ตั้งแต่เราทำบล็อกนี้มา หรือเอาจริงๆ อาจจะพูดได้ว่าตั้งแต่ที่มีคนรู้ว่าเราเป็นไบโพลาร์เลยก็ได้ มีคนเยอะมากที่ไม่เห็นด้วยกับการกินยาของเรา แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่สนใจความเห็นของคนอื่น และมีความเห็นที่มั่นคงแน่วแน่เรื่องยา เราเลยไม่มีปัญหากับการอธิบายให้คนเหล่านั้นฟังว่า การใช้ยามันเป็นไปตามหลักการทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์อย่างไร หรือมันช่วยชีวิตเรายังไงบ้างใน 4 ปีที่ผ่านมา แต่รู้อะไรไหมว่า มันมีอย่างหนึ่งที่เราไม่ได้พูดไป นั่นคือการกินยากระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันเรายังไงบ้าง

 

หลายคนคงรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่กระทบชีวิตประจำวันเรามากๆ คือ side effects ของยา แต่นั่นก็เป็นแค่ช่วงแรกที่เริ่มกิน และไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึงในวันนี้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เลวร้ายมากๆ คือการที่ยาทำให้เราหมด passion ในการทำงานและการใช้ชีวิต เราไม่มี motivation ในการอ่าน การเขียน การคิดงาน การทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ บางทีเราก็ไม่สนุกหรือเอ็นจอยกับการใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ที่เรารัก ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกผิดและผิดปกติ บางครั้งความสัมพันธ์ของเรากับคงบางคนก็หล่นหายไป เพราะเราไม่มีอารมณ์ร่วมกับพวกเขามากพอ หรือมากเท่าที่ควรจะเป็น

 

อาการและความรู้สึกทั้งหมดนี้ โน้ตให้คำอธิบายไว้ว่า มันเป็นเพราะ “ยามันเคลือบความรู้สึกเราไว้”

 

READER WHO CANNOT READ, WRITER WHO CANNOT WRITE

 

ก่อนหน้าที่เราจะคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นเพราะความขี้เกียจ ความอืด ความงอแง หรือความประสาทแดกของเราเองที่ทำให้เราอ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ ดูหนังไม่ได้ (อย่างมีประสิทธิภาพ) หมายความว่าไม่มีสมาธิและสติมากพอในการทำกิจกรรมเหล่านี้และคิดวิเคราะห์มัน จะบอกว่าเป็นเพราะอาการซึมเศร้าก็ไม่ใช่ เพราะเรายังอยากทำมันอยู่ ไม่ได้เบื่อเลย แต่เราแค่ทำไม่ได้! แล้วคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพและสิ่งที่เรารักมาตั้งแต่จำความได้น่ะ เฮ้ยยยย มันหยุดตั้งคำถามซ้ำๆ ไม่ได้เลยว่าทำไมวะ แล้วก็ด่าตัวเองไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่า ยามีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย

 

เรามารู้ว่ายามีเอี่ยวก็ด้วยหลายเหตุการณ์ เช่น คุยกับโน้ตที่ก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน, ดูซีรีส์ Homeland ตามคลิปที่เคยโพสต์ไปแล้วตาสว่างขึ้นมา หรือคุยกับรุ่นพี่ที่กินยาเหมือนกันแล้วก็มีปัญหาเรื่องนี้อย่างหนัก เพราะนางทำงานเป็นนักแสดงที่ต้องใช้อารมณ์ในการทำงานและตีความตัวละคร (ไม่อย่างนั้นก็จะเล่นได้แค่ระดับเล่นไปงั้น แต่เข้าไม่ถึงบทบาท) ซึ่งมันทรมานมากนะสำหรับคนที่มีนิสัยจริงจังกับการทำงาน ไม่ใช่คนที่ไม่เอ็นจอยการสร้างงาน หรือคนที่ทำงานเก็บเงินไปวันๆ แต่สำหรับเรา งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน และมันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีค่า ทั้งที่ไบโพลาร์เคยเอาค่าในชีวิตเราไปหมด พูดง่ายๆ คือทุกวันนี้เราอยู่ได้เพราะงาน แต่ตอนนี้เราทำงานไม่ได้แล้วว่ะ แล้วต่อจากนี้เราจะทำยังไงดีถึงจะไม่ตายจากทางใจไปเสียก่อน

 

KILLING ME SOFTLY WITH PRESSURE

 

เหมือนกับว่าสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดด้านบนจะยังทำให้เราหดหู่ไม่พอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากความอึดอัดคับข้องใจที่ทำงานให้ดีให้ปังอย่างใจอยากไม่ได้ก็คือการกดดันตัวเอง กรณีนี้เนี่ยมันก็ผิดที่นิสัยส่วนตัวของเราด้วยที่เป็นคนเครียดง่าย คิดมาก จริงจังกับการทำงาน และชอบกดดันตัวเอง (จนมากเกินไป) ข้อสุดท้ายนี่แหละที่เป็นสุดยอดขุมนรก แค่ปกติก็กดดันตัวเองแทบบ้าอยู่แล้ว พอมีเรื่องยาที่ว่าเข้ามาเกี่ยวก็กดดันตัวเองมากขึ้นไปอีกว่า ต้องทำให้ได้ อย่ามาสำออย ฯลฯ

 

เราทรมานกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก และต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าการกดดันตัวเองมากขนาดนี้เป็นอะไรที่โคตรไร้สาระและเสียเวลา แต่มันก็ห้ามไม่ได้ทั้งๆ ที่พยายามแล้ว (เช่น หากิจกรรมคลายเครียด ออกกำลังกายเพื่อไม่ให้คิด) แล้วพอห้ามให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ก็เลยต้องหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมันก็มีทั้งเวิร์คและไม่เวิร์ค บางทีเราก็นั่งจ่อมหน้าคอมมันซะเลย คิดไม่ออกก็จ้องจอเข้าไป จ้องให้ตาแหก เขียนสองประโยค ลบหนึ่งประโยค เขียนอีกสามประโยค แล้วลบทิ้งทั้งหมดก็ต้องยอม อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ว่าเราได้พยายามแล้ว ในบางครั้งวิธีนี้ก็ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองน้อยลง ถึงแม้จะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพจิตระยะยาวเท่าไหร่นัก

 

อีกวิธีที่ไม่ค่อยดี แต่ก็ดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าวิธีแรกคือ แทนที่จะกดดันตัวเองให้ทำงานต่อ เรามากดดันตัวเองให้หยุดคิดให้ได้ดีกว่า ซึ่งสิ่งเดียวที่จะทำให้เราหยุดคิดได้ก็คือ การนอน ยานอนหลับ หรือยาที่จะช่วยให้หลับ อย่างที่รู้กันต่อให้ไม่เป็นโรคพวกนี้ เวลาคิดมากหรือสติแตก การนอนนี่แหละคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดวิธีนึง เราเองเวลาซึมเศร้าหรือหดหู่มากๆ จนทำอะไรไม่ได้ เรามักจะนอนเพื่อให้หยุดคิด เป็นการกดปุ่มรีเซ็ตตัวเอง หรือไม่ก็กดปุ่มสลีปไปชั่วโมงสองชั่วโมง เวลาตื่นมาอาจจะยังมีเรื่องที่ยังลืมไม่ได้ แต่มันจะบางเบาและบรรเทาลง ส่วนบางเรื่องที่ขี้ปะติ๋วมากๆ มักจะหายไปเหมือนไม่เคยอยู่ในหัวเรามาก่อน ในกรณีนี้เราโชคดีที่เป็นคนง่วงแทบจะตลอดเวลา เลยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ แต่สำหรับคนที่หลับยาก คงต้องโกงชีวิตด้วยยากันหน่อย

 

LIFE HACK TO FIGHT BACK FOR PASSION

 

ทุกวันนี้เราก็ยังทรมานกับภาวะนี้อยู่ แล้วก็ยังหาทางออกหรือทางแก้ปัญหาไม่ได้ แต่เรายังคงเชื่อว่ามันจะต้องมีวิธีบรรเทาความรู้สึกแย่นี้ได้บ้างสิน่า เพราะฉะนั้นเราจะไฟท์ด้วยทริคเหล่านี้ไปก่อนจนกว่าจะมีวี่แววหาทางปัญหาเจอ

 

1. ระบายกับเพื่อนที่รู้ใจและให้กำลังใจเราได้ เวลาเราเลือกคนรับฟังเราในเรื่องนี้ สิ่งที่เราคาดหวังมักจะเป็นการสนับสนุนและเตือนให้เราจดจำความรู้สึกในตอนที่เรามีแรงผลักในชีวิต และไม่บอกหรือคะยั้นคะยอให้เราทำในสิ่งที่เราไม่เชื่อ เพื่อนประเภทนี้จะมีวิธีในการพูดให้เรารักตัวเองมากขึ้น เชื่อว่าเราทำสิ่งนั้นได้ (ถึงแม้จะไม่ใช่ในเร็วๆ นี้) และรู้ใจมากพอที่จะไม่พูดสิ่งที่ไม่ควรอย่างเช่น ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เราพูด และไล่เราไปนั่งสมาธิจะได้มีสมาธิทำงาน ซึ่งคนที่พูดก็หวังดีกับเราแหละ เรารู้ดีเลย แต่เขาแค่อาจจะเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ ก็มันซับซ้อนนี่นะ

 

2. คิดถึงความสำเร็จในอดีตของตัวเอง ข้อนี้อาจจะฟังดูหลงตัวเองไปหน่อย แต่บางทีมันก็ช่วยได้จริงๆ นะเออ ความสำเร็จที่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ใบประกาศ หรือรางวัลอะไร มันอาจจะเป็นอะไรเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่และมีค่าทางจิตใจ อย่างการหยุดร้องไห้เมื่อคืนก่อน การกินข้าวลงหลังจากกินไม่ลงมานาน การที่น้ำหนักลดสักทีจากการออกกำลังกาย หรือการที่เราทำให้ใครสักคนยิ้มได้ สำหรับเราเรื่องเล็กๆ มาจะไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ เพราะตายด้านเกินไป แต่ต้องเป็นผลงานที่เป็นตัวงานถึงจะช่วย เช่น เอาธีสิส หรืองานเก่าๆ ที่เคยทำแล้วชอบหรือมีคนชมมาพลิกดู ตอนทำจะรู้สึกผิดแล้วก็ด่าตัวเองนิดนึงที่ย้ำคิดย้ำทำ แต่มันก็พอจะช่วยได้บ้างแหละนะ

 

3. ออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต เช่น เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ งานใหม่ กิจกรรมใหม่ งานอดิเรกใหม่ หรือที่เที่ยวใหม่ ทิ้งสิ่งที่ดั้นด้นทำแล้วไม่สำเร็จสักทีไปชั่วคราว บางทีการรีเฟรชตัวเองด้วยสิ่งที่ไม่เคยทำก็ทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ และเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น บางทีมันอาจจะช่วยให้เราคิดงานที่งมมาสามเดือนออก หรือรู้วิธีจัดการกับมันให้ดีขึ้นได้ เช่น เราอาจจะได้ไอเดียดีๆ จากเพื่อนใหม่ (ต่อให้เพื่อนเก่าเพื่อนแก่จะเข้าใจเรา แต่บางทีมันก็อยู่กับเราและรู้ใจเรามากเกินไป) หรือได้วิธีการระบายอารมณ์บูดบึ้งแบบใหม่ เช่น การออกกำลังกายในแบบที่ไม่เคยออก ได้ลองเต้นสวิง ซัลซ่า หรือแอโรบิก การเต้นในจังหวะเร็วๆ นี่ช่วยให้สมองโล่งและเลิกคิดมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ได้ดีนักแล 🙂

 

ILLUSTRATION: OUNGAWA
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

Leave a comment