เราเชื่อว่าหลายครั้งคนที่มีคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะรู้สึกรำคาญบ้างว่า ทำไมมึงเป็นแบบนี้อยู่ได้ หรือบางทีก็สงสารและอยากจะช่วยให้ดีขึ้นบ้าง วิธีที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนพอจะทำได้ก็คือพยายามเข้าใจและปลอบใจด้วยคำพูด แต่หลายครั้งคำพูดปลอบใจที่หวังจะช่วยผ่อนทุกข์ให้ได้บ้าง กลับกลายเป็นจี้ใจดำทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม โดยที่ผู้พูดก็ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย วันนี้เรารวมรวบประโยคยอดฮิตที่คนอื่นอาจคิดว่าจะช่วยให้คนซึมเศร้านั้นดีขึ้ แต่กลายเป็นคำที่ฟังแล้วเจ็บจี๊ดยิ่งกว่าเดิมมาให้ดูกัน อยากรู้ว่าเพื่อนๆ เคยได้ยินหรือได้พูดประโยคเหล่านี้กันไปบ้างหรือเปล่า ลองมาแชร์กันดูก็ดีนะ 🙂

 

1. “ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตหรอ”

 

เวลามีใครสักคนฆ่าตัวตายหรือมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย เรามักจะได้ยินประโยคยกย่องการมีชีวิตกระจายตัวอยู่ทั่ว social network หรือกระทั่งในชีวิตประจำวันนอกโลกไซเบอร์เองก็เถอะ “ชีวิตเป็นสิ่งประเสริฐนะเว่ย การที่ได้เกิดมาเป็นคนแสดงว่าเรามีบุญนะ พ่อแม่อุตส่าห์ให้กำเนิดเรามา แล้วจะมาทำลายชีวิตตัวเองง่ายๆ แบบนี้หรอ” โห เวลาเราได้ยินประโยคประเภทนี้แล้วเราเจ็บมากเลย ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่ได้พูดกับเราโดยตรงก็ตาม เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว และเราขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ที่คุณคิดว่าการทำลายชีวิตตัวเองมันง่าย มันไม่ง่ายหรอก คนที่กล้าทำหรือทำสำเร็จเขาต้องผ่านความทรมานและมีความกล้าหาญในระดับที่สูงมาก แต่คำว่าคุณค่าของชีวิตมันมีรายละเอียดที่ซับซ้อน การที่เรามีเนื้อหนังและหายใจได้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าในทันที แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะให้ค่ากับชีวิตของเรายังไงมากกว่า อาจจะมีคนเถียงว่า เกิดมาก็มีค่าแล้วในสายตาพ่อแม่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่คิดอยากตายมันเป็นเพราะเขารู้สึกว่าเขาและชีวิตเขาไม่มีคุณค่าในสายตาตัวเอง ทำให้เขาทรมานที่จะอยู่ต่อไป ส่วนพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวจะมองยังไง มันเป็นอีกเรื่อง เราไม่ได้บอกว่าการที่คนรอบตัวรักและเห็นเขามีคุณค่ามันไม่สำคัญ แต่บางทีเขาอาจจะเข้าไม่ถึงความรู้สึกที่คนอื่นมีให้เขา เพราะโดนม่านหมอกของโรคซึมเศร้าบังตาอยู่ เพราะฉะนั้นแทนที่จะตัดสินกันแบบง่ายๆ ลองวกกลับมาดูที่ต้นเหตุของปัญหาและวิธีแก้ไหม เช่น เขาอาจเป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ แล้วเราจะช่วยเขายังไงดี ฯลฯ

 

2. “ยังมีคนแย่กว่าเราตั้งเยอะ”

 

อันนี้คลาสสิกสุดพลัง ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยินคนรอบตัวพูดประโยคนี้ใส่ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่เป็น เรามีความเห็นที่ชัดเจนและแข็งแรงมากในเรื่องนี้ว่า ระดับความสุขความเศร้า ความดีความแย่ ความเหนื่อยความสบาย ความอ้วนความผอม หรือความอะไรก็แล้วแต่ ของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะให้ความหมายกับมันยังไง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์เฉพาะของคนคนนั้น เราอาจจะเคยเห็นคนที่ผอมมากๆ แต่ยังบ่นว่าตัวเองอ้วนอย่างโน้น อ้วนอย่างนี้ เพราะเขาเคยอ้วนมากมาก่อน นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาตั้งมาตรฐานเรื่องรูปร่างไว้ไม่เหมือนกับเรา และมีประสบการณ์ในแบบที่เราไม่มี เรื่องความสุขความเศร้าก็มีหลายระดับเหมือนกัน สิ่งที่คนหนึ่งดีใจมาก อาจเป็นเรื่องปกติของใครอีกคน และเรื่องที่ปกติของใครอีกคน อาจเป็นเรื่องน่าหดหู่ของอีกหลายคน นั่นก็เพราะเขาคนนั้นอาจไม่เคยเศร้าขนาดนี้มาก่อน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การที่ใครสักคนกล้าหาญพอที่จะยอมรับความรู้สึกของตัวเอง และพูดออกมาว่าเขาไม่มีความสุข นั่นหมายความว่าเขาอาจต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่การตัดสิน และเราควรเคารพความรู้สึกจริงๆ ของเขา ไม่ใช่พูดประโยคที่ทำให้เขารู้สึกว่า ความรู้สึกแย่ของเขาไม่มีความหมายและไม่มีอยู่จริง อย่างประโยคที่ว่านี้

 

3. “ต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง”

 

ประโยคนี้อาจใช้ได้ในบางกรณีที่ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน เหมือนแผลสดที่มองเห็นได้ด้วยตา จับต้องได้ เป็นรูปธรรม และมีหลักฐานแห่งความเจ็บปวด แต่โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคเครียด หรือเรื่องของความรู้สึก มันเป็นแผลที่มองไม่เห็น ไร้ตัวตนจนกระทั่งเจ้าตัวยังอาจมองข้าม มันคือความเจ็บปวดและความเจ็บป่วยภายในที่ไม่ได้เกิดจาก ‘ความเครียด’ เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง แต่เป็นสภาวะทางจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านร่างกาย เช่น สารเคมีในสมอง หรือปัจจัยด้านสังคม ซึ่งนำไปสู่วิกฤติตัวตน ซึ่งมันปล่อยวางกันไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งในกรณีที่ลามเลยไปถึงอาการหรือความเจ็บป่วย ยิ่งไม่ต้องคิดจะให้ปล่อยวางเลย มันเป็นแผลไปแล้ว แล้วเราจะไม่ทำแผลกันหน่อยหรอ

 

4. “เคยลองไปวัดรึยัง”

 

โดนมาหมดแล้ว ตั้งแต่บอกให้ไปหาพระหาแม่ชี วิปัสสนาธรรมห้าวันเจ็ดวัน ดื่มชาสมุนไพร ไปนั่งสมาธิ เล่นโยคะ ดอกบัวสี่เหล่าน่ะรู้จักไหมล่ะ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือมันไม่ได้ช่วยเสมอไป เราไม่ปฏิเสธว่ามี ‘บางคน’ ที่ทำแล้วดีขึ้นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีการนี้จะใช้ได้กับ ‘ทุกคน’ ไง คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่านี่คือความจริงหนึ่งเดียว เป็นยาครอบจักรวาลที่ใครใช้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง กลายเป็นว่าถ้าไม่ทำตามก็จะโดนด่าหรือโดนหาว่า “เพราะไม่เชื่อในศาสนาแบบนี้น่ะสิถึงมีจิตใจที่ไม่สงบ” แต่ก่อนจะคิดหรือพูดแบบนั้นกับใคร เราอยากให้ระลึกไว้นิดนึงว่า ประโยคนี้เป็นดาบสองคม เพราะหนึ่ง ความเชื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสอง การมีจิตใจที่สงบนั้นสามารถทำได้หลายวิธี อยู่ที่ว่าวิธีไหนเหมาะกับใคร และคนที่รู้ดีที่สุดก็คือตัวเขาเอง เรารู้จักพี่คนหนึ่งที่เป็นไบโพลาร์หนักมากๆ แล้วโดนกล่อมให้ไปเข้าวัดสงบจิตใจ กลายเป็นว่าในสภาวะที่นางไม่เป็นตัวของตัวเอง และแมเนียมากจนท้วมท้นไปด้วยความรู้สึกศรัทธาในพุทธศาสนา  นางได้หลุดเข้าไปในนั้นและแทบจะกลับออกมาไม่ได้ คือนั่งสมาธิจนเชื่อว่ามีโลกอีกใบอยู่จริงๆ หลอนว่าตัวเองเป็นคนนั้นคนนี้ และเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ กลายเป็นว่าอาการหนักขึ้นจนสุดท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่ดี เพราะฉะนั้นจงมอบโอกาสในการตัดสินใจทำอะไรกับชีวิตตัวเองให้กับเจ้าของชีวิตเขา อย่าไปคาดคั้นว่าเขาควรทำอะไร ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเจ้าตัวหรอกเชื่อเถอะ

 

5. “ชีวิตคนมีขึ้นมีลง”

 

เฮ้ย ในเชิงตรรกะและเหตุผลเนี่ยเราเข้าใจและเห็นด้วยมากๆ แต่เราไม่ชอบคำพูดนี้เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าคนพูดมองว่า ความรู้สึกของเราเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันเป็นโว้ย! ปัญหาคือตอนนี้ชีวิตกูมันกำลังอยู่ในช่วงขาลงไงครับ! ซึ่งคนพูดคงพยายามพูดให้คิดแหละว่า เออ กูรู้ว่าตอนนี้ขาลง แต่เดี๋ยวขาขึ้นก็จะมาถึง แต่ปัญหาคือไอ้ตอนที่มันลงแล้วลงอีกเอาแต่ลงเนี่ย เราจะผ่านมันไปอย่างสวยงามได้ยังไง เพราะมันไม่ใช่ว่าเรานั่งท่องซ้ำๆ ว่าขาขึ้นจะมาแล้วมันจะมาทันที มันต้องรออีกนานกว่ามันจะมา และมันไม่เคยมาทันกาล ก็เหมือนที่เขาชอบพูดกันไงว่า ช่วงเวลาแห่งความเศร้ามักยาวนานกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขเสมอ การอยู่ระหว่างการสไลเดอร์ลงเหวนี้มันทรมานในหลายแง่มุมเลยนะ ตั้งแต่ต้องทนให้มันผ่านพ้นไป โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ต้องประคองอารมณ์ตัวเองให้ไหวและไม่สติแตกไปเสียก่อน ต้องต่อสู้กับคำพูดของคนที่ไม่เข้าใจและพยายามตัดมันออกไปจากสารบบความคิด และยิ่งถ้าเราเอาแต่นั่งจับจ้องรอคอยขาขึ้นอย่างใจจดใจจ่อแบบที่หลายคนแนะนำ เราก็จะยิ่งทรมาน การเอาตัวรอดของเราในกรณีนี้คือไม่เอาใจไปแขวนไว้ที่ขาขึ้น ไม่เอาความหวังไปฝากไว้ที่ความสุข แต่แค่เราต้องอยู่กับความทุกข์และการเดินทางขาลงนี้ให้ได้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เราจะไม่คิดย้อนไปถึงอดีตช่วงที่ดี และอนาคตที่ยังไม่มาถึง

 

6. “คิดไปเองรึเปล่า”

 

ประเด็นนี้เรากับโน้ตบอกคนนู้นคนนี้บ่อยมาก เพราะมันเป็นความเข้าใจผิดอันดับต้นๆ เลยล่ะ เรื่องของเรื่องคือคนรอบตัวเราจำนวนมากชอบคิดว่าโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ และโรคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ทั้งหลายเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องของทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนได้ ไม่ใช่โรคที่แสดงอาการอย่างถาวร แต่ในฐานะคนที่เป็น เราพูดเลยว่ามัน ‘อาจจะ’ เกี่ยวกับทัศนคติ แต่ ‘ต้นเหตุ’ ของการเกิดโรคไม่ใช่เรื่องทัศนคติ แต่เป็นเรื่องของ ‘สารเคมีในสมองที่ไม่คงที่’ ที่ถูกพิสูจน์แล้วในทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นที่ยอมรับในสากลโลก แต่คนไทยยังคิดว่ามันเป็นเรื่องของทัศนคติอยู่เลย พอคิดว่าเป็นเรื่องทัศนคติแล้ว คำแนะนำเลยออกไปในทางการมองโลกในแง่ดี มองโลกอย่างมีความหวัง ซึ่งเป็นการโยนภาระทั้งหมดให้ผู้ป่วย แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้และทำได้ง่ายสำหรับเราๆ เพราะอย่างที่เคยบอกไม่รู้กี่รอบแล้วว่า โรคพวกนี้มันฝังรากลึกไปถึงสภาพจิตภายในจนบางทีผู้ป่วยเองก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน มันซับซ้อนและทับกันไปกันมา ไม่ใช่วิธีคิดภายนอกที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอิทธิพลภายนอก และสถานการณ์ที่พบเจอ เพราะฉะนั้นมันต้องไปด้วยกันทั้งสองทางระหว่างการบำบัดด้วยยา และการบำบัดด้วยการฝึกพัฒนาตัวเองหลังจากใช้ยาจนอาการคงที่แล้ว

 

7. “หมอเค้าเอายาแป้งให้กิน”

 

ถ้าเป็นยาแป้งแล้ว ผลข้างเคียงทั้งหมดที่เราเจอกันจนจะแทบตายกันไปข้างนี่มันคืออะไรคะ? ไหนตอบ! เราอยากจะบอกจริงๆ ว่ายาพวกนี้มันไม่ใช่ยาหลอก (placebo) แต่มันเป็นยา psychoactive ที่เข้าไปปรับความสมดุลของสารเคมีหลายตัวในสมอง แล้วแต่ว่าอาการที่เรามีมันแสดงออกว่าสารเคมีตัวไหนของเราไม่เสถียร และ ‘ไม่ได้’ มีฤทธิ์กล่อมหรือหลอนประสาทอย่างที่คนจำนวนมากเข้าใจ คือเรากินแล้วไม่ได้เห็นแมวเป็นแก้วน้ำ หรือเป็นบ้าเดินแก้ผ้าบนท้องถนน เราอาจจะได้ยินเสียงแว่วบ้าง แต่ไม่ได้เป็นบ้า ยาพวกนี้พอมันเข้าไปปรับสมดุลเสร็จ หน้าที่ต่อไปของมันคือควบคุมให้มันสมดุลต่อไป อีกเหตุผลหนึ่งที่เราคิดว่าประโยคนี้ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ดีคือ พอพูดแบบนี้แล้วมันแสดงให้เห็นว่า ผู้พูดไม่เชื่อว่าโรคนี้มีอยู่จริงและจำเป็นต้องได้รับการรักษา ผู้ป่วยก็ประสาทแดกคิดว่าตัวเองคิดไปเองไปอีก แต่ถ้ายังไม่เข้าใจโปรดย้อนกลับไปอ่านข้อ 6

 

8. “ออกไปเจอผู้คนบ้างสิ”

 

เราอยากจะให้ทำความเข้าใจว่า สำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ การออกไปเจอผู้คน และการออกไปเจอผู้คนมากเกินไปตามลำดับ ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น หรือบางทีอาจทำให้อาการแย่ลงไปอีกด้วยหลายเหตุผล สำหรับผู้ป่วยซึมเศร้า การที่เราไม่อยากเจอผู้คนไม่ได้เป็นเพราะเราไม่อยากเจอขึ้นมาเฉยเพราะเหนื่อย  เพราะขี้เกียจ หรือเพราะไม่อยากเจอคนบางคนเป็นพิเศษ แต่มันประกอบด้วยอารมณ์หลายชนิดที่ลึกซึ้งและเข้าใจได้ยาก เช่น ความหดหู่เหลือประมาณ ถูกมวลความเศร้าดูดลงไปในหลุมดำ ความเบื่อหน่ายการมีอยู่ของตัวเอง ความเกลียดตัวเอง ความรู้สึกกลัวผู้คน กลัวถูกจ้องมอง กลัวว่าคนอื่นจะนินทา รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือกระทั่งกลัวถูกทำร้าย ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งจมอยู่กับตัวเองแล้วนั่งจ้องเพดานอยู่ในห้องมันไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่การบังคับตัวเองให้ออกไปเจอคนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ส่วนคนเป็นไบโพลาร์แล้วกำลังอยู่ในช่วงแมเนีย อันนี้เข้าใจได้ง่ายมาก นั่นคือยิ่งเจอคนเยอะเกินไปยิ่งคึก ยิ่งดีด ยิ่งรู้สึกท่วมท้น และควบคุมตัวเองไม่ได้ อาจดื่มมากเกินไป อาจเผลอมีอะไรกับคนที่ไม่อยาก อาจทำลายข้าวของ หรืออาจรู้สึกอารมณ์ไม่คงที่ได้

 

9. “ทำไมไม่ปรึกษาพ่อแม่”

 

บางทีคนโลกสวยหรือคนที่มีครอบครัวที่อบอุ่นอาจจะต้องยอมรับว่ารูปแบบของครอบครัวในโลกใบนี้นั้นไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด บางครอบครัวไม่อบอุ่นและมีปัญหาขัดแย้งกันบ่อย บางครอบครัวลูกไม่สนิทกับพ่อแม่ หรือบางครอบครัวพ่อแม่ไม่เข้าใจสภาวะจิตใจของลูก ส่วนลูกก็ไม่ได้เข้าใจภาระในชีวิตของพ่อแม่ บางครอบครัวมีปัญหาทางการเงินทำให้การไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หรือบางครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดและสมาชิกในครอบครัวไม่สะดวกในการหอบผู้ป่วยไปพบแพทย์ในกรุงเทพฯ หรือบางทีปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกอาจเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้ เป็นเรื่องน่าอาย หรือเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่มีทางเข้าใจ ในกรณีสุดท้ายนี้การไปพบจิตแพทย์จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจิตแพทย์จะเป็นคนนอกซึ่งทำให้ผู้เล่ารู้สึกปลอดภัยว่าความลับของเขาจะไม่ถูกเปิดเผยแล้ว จิตแพทย์ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้าน จิตแพทย์แต่ละคนผ่านการรักษาคนไข้มาเป็นร้อยคน เห็นมาเป็นร้อยเคส และรู้ดีว่าแต่ละเคสควรรักษาอย่างไร

 

10. “อย่าไปทำตามแฟชั่น”

 

แกน่ะคิดไปเองว่าแกเป็น เห็นคนอื่นไปหาหมอกันเยอะๆ เลยคิดว่าตัวเองเป็นกับเค้าด้วยล่ะสิ อยากเป็นแบบนักเขียนหรือศิลปินดังๆ ที่เขาเป็นล่ะสิท่า คิดว่าเก๋ใช่ไหมล่ะ บลาๆๆ เฮ้ย เดี๋ยวนะ ใครบอกกันวะว่าโรคซึมเศร้ากับโรคไบโพลาร์มันเป็นแฟชั่น เป็นเรื่องที่คนชอบตีตนไปก่อนไข้ เป็นเรื่องของอุปทานหมู่ เฮ้อ ขอถอนหายใจแป๊ป ใครจะมาบ้าอยากกินยาสามสี่ห้าเม็ดทุกวันกันล่ะจริงมั้ย เราเองมองว่าการที่คนเราเห็นคนรอบตัวไปหาหมอ แล้วหันกลับมาสำรวจตัวเองมันเป็นเรื่องที่ดีออกจะตาย การไปปรึกษาหมอไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น ไม่ใช่เรื่องของการทำตามกัน แต่มันคือภาพสะท้อนว่า วัยรุ่นยุคปัจจุบันเริ่มกลับมามองตัวเองว่าขาดตกบกพร่องหรือมีปัญหาอะไรบ้าง และที่สำคัญมันสะท้อนให้เห็นว่าคนที่ตัดสินใจไปหาหมอคือคนที่อยากรู้สึกดีขึ้นทั้งกับตัวเอง กับสิ่งที่ตัวเองรัก กับคนรอบตัว และกับโลก พวกเขาคือคนที่อยากทำให้อะไรๆ ดีขึ้นและไม่จมลงไปในปลักโคลนแห่งความเศร้าที่เฝ้าคอยจะดูดวิญญาณเราอยู่ทุกหัวระแหง มันคือการพิสูจน์ว่าพวกเขากล้าหาญพอที่จะยอมรับข้อเสีย ความผิดพลาด และความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ทั้งหมดที่พูดมานี้มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะวัยที่กำลังพัฒนาตัวเองทั้งกายและใจควรกระทำไม่ใช่หรอ 🙂

 

ILLUSTRATION: KWANGWALIN
FOLLOW US AT FACEBOOK.COM/MOODYTWENTIES
Show CommentsClose Comments

4 Comments

  • แจง
    Posted 26/03/2016 at 12:20 am 0Likes

    แล้วควรจะพูดยังไงคะ? รักคนที่เป็นโรคนี้เราทรมาณใจที่เห็นเขาเป็นแบบนี้ ให้ไปหาหมอก้อไม่ยอม

  • มิกัง
    Posted 01/07/2016 at 9:59 am 0Likes

    แฟนก็คิดว่าเราคิดไปเอง ทั้งๆที่มันทรมารมาก

  • Nongnuch OVATWATTANAKUL
    Posted 03/11/2016 at 10:21 pm 0Likes

    อยากปรึกษา การหยุดยา

  • Ariel_IX
    Posted 08/12/2016 at 7:32 pm 0Likes

    คิดว่าเป็นยาแป้ง ลองมาเอาไปกินมั้ย *ยิ้ม* เอาไปเลย เม็ดเดียวเนี่ย กินเลย มันไม่ควรมีไรเกิดขึ้นเนอะเพราะเป็นแป้ง

Leave a comment