกัน

 

รู้สึกยังไงกับการไหลเข้ามาของบุคลากรรุ่นใหม่ที่ดูจะมาพร้อมกับทักษะที่ถึงพร้อมกว่าเรา

 

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองถือเป็นรุ่นนั้นด้วยมั้ยนะ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นรุ่นกึ่งๆ รุ่นใหม่ที่เข้าถึงข้อมูลได้เยอะมากๆ ส่วนรุ่นผมยังเหมือนเป็นรุ่นเปลี่ยนผ่าน ประมาณว่าไม่ได้โตมากับความใหม่นั้น แต่ก็ยังทันสัมผัสมันก่อนเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็เลยรู้สึกร่วมรุ่นกับเขาแต่บางครั้งก็ไม่ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรนะครับ ถ้าแข่งขันก็ต้องแข่งไป แต่จริงๆ ทั้งในมุมทั้งคนทำและคนเสพ มันก็ดีที่มีอะไรใหม่ๆ ให้ดูให้ทำ และทางมันก็ดูเยอะขึ้นด้วยจากการไหลมาของรุ่นใหม่

 

ผลจากการไหลบ่าอีกอย่างคือรู้สึกว่าทุกอย่างเร็วไปหมด อายุสั้นขึ้น เวลาจะทำอะไรก็ควรจะให้มันแน่นขึ้นมั้งครับ รุ่นใหม่รวมทั้งรุ่นผมหลายๆ คนก็มาเร็วไปเร็วมากๆ เลยรู้สึกว่าต้องรีบหาที่ทางของตัวเองเพื่อจะได้ไปต่อถูก

 

คิดว่าการพยายามพิสูจน์ตัวเองเป็นการกดดันตัวเองมากไปหรือเปล่า

 

จริงๆ กดดันก็ต้องกดดันแหละครับ ถ้าอยากจะทำต่อไป แต่ก็ต้องไม่ให้มันกลายเป็นความไม่สนุก ผมว่ามีแรงกดดันได้แต่ต้องฟีลแบบ เอ้ย อ่ะมึงมา ไม่ใช่ อาห์ ยากจัง น่ากลัวจัง สำหรับผมการมีงานประจำช่วยนะครับ คืออย่างน้อยเราเคลียร์พาร์ตการรอดชีวิตไปได้ แล้วจัดการเวลาดีๆ มาทำพาร์ตงานตัวเอง

 

ผมว่าอย่าเพิ่งเร่งให้สิ่งที่เราชอบกลายเป็นสิ่งที่ยังชีพเราได้มั้ง จัดการชีวิตให้ได้ก่อน ทำให้ตัวเองได้มีโอกาสทำงานพวกนั้น แล้วจะได้ทำงานสนุก อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นตัวตนเขาและทั้งหมดต้องไปด้วยกัน ซึ่งผมเข้าใจนะ

 

FOLLOW THEERAPAT AT BEAM WONG
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES

 

Show CommentsClose Comments

Leave a comment