การทำร้ายตัวเองไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ในบางกรณี มันก็มีเซนส์ของการเรียกร้องความสนใจแฝงอยู่ ว่าแต่มันเข้าใจได้ง่ายขนาดที่ว่าเราจะดุด่าว่ากล่าวคนที่ทำแบบนั้นได้โดยไม่คิดข้ามช็อตหน่อยหรอ

บทความนี้เราแปลมาจากเว็บโปรดของเราคือ ROOKIE ที่คราวที่แล้วเราเอาเรื่อง Post-Joy Sadness มาเรียบเรียงบวกกับประสบการณ์ของเรา แต่คราวนี้เรายกมาทั้งอันเลยเพราะมันดีมาก และครบถ้วนกระบวนความในตัวมันเองอยู่แล้ว อยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันจะได้เข้าใจคนที่ทำแบบนี้ และอาจจะช่วยพาเขาออกมาจากหลุมดำได้ทันท่วงที และสำหรับคนที่ทำอยู่หรืออยากทำ เราเชื่อว่าบทความนี้จะให้แง่มุมดีๆ และเสนอทางออกได้เยอะแยะเลยแหละ

 

STORY BY UPASNA BARATH

ฉันเริ่มกรีดแขนตัวเองตอนอยู่มัธยมต้น ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันทำร้ายตัวเอง ฉันภาวนาอยู่ลึกๆ ให้ใครสักคนมาห้ามและช่วยให้ฉันไม่ทำอีก การทำร้ายตัวเองสำหรับฉันคือวิธีจัดการกับความยากลำบากในชีวิต ไม่ใช่แค่ในฐานะเด็กใหม่ในโรงเรียน แต่ในฐานะเด็กใหม่ประเทศที่ห่างไกลจากที่ที่ฉันโตมาด้วย ฉันไม่เคยพูดกับใครว่าฉันรู้สึกโดดเดี่ยว โง่เง่า และไร้ค่าขนาดไหน เพราะฉันขี้กังวลและรู้สึกอ่อนแอเกินกว่าจะทำความรู้จักกับใคร ยิ่งจะหาคนที่จะไว้ใจมากพอที่จะบอกเล่าอาการซึมเศร้าของฉันให้ฟังได้ ยิ่งไม่ต้องหวัง

 

ฉันหวังว่าการกรีดแขนตัวเองของฉันจะเป็นการสื่อสารกับคนอื่นได้ว่าฉันกำลังพยายามเอาตัวรอดจากอะไรอยู่โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากเล่าปัญหาของฉันให้ใครฟัง ฉันเชื่อว่ามันต้องรู้สึกดีกว่าเป็นแน่ หากมีคนที่ “แคร์มากพอ” ที่จะช่วยฉันให้ออกไปจากภาวะนี้ได้ การเป็นเด็กใหม่จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยฉันก็สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีคนๆ นั้นอยู่จริง ฉันตั้งใจใส่ชุดนักเรียนแขนสั้น หวังให้ใครสักคนมองเห็นบาดแผลบนแขนตอนที่ฉันหงายข้อมือลงบนโต๊ะ อาจจะมีเพื่อนคนนึงเห็นแล้วไปบอกพ่อแม่หรือครูสักคนว่า ฉันกำลังทรมาน แล้วคนที่ว่านั้นก็จะไปบอกแม่ของฉัน และสุดท้ายฉันก็จะได้ไปหาจิตแพทย์ หรืออะไรสักอย่าง อะไรก็ได้

 

อยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนเห็นพวกรอยแผลของฉัน แล้วแม่ของเขาก็โทรหาแม่ฉัน แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ตอนจบที่อบอุ่นและสวยงามอย่างที่ฉันหวังไว้ สิ่งที่แม่ของเพื่อนฉันกังวลนักหนากลับกลายเป็นอะไรแบบว่า “ลูกสาวของคุณต้องไม่มายุ่งกับลูกสาวฉันอีก เธอเป็นอิทธิพลด้านลบ เธอมีปัญหา ลูกสาวฉันเห็นรอยแผลเป็นพวกนั้น มันทำให้ฉันกลัวว่าเธอจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” พอแม่เล่าบทสนทนานี้ให้ฉันฟัง ฉันเลยรู้สึกไร้ค่ามากกว่าเดิม

 

ที่โรงเรียนมีแต่คนคุยกันเรื่องบทสนทนาทางโทรศัพท์นั่น และแน่นอนว่าการทำร้ายตัวเองของฉันก็เป็นประเด็นด้วย ทำให้ไม่ว่าใครก็ต้องเหลือบมองแขนฉันอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งหลังฉันเอนตัวมาหาแล้วกระซิบถามฉันว่า “เธอเป็นอะไรของเธอน่ะ” รอยแผลของฉันถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความผิดปกติ และการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งอย่างหลังก็นับว่าไม่ผิดสักทีเดียว แต่ฉันไม่ได้อยากให้คนทั้งโรงเรียนรู้ว่าฉันกรีดแขนตัวเอง แล้วก็ไม่ได้อยากให้พวกพ่อๆ แม่ๆ โทรมาบอกแม่ฉันว่าแม่เลี้ยงฉันมาแบบผิดๆ แทนที่จะบอกให้แม่รู้ว่า ฉันกำลังทนทุกข์ทรมาน ฉันไม่อยากเป็นคนที่ชี้นำให้คนอื่นทำตาม แต่ที่ฉันต้องทำแบบนี้ก็เพราะฉันอยากถูกโอบกอดและปลอบประโลมใจ ฉันอยากให้มีใครมาบอกว่า ฉันสามารถหยุดมันได้

 

ความอับอายที่มาจากโทรศัพท์สายนั้นทำให้ฉันเริ่มพยายามหยุดทำร้ายตัวเองอย่างจริงจัง แม่ให้ฉันเข้าเรียนวิชาศิลปะ เพื่อให้สมองไม่คิดฟุ้งซ่านและเพื่อให้มือไม่ว่าง ฉันเข้าทีมโต้วาทีซึ่งช่วยให้ฉันแสดงออกทางอารมณ์ได้ในหลายๆ ทาง (ฉันมักจะมีอารมณ์ร่วมตลอดการปราศรัย ทำให้กรรมการมักจะบอกว่าฉัน ‘เสียงดัง’ เกินไป) ด้วยความช่วยเหลือของสองสิ่งนี้ทำให้ฉันหยุดกรีดแขนตัวเอง แต่ฉันยังคงจัดการกับความเศร้าที่หลบซ่อนอยู่ไม่ได้ มันคือความเศร้าที่คอยผลักให้ฉันต้องทำร้ายตัวเอง ฉันยังคงเจ็บปวด ถึงแม้รอยแผลนั้นจะไม่ได้มองเห็นด้วยตาอีกต่อไป

 

พอมาถึงไฮสคูล ฉันก็ย้ายที่อยู่อีกครั้ง และกลายเป็นเด็กใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ฉันตัดสินใจจัดการกับเรื่องนี้อีกแบบ โดยการปกปิดรอยแผลเป็นเหล่านั้น เพราะฉันเชื่อว่าคนไม่ได้มองรอยแผลของฉันว่าเป็นการร้องขอความเห็นใจ แต่พวกเขาจะมองว่ามันเป็นการป่าวประกาศความหมกมุ่นในตัวเองที่น่าอับอายมากกว่า

 

ด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวที่อยู่ในใจ ทำให้ฉันเริ่มตัดสินคนอื่นๆ ที่ไม่ปิดบังรอยแผลของตัวเอง วันหนึ่งที่โรงเรียน ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อแขนกุดกับกระโปรงสั้น เห็นชัดเลยว่าเธอเคยทำอะไแบบนี้มาก่อน หรือบางทีเธออาจจะยังทำอยู่ ฉันอดเสียดสีเธอให้เพื่อนฟังไม่ได้ว่า “ถ้าเธอไม่อยากให้ใครเห็นรอยแผลเป็น เธอก็คงจะใส่เสื้อคลุมไว้แล้วแหละ คนที่โชว์น่ะ เรียกร้องความสนใจเห็นๆ” เพื่อนฉันเห็นด้วย โดยที่ไม่รู้ว่าภายใต้เสื้อผ้าชุดนี้ ฉันก็ไม่ต่างจากผู้หญิงคนนั้นเลย

 

ฉันพยายามปิดบังความรู้สึกนี้ไว้อย่างแน่นหนา จนมาถึงปีสุดท้ายของไฮสคูลที่ความลับนี้บังเอิญหลุดออกมาระหว่างที่คุยกับเลขาครูใหญ่เรื่องที่สาวๆ กลุ่มหนึ่งมายุ่งย่ามกับฉันในทวิตเตอร์

 

“คนบางคนก็ฆ่าตัวตายเพราะเจออะไรแบบนี่แหละค่ะ ครูรู้มั้ยว่ามันเจ็บแล้วก็หลอนมากนะคะที่มีคนพูดอะไรแย่ๆ เกี่ยวกับเราแล้วก็ข่มขู่เราออนไลน์” ฉันบอกออกไป

 

“เธอพูดซ้ำสองรอบแล้ว” เธอตอบ “ฉันหมายถึงส่วนที่พูดถึงคนฆ่าตัวตายจากการโดนแกล้ง (Bullying) หรือข่มขู่ (Harassment) น่ะ”

 

เลขาครูใหญ่เชิญจิตแพทย์ของโรงเรียนประจำเขตให้มาคุยกับฉันเรื่องอาการซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเอง ถึงแม้ว่าแม่ฉันจะเกริ่นไปบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้นั่งคุยกับคนที่ทำงานด้านนี้อย่างจริงจังและดูเหมือนจะเข้าใจฉันซะด้วย เขาช่วยเหลือ เข้าใจ และไม่ตัดสิน ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไว้ใจเขาได้ เขารู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่โรงเรียน และเขาก็รู้ว่าฉันย้ายมาจากไหน มันทำให้ฉันรู้สึกว่ายังมีใครบางคนที่อยู่ “ตรงนั้น” ในแบบที่ฉันต้องการมาตลอด

 

ที่ปรึกษาคนใหม่ของฉันทำให้ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ผ่านอีกวิธีหนึ่งที่สำคัญมากๆ เขาจัดกลุ่มบำบัดสำหรับนักเรียนที่โรงเรียน ทุกสองอาทิตย์ตอนคาบหก เราทั้งแปดคนจะนั่งล้อมวงกัน แล้วให้คะแนนแต่ละวันที่ผ่านมา พร้อมกับคุยเรื่องปัญหาที่เราแต่ละคนพบเจอ การบำบัดกลุ่มเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตฉันจากความโดดเดี่ยวที่คอยกัดกินฉันมาเป็นเวลานาน ตอนนี้ฉันมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่ามีคนอีกหลายคนที่เข้าใจความเจ็บปวดนี้ เพราะพวกเขาก็กำลังก้าวผ่านมันอย่างยากลำบากเหมือนกัน พวกเขารับฟังความรู้สึกของฉัน ฉันสามารถถอดเสื้อหนาวของฉันได้ถ้าฉันร้อน โดยไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะคิดอะไร และเมื่อเวลาผ่านไป ฉันก็ถอดมันต่อหน้าคนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ทุกวันนี้การตัดสินใจจะเปิดหรือปิดบังแขนหรือขานั้นขึ้นอยู่กับอากาศเพียงอย่างเดียว

 

แต่ถึงจะมีความก้าวหน้าที่ดี บ่อยครั้งฉันก็ยังรู้สึกอับอายที่มีรอยแผลเป็น ฉันมักจะต้องต่อสู้กับความกลัวจะถูกมองว่าอ่อนแอหรือมีแผลในใจ ในยามที่ฉันใส่ขาสั้นหรือแขนกุด แน่นอนว่าฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น ฉันไม่ได้โง่ ฉันไม่ได้พัง และฉันก็ไม่ใช่ชะนีที่ชอบเรียกร้องความสนใจ แต่ฉันแค่กังวลว่าคนอื่นจะไม่คิดแบบนั้น แล้วฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่า มันก็โอเคนี่ ฉันสามารถเลือกที่จะไม่สนใจความเห็นฉาบฉวยเหล่านั้นได้นี่ ตอนอยู่ในกลุ่มบำบัด ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรกับคนที่ไม่เข้าใจ แต่ฉันควรให้ความสำคัญกับคนที่เข้าใจมากกว่า ฉันเตือนตัวเองทุกวันว่า คนที่ตัดสินฉันจากประสบการณ์เลวร้ายที่ฉันเจอมา คือคนที่ฉันไม่ต้องการให้อยู่ในชีวิต

 

เวลามีใครทำร้ายตัวเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีใครคิดว่า “การเรียกร้องความสนใจ” เป็นสิ่งที่แย่และไม่ควรทำ แต่ปัญหาอยู่ที่คนคนนั้นกำลัง “ทำร้ายตัวเอง” และควรมีคนรับรู้ รวมทั้งให้ความเอาใจใส่และการช่วยเหลือด้วย เขาคนนั้นต้องการ “ความช่วยเหลือ” ตอนฉันมองขาและแขนของผู้หญิงคนนั้น ฉันไม่น่าคิดเลยว่า “ทำไมเธอต้องโชว์แผลเป็นให้ทุกคนเห็นด้วยนะ” แต่ฉันควรถามคำถามที่ฉันต้องการให้คนถามฉันมาตลอดมากกว่า นั่นคือ “เธอโอเครึเปล่า” ฉันน่าจะคิดด้วยซ้ำว่า “ฉันน่าจะบอกให้เธอรู้ว่าฉันเคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน” ตอนนั้นฉันพยายามให้เหตุผลกับการปกปิดร่างกายตัวเองด้วยการบอกว่า รอยแผลเป็นหรือความเจ็บปวดของเธอนั้นไม่มีความหมาย เพียงเพื่อจะได้รู้สึกดีและยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันมีความหมาย บาดแผลของฉันก็เช่นกัน

 

ทุกวันนี้หากมีใครเห็นแผลเป็นของฉัน ฉันหวังว่าพวกเขาจะเห็นว่าข้อความที่มันส่งออกไปนั้นได้เปลี่ยนไปจากตอนฉันอยู่มัธยมต้นแล้ว ฉันอยากให้คนที่อาจจะกำลังปกปิดรอยแผลเหล่านั้นไว้ภายใต้เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวว่า พวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว สิ่งที่พวกเขาต้องผ่านไม่จำเป็นต้องถูกปกปิดเพียงเพื่อให้มันเป็นที่ยอมรับ และพวกเขาไม่จำเป็นต้องปิดบังประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขาเพราะความอับอาย เหตุผลที่ฉันเปิดเผยร่างกายของฉัน ไม่ใช่เพราะฉันต้องการความช่วยเหลือ แต่เพราะฉันอยากเอื้อมมือไปช่วยพวกเขาบ้างแล้ว

 

ILLUSTRATION: PANYAVEE
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment